บทที่ 45 รวยอย่างเงียบงัน งดงามอย่างมีชั้นเชิง
บทที่ 45 รวยอย่างเงียบงัน งดงามอย่างมีชั้นเชิง
บทที่ 45 รวยอย่างเงียบงัน งดงามอย่างมีชั้นเชิง
เมื่อวันสิ้นปีมาถึง หิมะเริ่มโปรยปรายเบาๆ ครอบครัวตระกูลลู่ในชุดเสื้อผ้าใหม่สะอาดสะอ้านก็นั่งล้อมวงกินมื้อค่ำกันอย่างเอร็ดอร่อย เด็กๆ กินจนพุงกาง ลู่ตงซานมองดูภรรยาและลูกๆ ด้วยความตื้นตันใจ
“ข้าไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตจะดีได้ขนาดนี้ จากที่เคยเกือบสิ้นเนื้อประดาตัวเมื่อต้นปี ตอนนี้เรามีทั้งบ้านใหม่และเสบียงเต็มคลัง”
เฉินสวี่อันได้แต่ยิ้มรับในใจ นางรู้ดีว่าหากไม่ใช่เพราะการเกิดใหม่ของนาง ครอบครัวนี้คงไม่มีวันได้สัมผัสความสุขเช่นนี้ วันขึ้นปีใหม่ผ่านไปอย่างเรียบง่าย เฉินสวี่อันเริ่มวางแผนปลูกถั่วลิสงและงาในฤดูใบไม้ผลิ
รวมถึงสั่งให้ลู่ตงซานไปหาต้นหอมหมื่นลี้มาปลูกในบ้านเพื่อให้ร่มเงาและนำดอกมาทำขนมได้ นางยังกำชับให้ทุกคนทำตัวต่ำต้อยเข้าไว้ เพื่อไม่ให้คนในหมู่บ้านอิจฉา
หลี่เอ้อโก่วนำโม่หินมาส่งและได้รับคำสั่งให้ทำโต๊ะและม้านั่งหินเพิ่ม ส่วนหลี่ซื่อก็แวะมาบอกข่าวว่าชาวบ้านกำลังซุบซิบนินทาเรื่องความร่ำรวยของบ้านลู่
เฉินสวี่อันจึงแก้ต่างไปว่าเงินที่ได้จากการขายหมูป่าถูกใช้ไปกับการสร้างกำแพงจนหมดเกลี้ยง แม้แต่กระเบื้องมุงหลังคาก็ยังไม่มีปัญญาซื้อ เพื่อลดแรงเสียดทานจากคนรอบข้าง
‘เราต้องรวยเงียบๆ ทำตัวเรียบง่าย ยิ่งเราทำตัวต่ำต้อยเท่าไหร่ ภัยก็ยิ่งมาไม่ถึงตัวเท่านั้น’ เฉินสวี่อันสอนลูกชายคนโตที่กำลังจะก้าวเข้าสู่เส้นทางสายบัณฑิต ลู่ตงซานตาเป็นประกาย พยักหน้าหงึกๆ อย่างกระตือรือร้น
“ความคิดนี้เยี่ยมไปเลย ถ้าทำได้จริงเครื่องเรือนสินเดิมนี้ต้องโดดเด่นที่สุดในสิบหมู่บ้านแปดตำบลแถวนี้แน่!”
ในยุคสมัยนี้ เวลาชาวบ้านจ้างทำเครื่องเรือนมักเน้นแค่ความทนทานและการใช้งานเป็นหลัก ไม่ค่อยมีใครมาประดิษฐ์ประดอยให้เสียเวลาหรอก ความสวยงามน่ะหรือ... อย่าได้พูดถึงเลย!
