LNCrawler

บทที่ 4 ลูกคนจนมักจะรู้เรื่องเร็ว

ยอดภรรยารักแห่งบ้านตระกูลลู่ — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 4 ลูกคนจนมักจะรู้เรื่องเร็ว

บทที่ 4 ลูกคนจนมักจะรู้เรื่องเร็ว

 

“ท่านป้าขอรับ ท่านระวังหน่อย ท่านวางใจเถอะขอรับ ข้าเจอคนแล้ว เมียข้าไม่เป็นอะไรแล้ว” ลู่ตงซานยิ้มอย่างซื่อๆ ​นางเติ้งได้ยินดังนั้นสีหน้าก็ดูไม่ค่อยดีนัก 

“นางจะเป็นอะไรได้ ข้าหมายถึงว่าเจ้าไปคุยกับตระกูลติ้งยังไง เมียแบบนี้ไม่ใช่คนที่จะมาใช้ชีวิตร่วมกันได้เลยนะ เมื่อก่อนตอนแม่เจ้ายังอยู่ยังมีแม่เจ้าคอยคุม 

แต่นางก็เอาแต่แบมือขอเงิน อ้าปากรอกิน เราก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ตอนนี้แม่เจ้าไม่อยู่แล้ว นางยังจะทำตัวมีปัญหาแบบนี้อีก แล้วชีวิตครอบครัวเจ้าจะเดินต่อไปยังไง อีกอย่างนางก็มีบ้านเดิมอยู่ ทางฝั่งพ่อตาเจ้าไม่ว่าอะไรบ้างเลยหรือ”

​เมื่อพูดถึงตระกูลติ้ง ใบหน้าของลู่ตงซานก็เคร่งขรึมลง เขาเลยอธิบายด้วยน้ำเสียงหนักแน่น 

“ท่านป้าขอรับ เมียข้าไม่ใช่อย่างนั้น นางไม่ได้ตั้งใจจะไม่กลับมา แต่นางเกือบถูกสองพ่อลูกตระกูลติ้งนั่นฆ่าตายต่างหาก โชคดีที่ระหว่างทางไปเจอท่านนายอำเภอเข้า ไม่อย่างนั้นเกรงว่าคงจะเอาชีวิตไม่รอด 

ตอนนี้นางยังมีแผลเต็มตัว เลยยังมาขอบคุณท่านป้าด้วยตัวเองไม่ได้ ช่วงหลายวันที่ผ่านมาต้องรบกวนบ้านท่านป้ามาก พอข้ากลับมาเลยรีบมารับลูกๆ กลับไปขอรับ รอให้เมียข้าอาการดีขึ้นอีกหน่อย ข้าจะพานางมาขอบคุณท่านป้าด้วยตัวเองนะขอรับ”

​ครอบครัวตระกูลฝูฟังแล้วถึงกับอึ้งไปตามๆ กัน แม้แต่ชาวบ้านที่มามุงดูก็ตาค้าง ​ฝูกวงเดินเข้าไปลูบหน้าผากลู่ตงซานพลางพูดพึมพำ 

“ไข้ก็ไม่มีนี่นา ทำไมถึงพูดจาเลอะเทอะแบบนี้”

​“ไปๆๆ เจ้านั่นแหละที่เพ้อ! เรื่องรายละเอียดไว้ข้าว่างแล้วจะมาอธิบายให้ฟัง ตอนนี้ข้าต้องพาลูกกลับไปก่อน เดี๋ยวเมียข้าจะรอจนเป็นห่วง” ลู่ตงซานปัดมือฝูกวงออก เมื่อเห็นเขามีท่าทางปกติ ฝูกวงจึงยอมเชื่อแล้วรีบบอกแม่ 

“แม่ ไปเรียกพวกเด็กๆ มาให้ตงซานพากลับไปเถอะ”

​นางเติ้งได้สติจึงรีบวิ่งเข้าบ้านไป สักพักนางก็ออกมาพร้อมกับเมียของฝูกวง พร้อมกับอุ้มเด็กคนละคนออกมา นางเติ้งลูบหน้าเด็กชายในอ้อมกอดด้วยความเอ็นดู พลางเอ่ยกับลู่ตงซาน

“เจ้าตัวเล็กนี่น่ะ หลายวันที่ผ่านมาไม่ได้กินนมแม่ บ้านข้าก็ไม่มีผู้หญิงที่กำลังมีน้ำนม เลยได้แต่ให้กินน้ำข้าวไปก่อน แล้วยังไปขอเขานมแพะจากบ้านท่านอาในหมู่บ้านมาให้

