บทที่ 47 ฉลองเทศกาลหยวนเซียว
บทที่ 47 ฉลองเทศกาลหยวนเซียว
บทที่ 47 ฉลองเทศกาลหยวนเซียว
ขบวนคนช่วยกันขนของกลับไปยังบ้านตระกูลหลี่อย่างเอิกเกริก เมื่อลานบ้านกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง ลู่ตงซานก็รีบปิดประตูบ้านแล้วฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีเดินกลับไปที่เรือนหลัง
เขาเชื่อว่าหลังจากวันนี้ทุกคนในหมู่บ้านย่อมรู้ว่าเมียของเขาไม่ใช่คนธรรมดา และจะไม่มีใครกล้านินทานางลับหลังอีก เพราะในยุคสมัยนี้ คนที่มีความสามารถย่อมได้รับการยกย่อง และคราวนี้เมียของเขาก็ถือว่าได้หยั่งรากฝังลึกในหมู่บ้านซานฝูได้อย่างสง่างามแล้ว
ทางด้านบ้านหลี่ ลุงหวงสั่งให้ลูกสะใภ้ปิดประตูบ้านแล้วหันไปถามหลี่หวงหนิงลูกสาวคนเล็กที่กำลังจะแต่งงาน
“หนิงเอ๋อร์ สินเดิมพวกนี้เจ้ามีความเห็นอย่างไรบ้าง”
หวงหนิงหน้าแดงซ่าน รีบก้มหน้าลงด้วยความเอียงอาย ดูจากท่าทางก็รู้ว่านางพึงพอใจในสินเดิมนี้อย่างยิ่ง ลุงหลี่รู้สึกปลอดโปร่งใจ จึงหันไปสั่งหลี่เอ้อโก่ว
“วันนี้บ้านเราถือว่าได้หน้าได้ตามาก ลูกสาวมีสินเดิมพวกนี้ย่อมเชิดหน้าชูตาในบ้านสามีได้ แต่เราจะเอาเปรียบเขาฝ่ายเดียวไม่ได้ เจ้าเคยบอกว่าบ้านตงซานอยากให้ช่วยทำโต๊ะหินกับม้านั่งสี่ตัวใช่ไหม ถึงเวลาเจ้าก็ทำให้เขาไปเลย ไม่ต้องเก็บเงินสักอีแปะ ถือเป็นการตอบแทนน้ำใจครั้งนี้”
หลังจากส่งมอบเครื่องเรือนไป ลู่ตงซานก็รู้สึกเบาสบายตัวขึ้นมาก ประจวบเหมาะกับที่พรุ่งนี้จะเป็นเทศกาลหยวนเซียว เขาจึงแกล้งแหย่ลูกชายคนเล็กพลางถามเฉินสวี่อัน
“เมียจ๋า พรุ่งนี้เราจะฉลองกันอย่างไรดีจ๊ะ” เฉินสวี่อันชะงักมือจากงานตรงหน้า
“จะฉลองอย่างไรล่ะ หรือท่านอยากพาลูกๆ ออกไปเที่ยวข้างนอก”
ลู่ตงซานรีบส่ายหน้าทันที อากาศหนาวจัดขนาดนี้จะออกไปเที่ยวไหนได้ อีกอย่างในตำบลก็ไม่มีกิจกรรมอะไรมากนัก อย่างมากก็แค่ไปจุดธูปที่วัด ซึ่งคนต้องเยอะจนเบียดเสียดแน่ พาลูกๆ ไปคงไม่ปลอดภัย
“ถ้าอย่างนั้นจะถามทำไมกัน!” เฉินสวี่อันค้อนให้หนึ่งวง ลู่ตงซานหัวเราะแห้งๆ
“ข้าก็แค่อยากถามว่าพรุ่งนี้เจ้าจะทำถวนจื่อ (ขนมแป้งข้าวเหนียวต้ม) ไหมจ๊ะ”
ธรรมเนียมของหมู่บ้านซานฝูคือวันที่ 15 เดือนอ้ายต้องกินถวนจื่อที่ทำจากข้าวเหนียวสอดไส้พุทราแดง ซึ่งสำหรับคนยากจนแล้ว นี่คืออาหารเลิศรสที่หากินได้ยากยิ่ง เด็กๆ พอได้ยินเรื่องของกินก็พากันมาล้อมหน้าล้อมหลังทันที
เฉินสวี่อันจำต้องยอมแพ้ต่อกองทัพนักกิน นางพาลู่ตงซานเข้าตำบลไปซื้อของทันที ยามนี้ราคาข้าวเหนียวพุ่งสูงถึงจินละ 45 อีแปะ ราคาเกือบเท่าเนื้อหมูเลยทีเดียว!