เพราะหากอยากให้สวยงามก็ต้องจ้างช่างที่มีฝีมือด้านการวาดภาพหรือแกะสลัก ซึ่งค่าแรงนั้นแพงหูฉี่ ส่วนช่างไม้ที่วาดรูปเก่งๆ ก็มักจะไปรับงานในเมืองใหญ่ ไม่มีทางมาจมปลักอยู่ในหมู่บ้านที่ห่างไกลความเจริญแบบนี้แน่นอน
ซึ่งก็น่าเศร้าที่ลู่ตงซานไม่มีหัวทางด้านศิลปะเอาเสียเลย เขาทำได้แค่ช่างไม้ฝีมือหยาบๆ ทั่วไปเท่านั้น เมื่อถึงวันที่ 5 เดือนหนึ่ง เฉินสวี่อันก็ออกเดินทางเข้าตำบลพร้อมกับสองพ่อลูก
วันนี้นอกจากจะซื้อสีแล้ว นางยังตั้งใจจะซื้อ พู่กัน หมึก กระดาษ และจานฝนหมึก ให้ลู่หยวนเปาเตรียมตัวเข้าเรียนด้วย กะคร่าวๆ งานนี้คงต้องจ่ายออกไปหลายตำลึงเงิน แต่ในเมื่อเป็นเรื่องที่ตกลงกันไว้แล้ว ลู่ตงซานจึงไม่ได้นึกเสียดายเงินแม้แต่น้อย
เมื่อครอบครัวทั้งสามมาถึงตำบลซานตง พวกเขาก็พบว่าในตำบลนี้มีร้านขายเครื่องเขียนเพียงร้านเดียวเท่านั้น ร้านนี้ขนาดไม่ใหญ่แต่ของแน่นขนัด อาจเป็นเพราะในละแวกนี้ไม่ค่อยมีปัญญาชนนัก สินค้าหลักในร้านจึงเป็นพวก กระดาษเงินกระดาษทองและธูปเทียน
ส่วนเครื่องเขียนสำหรับเรียนหนังสือนั้นถูกเบียดไปวางอยู่เพียงหัวมุมเล็กๆ หากไม่มั่นใจว่าที่นี่คือร้านขายเครื่องเขียนจริงๆ เฉินสวี่อันคงไม่ยอมเหยียบเท้าเข้าไปแน่ๆ ใครจะไปเชื่อถือร้านที่ขายของปนกันมั่วซั่วแบบนี้ล่ะ!
เนื่องจากยังอยู่ในช่วงเทศกาลปีใหม่ บนถนนจึงค่อนข้างเงียบเหงา เมื่อมีลูกค้ามาเยือน หลงจู๊เจ้าของร้านจึงกระตือรือร้นเป็นพิเศษ เขาปรี่เข้ามาต้อนรับและพยายามพาพวกเขาไปดูพวกกระดาษเงินกระดาษทอง
จนเฉินสวี่อันรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาครามครัน นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามสงบสติอารมณ์แล้วเอ่ยขึ้น
“หลงจู๊ ข้าต้องการชุดเครื่องเขียนหนึ่งชุด แล้วก็พวกสีวาดภาพอีกหนึ่งชุดเจ้าค่ะ”
หลงจู๊ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มแห้งๆ แก้เก้อ แล้วรีบกุลีกุจอไปหยิบชุดเครื่องเขียนออกมาจากอีกฝั่ง เขาประคองมันออกมาอย่างระมัดระวังพลางออกตัว
“แขกผู้มีเกียรติ ร้านของข้าเป็นเพียงร้านเล็กๆ ของที่มีก็คุณภาพประมาณนี้ หากพวกท่านต้องการของเกรดดีกว่านี้ คงต้องเดินทางไปซื้อที่ตัวอำเภอแล้วล่ะ”
เฉินสวี่อันเหลือบมองเพียงปราดเดียวก็รู้ว่าของพวกนี้คุณภาพค่อนข้างแย่ แต่ในเมื่อลู่หยวนเปาเพิ่งจะเริ่มเรียนหนังสือ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ของหรูหราอะไรนัก
ทว่าในขณะที่เฉินสวี่อันกำลังประเมินของด้วยสายตาเย็นชา ทั้งสองพ่อลูกกลับตื่นเต้นจนเนื้อเต้น! สำหรับพวกเขานี่คือของใช้ของพวกคนมีการศึกษา ไม่ว่าคุณภาพจะดีหรือเลว แค่ได้ครอบครองก็ก็นับว่าวาสนาส่งแล้ว
เฉินสวี่อันเห็นท่าทางไม่ได้ความของสามีและลูกชายแล้วก็ได้แต่นวดขมับด้วยความปวดหัว ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเรียบ
“ราคาเท่าไหร่”
“หนึ่งตำลึงเงิน” หลงจู๊ชูนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว ลู่ตงซานเหมือนเพิ่งได้สติจากภวังค์ เขาอุทานเสียงหลงทันที
“ทำไมมันแพงขนาดนี้เล่า!” หลงจู๊รีบแก้ตัวพัลวัน
“ไม่แพงเลยขอรับ ถึงของพวกนี้จะไม่ใช่ของชั้นเลิศ แต่ใช้งานได้ไม่มีปัญหาแน่นอน ที่ข้าขายราคานี้เพราะมันขายออกยากหรอกนะ ไม่อย่างนั้นข้าคงบวกเพิ่มไปอีกหลายร้อยอีแปะแล้ว!” เฉินสวี่อันพยักหน้าเห็นด้วยอย่างเย็นชา
“ก็จริงที่มันขายออกยาก ดูฝุ่นที่เกาะหนาเป็นชั้นๆ นี่สิ คาดว่าวางทิ้งไว้ไม่ต่ำกว่าหนึ่งปีแล้วกระมัง ไหนจะกระดาษแผ่นนอกสุดที่เหลืองจนซีดขนาดนี้ ท่านยังกล้ามาเรียกราคาแพงหูฉี่อีกหรือ ให้ข้าห้าร้อยอีแปะ ข้ายังนึกเสียดายเงินเลย!”