จึงพอกินอิ่มประทังหิวได้อยู่ ไม่ได้ซูบผอมลงหรอก เจ้าพากลับไปดูนะว่าเมียเจ้ายังมีน้ำนมให้ลูกกินอยู่ไหม”

​นางเติ้งดูแลเด็กสองคนนี้มาหลายวันก็เริ่มผูกพัน พอต้องส่งคืนจึงรู้สึกอาลัยอาวรณ์อยู่บ้าง ​ลู่ตงซานรับเด็กทั้งสองมาอย่างระมัดระวัง คนหนึ่งสะพายไว้ในตะกร้าหลัง อีกคนอุ้มไว้ในอ้อมอก ก่อนจะขอบคุณครอบครัวฝู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าก่อนจะก้าวเดินจากไป

​เมื่อลู่ตงซานกลับถึงบ้าน เขาเห็นควันลอยออกมาจากปล่องไฟในครัว พอเข้าไปดูก็พบว่าลู่หยวนเซินกำลังพาน้องชายลู่หยวนเว่ยช่วยกันต้มโจ๊ก เขาจึงรีบพาลูกทั้งสองเข้าห้องไปหาเฉินสวี่อัน

“เจ้าสองตัวเล็กนี่ข้าพากลับมาแล้ว เจ้าช่วยดูแลก่อนนะ เดี๋ยวข้าไปหาอะไรให้กิน เมื่อกี้ข้าสั่งเจ้าใหญ่ให้ต้มน้ำต้มโจ๊กให้เจ้า เผลอแวบเดียวเขาก็หนีหายไปแล้ว ปล่อยให้หยวนเซินกับหยวนเว่ยทำกันเอง ถ้าเขากลับมานะ ข้าจะตีให้ขาหักเลย!”

​เฉินสวี่อันได้ยินชื่อหยวนเซินกับหยวนเว่ยหัวใจก็ดิ่งวูบ ในชาติก่อนเด็กสองคนนี้โตไม่ทันใหญ่ ได้ข่าวว่าหลังจากนางจากไปก็ป่วยตาย แต่ป่วยเป็นโรคอะไรนางก็ไม่รู้ 

ชาติที่แล้วนางเอาแต่เสียใจเรื่องนี้มาตลอด พอได้ยินชื่อลูกน้ำตาก็ไหลออกมาไม่หยุด นางพยายามจะลงจากเตียง 

“ข้าจะไปดูหน่อย”

​“อย่าเลย เจ้านอนพักเถอะ ทุกอย่างให้ข้าจัดการเอง เดี๋ยวข้าต้มน้ำให้เจ้าล้างตัวนะ กินโจ๊กร้อนๆ แล้ววันนี้นอนให้เต็มอิ่ม พรุ่งนี้ค่อยดูอาการ ถ้าไม่เป็นไรค่อยลงจากเตียง” ลู่ตงซานเกลี้ยกล่อม

​เฉินสวี่อันนึกถึงสภาพร่างกายตนเอง กลัวสามีจะเป็นห่วงจึงยอมทำตาม นางนอนเล่นอยู่กับลูกทั้งสองบนเตียง ชาติก่อนนางเย็นชากับลูกๆ มาก จนเด็กที่รู้ความทั้งสามคนไม่สนิทกับนาง แม้แต่ลู่หยวนจงวัยสองขวบก็ไม่ค่อยอ้อนนาง 

มีเพียงลู่หยวนซิงคนเล็กที่พอกลับสู่อ้อมกอดอันคุ้นเคยก็จะซุกอกนางหาของกินตามสัญชาตญาณ แต่น่าเสียดายที่นางบาดเจ็บทำให้น้ำนมแห้งไปแล้ว จึงไม่มีอะไรให้ลูกกิน เลยได้แต่ปล่อยให้ลูกดูดไปพลางๆ

​หลังจากปลอบคนเล็กแล้ว เฉินสวี่อันมองลู่หยวนจงด้วยแววตาเปี่ยมรัก เด็กบ้านคนจนมักจะรู้ความเร็ว แม้ลู่หยวนจงจะเพิ่งสองขวบ แต่กลับเชื่อฟังอย่างไม่น่าเชื่อ 

นางนั่งเงียบๆ อยู่ที่ปลายเตียงคอยเฝ้าน้องไม่ให้ร้องไห้ เห็นลูกเป็นเช่นนี้เฉินสวี่อันยิ่งรู้สึกว่าตัวเองช่างทำตัวไม่เอาไหน นางกวักมือเรียกจงเอ๋อร์แล้วถามเสียงนุ่ม 

“จงเอ๋อร์หิวหรือยังลูก?”

