บทที่ 46 ความตื่นตะลึงของตระกูลหลี่
บทที่ 46 ความตื่นตะลึงของตระกูลหลี่
บทที่ 46 ความตื่นตะลึงของตระกูลหลี่
“ท่านแม่ ข้าขอเรียนวาดภาพกับท่านได้ไหมเจ้าคะ”
“ได้สิลูก ถ้าพวกเจ้าอยากเรียนแม่ก็จะสอน เอาอย่างนี้คราวหน้าที่แม่เข้าเมืองกับพ่อ จะซื้อชุดสีวาดภาพให้เจ้าแยกต่างหากอีกชุดหนึ่งนะ” เฉินสวี่อันลูบหัวลูกสาวด้วยความเอ็นดู ลู่ตงซานที่อยู่ข้างๆ ถามขึ้นลอยๆ
“นังหนู ทำไมจู่ๆ ถึงอยากเรียนวาดรูปเล่า ก่อนหน้านี้เจ้ายังบอกว่าอยากเรียนอ่านเขียนกับแม่เจ้าอยู่เลยไม่ใช่หรือ”
“หนังสือข้าก็จะเรียน ตัวอักษรข้าก็จะฝึกเจ้าค่ะ แต่ภาพวาดนี่ข้าก็ต้องเรียนให้ได้ วันหน้าเครื่องเรือนสินเดิมของข้า ข้าจะได้วาดลวดลายเองอย่างไรเล่าเจ้าคะ” ลู่หยวนเซินฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวซี่เล็กๆ
ลู่ตงซานถึงกับจุกอก เขาได้แต่โทษตัวเองในใจว่าไม่น่าปากเปราะไปถามนางเลย ฟังแล้วมันช่างปวดใจเสียจริงที่ลูกสาวโตไวเหลือเกิน! เฉินสวี่อันสบตากับใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหดหู่ของเขา นางหลุดหัวเราะพรืดออกมาโดยไม่ได้พูดอะไร
หนึ่งวันก่อนเทศกาลหยวนเซียว ลู่ตงซานก็ทำชุดเครื่องเรือนสินเดิมที่บ้านตระกูลหลี่สั่งทำไว้จนเสร็จสมบูรณ์ นอกจากเตียง ตู้ โต๊ะเครื่องแป้ง โต๊ะ และม้านั่งตามที่ตกลงกันไว้แล้ว ยังมีฉากกั้นไม้ไผ่เพิ่มมาอีกหนึ่งอัน
บนฉากกั้นนั้น เฉินสวี่อันวาดรูปดอกโบตั๋นสีแดงสด และเขียนตัวอักษรคำว่าดอกไม้บานสะพรั่งนำพาความมั่งคั่งไว้ด้วย ฉากกั้นนี้สูงประมาณหกฉื่อ และกว้างสี่ฉื่อ
แม้งานโครงสร้างจะไม่ซับซ้อนนัก แต่ด้วยลวดลายอันวิจิตรงดงามมันจึงช่วยยกระดับให้ดูหรูหราขึ้นมาทันตา ดูอย่างไรก็ไม่ใช่ของที่ชาวบ้านร้านตลาดทั่วไปจะมีไว้ในครอบครองแน่
ด้วยของที่มากมายขนาดนี้ ลำพังลู่ตงซานคนเดียวย่อมขนไม่ไหว เขาจึงให้ลู่หยวนเปาไปที่บ้านตระกูลหลี่ เพื่อตามพวกพี่น้องของหลี่เอ้อโก่วมาช่วยยก
เมื่อพ่อของหลี่เอ้อโก่วได้ยินว่าชุดเครื่องเรือนสินเดิมของลูกสาวคนเล็กเสร็จแล้ว เขาก็ยืนกรานที่จะฝ่าหิมะมาดูด้วยตัวเอง หากมีจุดไหนไม่เรียบร้อยจะได้ให้ลู่ตงซานแก้ไขได้ทันที
ผู้คนกลุ่มใหญ่เดินฝ่าหิมะกันมาอย่างเอิกเกริก ชาวบ้านที่เห็นก็พลอยเดินตามมาที่บ้านตระกูลลู่ด้วย อย่างไรเสียหิมะก็ยังไม่ละลาย งานในนาก็ยังทำไม่ได้ การแวะมาดูเรื่องสนุกๆ แก้เบื่อก็ถือเป็นความคิดที่ไม่เลว
ดังนั้นเมื่อกลุ่มคนมาถึงบ้านตระกูลลู่ ลู่ตงซานจึงพบว่าคนที่มานั้นไม่ได้มีแค่สี่ห้าคน แต่มากันเป็นสิบๆ คน! เขาถึงกับงุนงงไปพักหนึ่ง
“ไม่เห็นต้องใช้คนมาช่วยยกเยอะขนาดนี้เลยนี่” ชาวบ้านที่ตามมามีทั้งชายและหญิง พวกหน้าหนาก็ตะโกนบอกหน้าตาเฉย
“พี่ตงซาน พวกข้าก็แค่อยากมาดูเครื่องเรือนสินเดิมของแม่หนูบ้านหลี่ แล้วก็จะช่วยท่านลุงหลี่ตรวจดูฝีมือของท่านด้วยอย่างไรล่ะ!”