แม้นางจะนึกเสียดายเงิน แต่เพื่อความสุขของทุกคน นางจึงสั่งซื้อมาถึง 5 จิน จ่ายไปกว่าสองร้อยอีแปะในพริบตา นอกจากนี้ยังซื้อน้ำตาลทรายแดง พุทราแดง ถั่วลิสง และงา
และในระหว่างที่เดินดูของ นางยังเจอคนขายต้นหอม ซึ่งถือเป็นของหายากในช่วงฤดูนี้ แม้จะแพงจนลู่ตงซานหน้าเบี้ยว แต่เฉินสวี่อันก็ยืนกรานจะซื้อเพื่อเอามาทำเกี๊ยวฉลองเทศกาล
ช่วงบ่ายเฉินสวี่อันต้มข้าวเหนียวจนสุก พอตกเย็นเสียงตำแป้งด้วยสากหินก็ดังก้องออกมาจากลานบ้านตระกูลลู่ เสียงนั้นดังไปถึงหูบ้านตระกูลฝูที่อยู่ตีนเขาจนต้องเตรียมทำถวนจื่อตามไปด้วย
เฉินสวี่อันปรุงไส้ขนมอย่างพิถีพิถัน ทั้งไส้พุทราแดง ไส้ถั่วลิสงผสมงาที่บดด้วยโม่หินใหม่ และยังมีไส้เกาลัดผสมน้ำตาลอีกด้วย นางห่อแป้งด้วยใบไผ่เป็นทรงยาวสี่เหลี่ยมคล้ายบ๊ะจ่างแต่เล็กกว่า ทั้งครอบครัวช่วยกันทำจนดึกดื่น ปรากฏว่าทำออกมาได้มากกว่า 200 ลูก!
“ทำเยอะขนาดนี้เรากินไม่หมดหรอกเจ้าค่ะ พรุ่งนี้ท่านเอาไปแบ่งให้พวกพี่น้องของท่าน แล้วก็เอาไปให้บ้านหัวหน้าหมู่บ้านด้วยนะเจ้าคะ ที่เหลือค่อยเก็บไว้กินกันเอง”
วันรุ่งขึ้นลู่ตงซานตื่นแต่เช้ามาช่วยเมียทำกับข้าวเสร็จก็หิ้วถวนจื่อออกไปแจกจ่าย เริ่มจากบ้านฝู ป้าเติ้งเห็นเขาก็รีบเอาถวนจื่อของบ้านตัวเองมาแลกเปลี่ยนกันตามธรรมเนียม
พอไปบ้านหลี่ก็ได้ถวนจื่อกลับมาอีกสี่ลูก ส่วนบ้านหัวหน้าหมู่บ้านนั้นถึงขั้นให้ขนมเปี๊ยะกลับมาด้วย เมื่อเขากลับถึงบ้าน เฉินสวี่อันถึงกับต้องหัวเราะออกมา
เพราะของที่เขานำกลับมา ทั้งไข่ไก่ ของป่า และขนมต่างๆ นั้น ดูเหมือนจะมากกว่าจำนวนถวนจื่อที่เขาหิ้วออกไปแจกเสียอีก!
“นี่มันอะไรกันเจ้าคะ” เฉินสวี่อันถามพลางเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ ลู่ตงซานได้แต่ยิ้มขื่นพลางตอบอย่างจนใจ
“ชาวบ้านให้มาน่ะสิ ก็อย่างที่เจ้าว่าไว้... ‘น้ำใจย่อมต้องแลกด้วยน้ำใจ’ ”
“…..”