“เฮ้! พูดแบบนี้ไม่ถูกนะแม่นาง ถึงจะวางไว้นานแต่คุณภาพไม่เสียแน่นอน อีกอย่างทั้งตำบลนี้มีร้านข้าเจ้าเดียวที่มีของนะ คนอื่นเขาไม่มีขายหรอก!” หลงจู๊เริ่มลนลาน รีบโต้แย้งเพื่อรักษาผลกำไรของตนเองทันที
เฉินสวี่อันยังคงขมวดคิ้วส่ายหน้า แสดงท่าทีว่าไม่ได้อยากได้ของพวกนี้เท่าใดนัก หลงจู๊เห็นแบบนั้นก็รู้ทันทีว่านางไม่ใช่คนที่จะหลอกได้ง่ายๆ เขาจึงหันไปใช้คำพูดหว่านล้อมลู่ตงซานแทน
เขาพยายามร่ายยาวจนคอแห้งเป็นผง ทว่าผลลัพธ์ที่ได้คือคำพูดนิ่งๆ ของลู่ตงซานที่ว่าแล้วแต่แม่นางบ้านข้าจะตัดสินใจ ทำเอาหลงจู๊ถึงกับอึ้งทึ่งจนพูดไม่ออก
เหมือนโดนสายฟ้าฟาดลงกลางกบาล ในที่สุดหลงจู๊ก็หอบหายใจแรงๆ พลางยกน้ำขึ้นมาดื่มอึกใหญ่ ก่อนจะเอ่ยอย่างหมดแรง
“พวกท่านลองว่าราคามาเถอะ ถ้าขายได้ข้าก็จะขาย ถ้าขายไม่ได้พวกท่านก็ลองไปดูที่อื่นแล้วกัน” เฉินสวี่อันก้มหน้าครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าแล้วเอ่ยขึ้น
“ห้าร้อยอีแปะ”
“ไม่ได้ๆ อย่างไรก็ต้องแปดร้อยอีแปะ!” หลงจู๊โวยวาย
“แปดร้อยอีแปะก็ได้เจ้าค่ะ แต่ท่านต้องแถมสีวาดภาพให้ข้าสองสามตลับ แล้วก็ต้องเพิ่มพู่กันให้ข้าอีกหนึ่งด้ามด้วย” เฉินสวี่อันกล่าวพลางหยิบสีวาดภาพที่นางต้องการออกมาเลือกไว้ทันที
หลงจู๊เห็นท่าไม่ดีก็รู้สึกปวดใจเหลือแสน แต่สุดท้ายก็จำต้องกัดฟันตอบตกลง เพราะหากไม่ยอมขายคราวนี้ก็ไม่รู้จะไปขายให้ใคร ตัวเขาเองก็นึกโมโหตัวเองที่ตอนแรกสมองบวมไปกว้านซื้อสีพวกนี้มา
นึกว่าพวกปัญญาชนจะชอบทำตัวละเมียดละไมวาดภาพแต่งกวี ที่ไหนได้ คนอ่านหนังสือแถวนี้มีนับหัวได้ แถมแต่ละคนก็มุ่งมั่นอยู่แต่กับตำรา สีพวกนี้หากวางทิ้งไว้ต่อคงได้เสียคามือ
สู้ยอมปล่อยขายราคาถูกยังดีเสียกว่า ส่วนพู่กันด้ามเดียวนั้นก็ไม่ได้ทำจากวัสดุล้ำค่าอะไร ราคาก็แค่ไม่กี่สิบอีแปะเท่านั้น เมื่อพากันเดินพ้นเขตตำบลมาได้ ลู่หยวนเปาก็ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอกแล้วร้องอุทาน
“ท่านแม่ ท่านเก่งที่สุดเลยขอรับ ประหยัดไปได้ตั้งสองร้อยอีแปะแถมยังได้สีวาดภาพติดมือมาด้วย!”