“ไปให้พ้นเลย! อย่างพวกเจ้าเนี่ยนะจะมาตรวจดูฝีมือคนอื่น ดูออกรึไง!”
พี่สะใภ้ใหญ่บ้านหลี่ตอกกลับอย่างเหลืออด พวกนี้ก็แค่พวกชอบสอดรู้สอดเห็นและชอบดูเรื่องวุ่นวาย ไม่เคยคิดจะยื่นมือเข้ามาช่วยหยิบจับอะไร เห็นแล้วมันน่าโมโหนัก
ลู่ตงซานกลัวว่าพวกเขาจะมาทะเลาะกันในบ้านของเขา จึงรีบนำลุงหลี่เข้าไปในห้องโถงเก่าที่ใช้เก็บเครื่องเรือน ตอนนี้ห้องสี่ห้องในเรือนหน้าไม่ได้ใช้งานแล้ว
นอกจากห้องของนางจางซื่อที่ใช้ตั้งป้ายวิญญาณบรรพบุรุษ ห้องที่พวกเขาเคยอยู่ก็ยังเก็บไว้ ส่วนห้องครัวถูกเปลี่ยนเป็นห้องเก็บฟืน และห้องโถงกลายเป็นห้องเก็บของจิปาถะไปแล้ว
กลุ่มคนจากบ้านตระกูลหลี่ยังไม่ทันก้าวข้ามธรณีประตู ก็ได้ยินเสียงอุทานของลุงหลี่ดังลั่นออกมา พวกเขารีบวิ่งเข้าไปดู
แต่แล้วทุกคนก็ต้องตกตะลึงจนเบิกตากว้างเมื่อได้เห็นเครื่องเรือนที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า หลี่เอ้อโก่วเป็นคนแรกที่ได้สติ เขามองลู่ตงซานด้วยสายตาเบิกโพลงอย่างไม่อยากเชื่อ
“พี่ตงซาน! นี่คือเครื่องเรือนที่ท่านทำให้หนิงเอ๋อร์น้องสาวข้าจริงๆ หรือ” ลู่ตงซานพยักหน้ารับน้อยๆ
“เกิดอะไรขึ้น! มีอะไรหรือ! หรือว่าทำออกมาไม่ดี!” ชาวบ้านที่รออยู่ข้างนอกต่างชะเง้อคอมองพลางตะโกนถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
พี่ชายใหญ่ของบ้านตระกูลหลี่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเดินออกมาด้วยสีหน้าจริงจังแล้วประกาศ
“ไม่ใช่! ของมันออกมาดีเกินคาด ดีจนพวกข้าตกใจต่างหาก ตงซาน... ทำให้เจ้าต้องลำบากแล้ว”
ต้าโก่วตบไหล่ลู่ตงซานอย่างหนักแน่น ลูกผู้ชายไม่ถนัดพูดจาหวานหู คำขอบคุณทุกความรู้สึกถูกถ่ายทอดผ่านสัมผัสนั้น ส่วนลุงหลี่เดินออกมาที่ลานบ้านด้วยใบหน้ายิ้มแย้มจนเห็นรอยย่น เขากุมมือลู่ตงซานไว้แน่นด้วยความตื่นเต้น
“ดี! ดีมากจริงๆ ข้าเกิดมาจนป่านนี้ยังไม่เคยเห็นเครื่องเรือนสินเดิมที่สวยงามขนาดนี้มาก่อนเลย คราวนี้สินเดิมของลูกสาวข้าต้องโดดเด่นเป็นอันดับหนึ่งในสิบหมู่บ้านแปดตำบลนี้อย่างแน่นอน!”