ลู่หยวนจงจ้องหน้าแม่พลางคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้าตามตรง ​เฉินสวี่อันยิ่งปวดใจ มองออกไปนอกหน้าต่างแล้วปลอบลูก 

“เดี๋ยวท่านพ่อก็ต้มโจ๊กมาให้แล้วลูก กินอิ่มแล้วเราจะได้ไม่หิวกันนะ ตกลงไหม”

​จงเอ๋อร์พยักหน้าอย่างว่าง่าย ก่อนเม้มปากนิ่งเงียบไม่พูดไม่จา ​เฉินสวี่อันก็ไม่บังคับนาง คิดในใจว่าเส้นทางยังอีกยาวไกล หลังจากนี้นางจะค่อยๆ ชดเชยให้ลูกๆ ทุกคนเอง ​แม่ลูกอยู่กันเงียบๆ จนกระทั่งลู่ตงซานยกโจ๊กเข้ามา 

​ลู่หยวนจงดูจะติดพ่อมากกว่า พอเห็นเขาเข้ามาก็รีบลงจากเตียง เดินเตาะแตะเข้าไปหา เหมือนอยากจะช่วยและอยากหาความมั่นคง ​ลู่ตงซานลูบหัวลูกสาวอย่างเอ็นดู 

“ลูกสี่นั่งลงก่อนนะ พ่อจะป้อนให้กินเดี๋ยวนี้แหละ”

​“ให้ข้าทำเองเถอะ ท่านไปยุ่งกับงานอื่นเถอะเจ้าค่ะ” เฉินสวี่อันยื่นมือไปรับ

​ตอนแรกลู่ตงซานจะปฏิเสธ แต่เห็นแววตามุ่งมั่นของนางเขาจึงยอมทำตาม ก่อนตักโจ๊กส่งให้นางแล้วอุ้มจงเอ๋อร์มานั่งข้างๆ ​สิ่งที่เรียกว่าโจ๊ก จริงๆ แล้วคือน้ำข้าวใสๆ ที่เห็นเมล็ดข้าวเพียงไม่กี่เม็ด ผสมกับผักป่าพอประทังหิวได้เพียงครึ่งท้อง

​ในช่วงที่เสบียงขาดแคลนเช่นนี้ ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ประทังชีวิตกันแบบนี้ ลู่ตงซานไม่รู้สึกแปลกอะไร แต่เฉินสวี่อันกลับขมวดคิ้วเล็กน้อย ทว่าก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา

​เพราะลู่ตงซานอยู่ข้างๆ จงเอ๋อร์จึงไม่ต่อต้านที่แม่จะป้อนโจ๊กให้ แค่มื้อเช้ามื้อเดียว ภายใต้การนำพาของเฉินสวี่อัน เด็กน้อยก็เริ่มใกล้ชิดกับแม่มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

​หลังมื้อเช้า น้ำร้อนในครัวก็ต้มเสร็จพอดี ลู่ตงซานตักน้ำใส่ถังใหญ่มาให้เฉินสวี่อันแล้วบอกนาง

“น้ำข้ายกไปไว้ในห้องน้ำให้แล้วนะ เจ้าเอาเสื้อผ้าสะอาดไปเปลี่ยนเสียหน่อย ข้าจะไปต้มน้ำอีกหม้อมาให้ลูกคนอื่นๆ อาบด้วย ดูสิ มอมแมมอย่างกับลูกลิง”

​เฉินสวี่อันหัวเราะเบาๆ เด็กๆ ในหมู่บ้านก็มักจะเนื้อตัวสกปรกกันทั้งนั้น ที่สะอาดน่ะสิถึงจะแปลก เมื่อก่อนนางรับไม่ได้กับสภาพแบบนี้ แม้จะจำอดีตไม่ได้ 

แต่จิตใต้สำนึกบอกนางว่าเด็กๆ ไม่ควรเป็นเช่นนี้ แต่หลังจากเกิดใหม่ นางกลับรู้สึกว่าเด็กที่มอมแมมแบบนี้ดูมีชีวิตชีวามากกว่า ​ทว่าพออาบน้ำเสร็จออกมา นางกลับไม่เห็นลูกอีกสามคน ไม่รู้ว่าพวกเขาจงใจหลบหน้าหรือวิ่งออกไปเล่นกันแน่