ลู่ตงซานเองก็คิดแบบเดียวกัน ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยนึกเลยว่าเฉินสวี่อันจะต่อราคาได้เก่งกาจขนาดนี้ มันช่างดูขัดกับบุคลิกที่ดูเยือกเย็นและสูงส่งของนางเสียจริง เฉินสวี่อันมองดูสองพ่อลูกแล้วหลุดยิ้มออกมาอย่างขบขัน
“พวกท่านจะไปรู้อะไร ตั้งแต่โบราณมาไม่มีใครฉลาดเกินพ่อค้าหรอกเจ้าค่ะ เครื่องเขียนพวกนี้ความจริงไม่ได้แพงขนาดนั้นหรอก แต่เป็นเพราะพวกคนอ่านหนังสือมักจะรักศักดิ์ศรี ไม่ยอมลดตัวลงมาต่อราคากับพ่อค้า ประกอบกับคนอ่านหนังสือมีน้อย ของมันเลยขายยาก ราคาถึงได้ถูกปั่นให้สูงขึ้นไปแบบนั้น”
ในอดีตนางเป็นคนรักการอ่าน ตำราและการศึกษาเป็นสิ่งที่นางคุ้นเคยเป็นอย่างดี ลู่หยวนเปาได้ฟังอย่างนั้นก็ยิ่งรู้สึกเทิดทูนท่านแม่เข้าไปใหญ่ เมื่อกลับถึงบ้าน เฉินสวี่อันก็ไม่รอช้า
นางเริ่มผสมสีเตรียมวาดลวดลายลงบนเตียงและตู้ที่ลู่ตงซานทำไว้ทันที เด็กๆ ต่างพากันมาล้อมวงดู นางจดจ่ออยู่กับการสะบัดฝีแปรงจนพวกเด็กๆ แทบไม่กล้าหายใจแรง
นางเริ่มจากการร่างลายง่ายๆ บนตู้เพียงไม่กี่เส้น ดอกบัวตูมที่ดูอ่อนช้อยก็ปรากฏขึ้น จากนั้นเพียงชั่วครู่ กอดอกบัวที่ดูมีชีวิตชีวาก็เบ่งบานอยู่บนหน้าตู้ดูราวกับของจริง
ตู้ทั้งสองบานมีดอกบัวสองกอที่วาดรับกันอย่างพอดี ส่วนโต๊ะเครื่องแป้งนางวาดดอกกล้วยไม้ไว้ที่ด้านข้าง และมีดอกไม้ตูมดอกเล็กๆ อยู่บนลิ้นชักแต่ละชั้น ดูหรูหราและมีรสนิยมขึ้นมาทันตา
ส่วนบนเตียงนอนนางวาดรูปนกเป็ดน้ำและดอกบัวสายคู่ ซึ่งมีความหมายมงคลถึงความรักที่มั่นคงและยั่งยืน ที่หัวเตียงและท้ายเตียงยังวาดรูปเด็กน้อยอุ้มเงินอุ้มทองสวมผ้าเอี๊ยมดูน่าเอ็นดู หากทางบ้านสามีในอนาคตได้เห็นย่อมต้องรู้สึกยินดีเป็นแน่
เมื่อสีแห้งสนิท ลู่ตงซานก็รีบน้ำยางทับทันที เมื่อมีชั้นเงาของน้ำยางเคลือบไว้ ภาพเหล่านั้นจึงดูสดใสและมีมิติยิ่งขึ้น ลู่หยวนเซินมองดูด้วยความหลงใหล นางดึงชายเสื้อของเฉินสวี่อันพลางอ้อนวอน