“ท่านลุงไม่ต้องเกรงใจข้าหรอกขอรับ เรื่องโม่หินนั่นข้าได้กำไรมาเยอะแล้ว ชุดเครื่องเรือนของน้องสาว ข้าย่อมต้องทำให้สวยงามที่สุดอยู่แล้วขอรับ” ลู่ตงซานยิ้มซื่อๆ ตอบกลับ
คำพูดของคนบ้านหลี่ยิ่งกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของชาวบ้านที่รออยู่ข้างนอก พวกเขายิ่งแทบจะทนไม่ไหวอยากจะแหวกเข้าไปดูให้เห็นกับตา! เมื่อคนบ้านหลี่ช่วยกันย้ายเครื่องเรือนออกมาวางที่ลานบ้านทีละชิ้น
ทุกคนต่างพากันเบิกตากว้างด้วยความตะลึง แม้แต่คนบ้านหลี่ที่เห็นมาแล้วรอบหนึ่งในห้องมืดๆ ก็ยังอดไม่ได้ที่จะอุทานออกมาด้วยความชื่นชม เมื่อของมาวางอยู่กลางแจ้งที่มีแสงแดดส่องถึง ทุกอย่างก็ดูชัดเจนและงดงามยิ่งขึ้น
บรรดาสตรีต่างถูกดึงดูดด้วยลวดลายบนเครื่องเรือน โดยเฉพาะพวกป้าๆ ยายๆ ที่พากันชมไม่ขาดปาก พร้อมกับเริ่มคิดในใจว่าวันข้างหน้าตอนลูกสาวตัวเองแต่งงาน จะต้องหาทางทำเครื่องเรือนแบบนี้ออกมาให้ได้สักชุด หลี่เอ้อโก่วเบียดตัวเข้าไปหาลู่ตงซานแล้วเอ่ยถาม
“พี่ตงซาน พี่บอกมาตามตรงเถอะว่าขาดเงินอีกเท่าไหร่ ข้าจะชดเชยให้” ลู่ตงซานส่ายหน้าพัลวัน
“ตกลงราคากันไว้หมดแล้ว ข้าจะไปเอาเงินเจ้าเพิ่มได้อย่างไร”
“ไม่ได้ๆ ต้องให้สิ เห็นแก่ความทุ่มเทของพี่ พี่ต้องรับเงินไป” ลุงหลี่หัวเราะร่าจนหน้าบาน ลู่ตงซานยังคงยืนกรานปฏิเสธ จนกระทั่งพี่ชายใหญ่ของบ้านหลี่ต้องเดินออกมาพูด
“ตงซาน เรื่องงานก็ส่วนงาน เรื่องน้ำใจก็ส่วนน้ำใจ ตอนแรกที่ตกลงกับท่านพ่อไว้คือมีแค่เตียง ตู้ และโต๊ะเครื่องแป้ง แต่ตอนนี้เจ้ากลับทำทั้งโต๊ะ ม้านั่ง แล้วยังมีฉากกั้นนี่อีก พวกเราจะปล่อยให้เจ้าต้องขาดทุนไม่ได้หรอกนะ”
“ใช่แล้วจ่ะ โดยเฉพาะฉากกั้นนี่ ข้าเห็นแล้วชอบเหลือเกิน ในแถบสิบหมู่บ้านแปดตำบลนี้ยังไม่มีใครมีของหมั้นที่วิจิตรขนาดนี้เลย”
พี่สะใภ้ใหญ่บ้านหลี่เอ่ยพลางลูบคลำฉากกั้นนั้นอย่างเบามือ สายตาไม่ละไปจากลวดลายดอกไม้เลยแม้แต่นิดเดียว เพราะมองปราดเดียวก็รู้ว่าของชิ้นนี้ราคาไม่ถูกแน่ๆ ลู่ตงซานรีบกล่าวขัด
“ท่านลุง พี่ต้าโก่ว ท่านดูความสัมพันธ์ของบ้านเราสิขอรับ จะมาพูดเรื่องเงินตอนนี้ทำไม ตอนข้าสร้างบ้านพวกท่านก็ออกแรงช่วยไม่ใช่น้อย แถมยังมาช่วยจัดการเรื่องหลังงานเสร็จอีก ไหนจะพวกกระบุง ตะกร้าที่บ้านข้าใช้