นางรีบนำของเหล่านั้นมาคัดแยกหมวดหมู่เพื่อจัดเก็บ แล้วก็ต้องพบกับความน่าทึ่ง ไข่ไก่ 20 ฟอง ของป่าประมาณ 2 จิน ขนมแป้งข้าวเหนียว 16 ลูก
รูปทรงของถวนจื่อที่ได้มานั้นหลากหลายไม่ซ้ำกัน มี 4 ลูกที่ดูดีที่สุดซึ่งคาดว่าน่าจะซื้อมาจากในเมือง เพราะการพันห่อด้วยสายรัดนั้นประณีตบรรจงเป็นพิเศษ ดูไม่เหมือนงานทำมือในครัวเรือนทั่วไป
เฉินสวี่อันหยิบลูกที่ดูดีที่สุดขึ้นมาแกะชิมหนึ่งคำ ก่อนจะทำหน้าเรียบเฉยไร้ความตื่นเต้น พ่อค้าเจ้านี้ช่าง ‘ซื่อสัตย์’ เสียจริง บอกว่าไส้พุทราแดงก็ใส่มาแค่พุทราแดงโดดๆ ไม่มีอย่างอื่นผสมเลย นอกจากห่อสวยแล้วก็ไม่มีอะไรให้ประทับใจนัก
ในขณะที่เฉินสวี่อันกำลังแอบติอยู่ในใจ ฝ่ายบ้านอื่นๆ ที่ได้รับถวนจื่อจากบ้านตระกูลลู่กลับตื่นเต้นจนเนื้อเต้น! ลู่ตงซานจงใจคละรสชาติไปให้ และเฉินสวี่อันเองก็เป็นคนมือหนัก นางใส่ไส้แบบไม่หวงเครื่อง ลูกก็ใหญ่จุใจจนเด็กๆ 3-4 คนแบ่งกันกินได้อิ่ม
ที่บ้านตระกูลฝู ป้าเติ้งหยิบถวนจื่อมาแบ่งให้หลานๆ ทันทีที่เด็กๆ กัดเข้าไปคำแรกก็พากันร้องอุทานด้วยความชอบใจ จนพวกผู้ใหญ่ต้องขอชิมด้วยความอยากรู้อยากเห็น และสีหน้าของทุกคนก็เปลี่ยนเป็นความตกตะลึงทันที
“ท่านแม่ ข้างในนี้มันใส่อะไรหรือ ทำไมถึงได้หอมเย้ายวนขนาดนี้”
หลี่ซื่อถามพลางเลียริมฝีปากด้วยความเสียดายรสชาติ ป้าเติ้งพิจารณาไส้ขนมอยู่นานก่อนจะเอ่ยอย่างไม่มั่นใจนัก
“น่าจะเป็นถั่วลิสงกับงาดำ แถมยังใส่น้ำตาลมาเพียบ หวานฉ่ำเชียวล่ะ... เฮ้อ ของพวกนี้ดูท่าจะล้ำค่ากว่าถวนจื่อบ้านเราเยอะนัก”
วินาทีนี้นอกจากจะชื่นชมรสชาติแล้ว ป้าเติ้งเริ่มรู้สึกเสียใจที่กินเข้าไปคำใหญ่ และแอบรู้สึกผิดที่ให้ของตอบแทนลู่ตงซานไปเพียงแค่ถวนจื่อธรรมดา 4 ลูก ดูช่างขี้เหนียวไปถนัดตาเมื่อเทียบกับน้ำใจที่ได้รับม
ไม่เหมือนกับป้าเติ้งที่รู้สึกเสียดายในภายหลัง หัวหน้าหมู่บ้านกลับรู้สึกโชคดีเป็นอย่างยิ่ง ครอบครัวของเขาได้ชิมถวนจื่อที่ลู่ตงซานส่งมาให้แล้ว ทั้งผู้ใหญ่และเด็กต่างก็พอใจกันมาก
ตอนแรกเมียหัวหน้าหมู่บ้านยังนึกเสียดายขนมเปี๊ยะที่ให้แลกเปลี่ยนไปจนบ่นอุบ แต่พอได้กินถวนจื่อเข้าไปก็เงียบกริบ เพราะถวนจื่อบ้านลู่นั้นประณีตและมีมูลค่าสูงกว่าขนมที่นางให้ไปเสียอีก