กว่าเฉินสวี่อันจะงีบหลับจนตื่นขึ้นมาอีกที ก็พบว่าดวงตะวันคล้อยต่ำไปทางทิศตะวันตกเสียแล้ว บรรยากาศภายนอกห้องเงียบสงัด ไร้ซึ่งสรรพเสียงใดๆ ไม่รู้ว่าลู่ตงซานหายไปไหน และพวกเด็กๆ ก็ยังไม่กลับมา 

ส่วนลู่หยวนจงนั้นตื่นตั้งนานแล้ว นางนั่งนิ่งๆ อย่างว่าง่ายอยู่ตรงปลายเตียงโดยไม่ร้องโยเย แถมยังส่งมือน้อยๆ ของตนให้หยวนซิงผู้เป็นน้องชายเล่น พี่สาวและน้องชายคู่นี้ช่างเงียบเชียบ ปล่อยให้เฉินสวี่อันได้นอนหลับยาวจนตื่นขึ้นมาเองตามธรรมชาติ

​เมื่อเห็นภาพตรงหน้า หัวใจของเฉินสวี่อันก็อ่อนระทวยไปหมด นางดึงตัวลู่หยวนจงเข้ามาสวมกอด ลูบแก้มใสด้วยความรักใคร่เอ็นดู ก่อนจะเอื้อมมือไปอุ้มลู่หยวนซิงคนเล็กขึ้นมาด้วย พลางคลำดูผ้าอ้อมของเขาแล้วเอ่ยกับลู่หยวนจง

“ลูกสี่ แม่จะออกไปดูข้างนอกหน่อยนะ จะไปหาอะไรให้พวกเจ้ากินด้วย เจ้าอยู่ที่นี่เล่นกับน้องไปก่อนนะลูก ตกลงไหม”

“ตกลงเจ้าค่ะ!” ลู่หยวนจงตอบกลับด้วยเสียงใสซื่อแบบเด็กๆ ดูกระตือรือร้นขึ้นกว่าเดิมมาก

​เฉินสวี่อันยิ้มออกมา นางลุกขึ้นสวมรองเท้าและเสื้อคลุม ก่อนจะออกจากห้องยังใช้ผ้าห่มล้อมตัวเด็กๆ เอาไว้เพื่อความปลอดภัยและกันลม และไม่ลืมที่จะงับประตูห้องให้สนิท ลมฤดูใบไม้ผลินั้นยังคงมีความหนาวเย็นแฝงอยู่ 

ช่วงเวลานี้สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือการที่เด็กๆ จะไม่สบาย หากไม่จำเป็นก็ไม่ควรให้พวกเขาออกไปข้างนอก ​ในลานบ้านเงียบเชียบ ไร้เงาผู้คนจริงๆ ลมหนาวพัดผ่านหอบเอาละอองฝนสายเล็กๆ มาด้วย 

เฉินสวี่อันเพิ่งสังเกตเห็นว่าเมื่อครู่ยังมีแสงแดดอยู่แท้ๆ แต่ตอนนี้อากาศกลับแปรปรวนเสียแล้ว นางรีบกระชับเสื้อคลุมให้แน่นขึ้น แล้วรีบมุดหายเข้าไปในห้องครัวทันที

ชาติที่แล้วนางไม่เคยเหยียบย่างเข้าห้องครัวของบ้านตระกูลลู่เลยแม้แต่ครั้งเดียว มีชีวิตมาสองภพชาติ แต่นี่นับเป็นครั้งแรกของนางจริงๆ นางเห็นข้าวของในห้องครัวแล้วนางถึงกับมืดแปดด้าน ไม่รู้จะเริ่มต้นหยิบจับจากตรงไหนก่อนดี 

พลันนึกขึ้นได้ลางๆ ว่ายามที่นางจางซื่อแม่สามียังมีชีวิตอยู่นั้น มักจะชอบเก็บซ่อนข้าวของไว้ในห้องนอนของตนเอง นางจึงเปลี่ยนทิศทางไปยังห้องของนางจางซื่อ ค้นหาอยู่ครู่ใหญ่จึงพบถุงข้าวสารที่ร่อยหรอจนแทบจะเห็นก้นถุง