หลายอย่างพวกท่านก็สานมาส่งให้ถึงที่โดยไม่คิดเงินสักอีแปะ ในเมื่อตอนนั้นพวกท่านไม่รับเงินข้า ตอนนี้ข้าทำของเพิ่มให้หนึ่งหรือสองอย่างก็ถือเสียว่าเป็นของขวัญที่บ้านข้าตั้งใจมอบให้เป็นสินเดิมของน้องสาวเถอะขอรับ อย่างไรเสียเงินนี่ข้าไม่รับเด็ดขาด”
คำพูดที่ซื่อตรงและเต็มไปด้วยน้ำใจของลู่ตงซาน ทำเอาคนบ้านหลี่ถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง หลี่เอ้อโก่วครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะเสนอขึ้น
“เอาอย่างนี้ เรื่องอื่นไม่คิดเงินก็ได้ไม่เป็นไร แต่ค่าฉากกั้นกับค่าจ้างช่างมาวาดรูปพี่ต้องรับไว้นะ พวกเราจะให้พี่ลงแรงทำเครื่องเรือนแล้วยังต้องควักกระเป๋าตัวเองจ่ายค่าจ้างช่างวาดรูปให้อีกไม่ได้จริงๆ”
ชาวบ้านคนอื่นๆ ต่างพากันพยักหน้าเห็นด้วย ลำพังแค่ชุดโต๊ะม้านั่งที่ไม่คิดเงินก็นับว่าพวกเขาได้กำไรมากพอแล้ว จะให้ขนของกลับไปทั้งหมดอย่างหน้าชื่นตาบานได้อย่างไร คราวนี้ถึงตาลู่ตงซานที่ต้องอึ้งไปบ้าง เขาทำหน้าลำบากใจอยู่นานก่อนจะขมวดคิ้วพึมพำ
“ไม่ต้องคิดเงินจริงๆ อีกอย่างข้าก็ไม่รู้จะคิดอย่างไรด้วย เพราะลวดลายพวกนี้ แม่นางบ้านข้าเป็นคนวาดเองทั้งหมด ไม่ได้จ้างช่าง และไม่ได้เสียเงินสักอีแปะ”
สิ้นคำพูดของเขา ทั่วทั้งลานบ้านก็เงียบกริบลงทันที ทุกคนต่างตาค้างมองหน้ากันอย่างเลิ่กลั่ก ดูเหมือนจะคาดไม่ถึงเลยว่านางติ้งที่ดูบอบบางประหนึ่งลมพัดก็ปลิว จะมีความสามารถถึงเพียงนี้
“ตง... ตงซาน ลายพวกนี้เมียเจ้าวาดเองหรือ ทั้งหมดเลย” พี่สะใภ้ใหญ่บ้านหลี่ถามด้วยความตกใจจนเสียงหลง ลู่ตงซานพยักหน้ายืนยันพลางชี้ไปยังเครื่องเรือนทุกชิ้น
“ทั้งหมดขอรับ รวมถึงฉากกั้นนี่ด้วย ทั้งหมดเป็นความคิดของเมียข้าทั้งนั้น ไม่อย่างนั้นคนอย่างข้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่าฉากกั้นมันหน้าตาเป็นแบบไหน”
ทุกคนถึงกับพูดไม่ออก ก็จริงของเขา ขนาดลู่ตงซานยังไม่รู้ แล้วพวกเขาล่ะ นี่ก็เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นฉากกั้นของจริงเหมือนกัน ปกติก็ได้แต่ฟังเขาเล่าว่ากันมาทั้งนั้น
ลุงหลี่ยังอยากจะถามต่อว่าจะให้เงินเฉินสวี่อันอย่างไรดี แต่พวกตนมาตั้งนานแล้วก็ไม่เห็นนางยอมปรากฏตัวออกมา และจะให้บุ่มบ่ามเข้าไปในเรือนหลังก็ดูไม่งาม จึงต้องล้มเลิกความตั้งใจไป