โบราณว่าไว้รับของเขามามือย่อมอ่อนช้อย กินของเขาเข้าไปปากย่อมหวาน เมื่อถึงวัน จิงเจ๋อ ลู่ตงซานก็เริ่มลงไปทำนา ตลอดทางเขาพบชาวบ้านมากมายที่เข้ามาทักทายอย่างเป็นกันเองและกระตือรือร้นจนเขาถึงกับเหวอไปทั้งวัน
เขาคิดไม่ออกว่าทำไมทุกคนถึงเปลี่ยนไป แต่ในเมื่อไม่ใช่เรื่องร้ายเขาก็ไม่เก็บมาใส่ใจ สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือการไถหว่านฤดูใบไม้ผลิ และการส่งลู่หยวนเปาเข้าเรียน
เขาเคยสืบมาแล้วว่าในตำบลไม่มีโรงเรียนดีๆ เลย ที่ใกล้ที่สุดคือหมู่บ้านตระกูลหนิวซึ่งอยู่ห่างออกไป 30 ลี้ มีซิ่วไฉเปิดสอนอยู่แต่รับเด็กน้อยและเรียกเงินแพง ดูอย่างไรก็ไม่คุ้มค่า
เขาจึงตัดสินใจมุ่งหน้าเข้าตัวอำเภอเพื่อหาลู่ทางที่ดีกว่า โดยตั้งใจจะนำของไปเยี่ยมเยียนมือปราบเฟิงเพื่อขอคำแนะนำ ลู่ตงซานทำงานอย่างขยันขันแข็ง หลังจากจัดการเรื่องนาเสร็จในเวลาเพียง 4 วัน
เขาก็เข้าป่าไปซ่อมแซมกับดักที่เสียหายจากหิมะ เขาได้ไก่ป่ามา 4 ตัว แม้จะผอมไปนิดแต่ก็พอแลกเงินได้ เขาแบกตะกร้าขึ้นรถลาเข้าเมืองเพื่อประหยัดเวลา
เมื่อถึงตัวอำเภอ เขาขายไก่ป่าแล้วซื้อเนื้อหมูติดมัน 2 จิน เหล้า 2 ไหเล็ก และขนมโหงวยิ้งจากร้านโหลวอวิ๋นไจ๋ 1 ห่อ แล้วมุ่งตรงไปยังบ้านตระกูลเฟิงซึ่งตั้งอยู่ในย่านพักอาศัยของผู้มีอันจะกิน
คนที่มาเปิดประตูให้คือเฟิงเฉิงอวี่บุตรชายคนโตของเฟิงไห่ เด็กชายสวมชุดผ้าป่านเนื้อละเอียดสีฟ้า ผูกสายคาดเอวลายเมฆ ดูสะอาดสะอ้านและมีสง่าราศีแบบหนอนหนังสือ จนลู่ตงซานถึงกับตะลึงในความแตกต่างระหว่างเด็กเมืองกับเด็กในหมู่บ้าน
เมื่อเฟิงไห่กลับมาถึง เขาทักทายลู่ตงซานอย่างสนิทสนมเรียกว่าน้องตงซาน และชวนดื่มเหล้าคุยกันอย่างถูกคอ ลู่ตงซานจึงถือโอกาสปรึกษาเรื่องการส่งลูกเรียนหนังสือ เฟิงไห่แนะนำสำนักศึกษาของท่านอาจารย์อู๋เหวินจื่อ ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ระดับจวี่เหริน
ประวัติอาจารย์คนนี้เป็นคนเถรตรง ไม่ชอบการประจบประแจงจึงลาออกมาเปิดสำนักศึกษาสอนลูกหลานชาวบ้านเพื่อเลี้ยงชีพ ค่าเล่าเรียนปีละ 2 ตำลึงเงิน แต่ต้องเตรียมพู่กัน หมึก กระดาษเอง
ค่ากินอยู่หากพักที่นั่นต้องจ่ายเพิ่มปีละ 1 ตำลึงเงิน ข้อดีคืออาจารย์สอนเก่ง เอาใจใส่ และเป็นคนซื่อสัตย์ ลู่ตงซานตัดสินใจทันทีว่าจะส่งทั้งลูกคนโต และลูกคนที่สามมาเรียนที่นี่ แม้จะต้องจ่ายหนักเพื่อลูกสองคน แต่เขาก็ยอมสู้เพื่ออนาคตที่มั่นคงของเด็กๆ