บทที่ 49 รายจ่ายที่น่าตระหนก
บทที่ 49 รายจ่ายที่น่าตระหนก
บทที่ 49 รายจ่ายที่น่าตระหนก
อู๋เหวินจื่อนำทั้งสามมาที่ห้องว่างห้องหนึ่งในเรือนหลังแล้วก็เดินจากไป ภายในห้องนอกจากเตียงสองหลัง โต๊ะเก้าอี้สองชุด และตู้สองใบแล้วก็ไม่มีอย่างอื่นอีก
ห้องถูกทำความสะอาดไว้ก่อนแล้วจึงดูสะอาดสะอ่านดี เพียงแต่ไม่มีผ้าห่ม ซึ่งไม่สามารถนอนได้เลย ลู่ตงซานมองดูรอบๆ แล้วบอกกับลูกทั้งสอง
“พวกเจ้าไปขอยืมถังไม้มาตักน้ำเช็ดข้าวของให้ทั่วก่อน พ่อจะไปขายของแล้วจะซื้อผ้าห่ม เครื่องนอน พู่กัน หมึก กระดาษ จานฝนหมึกมาให้ อ้อ แล้วก็หนังสือที่อาจารย์สั่งด้วย จำไว้นะ อย่าออกไปนอกประตูเรือนนี้เด็ดขาด”
เด็กทั้งสองพยักหน้าหงึกๆ มองส่งลู่ตงซานเดินจากไปก่อนจะเริ่มลงมือทำงาน ลู่ตงซานเข็นรถมุ่งหน้าไปยังตรอกเปลี่ยวจนถึงประตูหลังของหอนางโลม เขาเคาะประตูแจ้งชื่ออย่างคุ้นเคย
ไม่นานก็มีคนมาเปิดให้ ทันทีที่เข้าไป ชุ่ยเหนียงก็พาลูกน้องมาตรวจของ หลังจากอัดอั้นมาตลอดฤดูหนาว เมื่อเห็นอาหารทะเลสดๆ มากมายเช่นนี้ ชุ่ยเหนียงจึงให้ราคาอย่างใจป้ำถึง 2 ตำลึงเงินกับอีกครึ่ง พร้อมกำชับว่าคราวหน้าให้หาของดีๆ มาส่งอีก
ลู่ตงซานรับคำทันทีโดยไม่เสียเวลาคิด เมื่อออกจากตรอกหลังหอนางโลม เขาก็ถอดหมวกฟางและเสื้อตัวเก่าขาดๆ ออก แล้วรีบมุ่งหน้าไปยังถนนหลัก
ในเมืองมีร้านเครื่องเขียนที่มีชื่อเสียงพอสมควร เขาหาเจอได้ไม่ยาก แต่เมื่อสอบถามราคาก็ต้องตกใจ เพราะพู่กัน หมึก กระดาษ และจานฝนหมึกชุดธรรมดาที่สุดราคาชุดละ 1 ตำลึงเงิน
หากจะเอาดีขึ้นมาหน่อยก็ 1 ตำลึงครึ่ง แน่นอนว่าแบบแพงกว่านั้นก็มี แต่ลู่ตงซานไม่กล้าแม้แต่จะถาม เพราะเงินในกระเป๋ามันช่างน้อยนิด เขาจึงให้หลงจู๊หยิบชุดธรรมดามาสองชุดและหนังสือพื้นฐานสามเล่ม เพียงเท่านี้เงิน 5 ตำลึง ก็มลายหายไป
นั่นเป็นเพราะเขาซื้อเพียงหนังสือพื้นฐานไม่กี่เล่ม หากเป็นหนังสืออย่างคัมภีร์หลุนอวี่เล่มหนึ่งอาจสูงถึง 2-3 ตำลึง ค่าใช้จ่ายนี้ทำเอาลู่ตงซานปวดใจจนพูดไม่ออก เขายิ่งรู้สึกว่าการหาเงินเป็นเรื่องเร่งด่วนที่รอไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียว
นอกจากของเหล่านี้ยังมีผ้าห่ม เครื่องนอน ถังไม้ และอุปกรณ์อาบน้ำที่เสียเงินไปอีก 2 ตำลึง ลู่ตงซานรู้สึกชาชินกับความสูญเสียไปเสียแล้ว เขามุ่งหน้ากลับไปที่สำนักศึกษา จัดแจงห้องพักของลูกชายทั้งสองให้เรียบร้อย
จากนั้นก็รีบซื้อเนื้อหมูสองจินไปส่งที่บ้านมือปราบเฟิงเพื่อขอบคุณ แล้วจึงรีบเดินทางกลับโดยไม่กล้าโอ้เอ้ในเมืองนานนัก การเดินทางกลับหมู่บ้านซานฝูในยามค่ำคืนไม่ใช่เรื่องง่าย
เมื่อเขาถึงหมู่บ้านก็เป็นเวลายามสามแล้ว หมู่บ้านเงียบสงัดจนได้ยินเสียงกรนจากในบ้านคนอื่น ลู่ตงซานรีบเร่งฝีเท้าเพราะกลัวเสียงรถเข็นจะไปรบกวนชาวบ้าน
ทว่าเมื่อถึงหน้าบ้านที่เชิงเขา ประตูกลับปิดล็อคแน่นหนา เขาถึงกับอึ้งไป หากเคาะประตูปลุกเฉินสวี่อันตอนนี้ ไม่ใช่แค่ภรรยาที่จะตื่น แต่บ้านตระกูลฝูที่ตีนเขาอาจจะตื่นไปด้วย แล้วเขาจะอธิบายอย่างไรดี
ลู่ตงซานนั่งยองๆ หน้าประตูบ้านขยี้ผมพลางถอนใจ สุดท้ายเขาจึงเดินไปที่กำแพงเรือนหลังแล้วลองตะโกนเรียกเบาๆ สองสามครั้ง แม้ใจหนึ่งจะไม่หวังผล
แต่เมื่อเขาหันกลับมาก็พบว่าเฉินสวี่อันกำลังถือโคมไฟยืนยิ้มให้เขาอยู่ตรงหัวมุมกำแพง วินาทีนั้นลู่ตงซานดีใจจนแทบบ้า เขาพุ่งเข้าไปอุ้มภรรยาขึ้นทันที
“เมียจ๋า ข้านึกว่าวันนี้ต้องนอนตากลมอยู่นอกบ้านเสียแล้ว โชคดีที่เจ้าได้ยิน” เฉินสวี่อันดิ้นเล็กน้อยพลางหัวเราะ:ฝ
“รีบวางข้าลงเถอะ ดึกดื่นมืดค่ำมาอุ้มกันกลางแจ้งแบบนี้มันน่าดูอย่างไรกัน”
ลู่ตงซานอุ้มนางวางลงบนรถเข็นแล้วเข็นเข้าบ้านอย่างรวดเร็ว จากนั้นรีบปิดประตูรั้วแล้วพานางไปยังเรือนหลัง
“ข้าต้มน้ำร้อนไว้ให้แล้ว รีบไปอาบน้ำเสีย ท้องท่านคงหิวแล้วล่ะสิ เดี๋ยวข้าจะไปทำบะหมี่ให้กิน”
กลางดึกเช่นนี้การทำอาหารอย่างอื่นคงลำบาก บะหมี่จึงเป็นทางเลือกที่ง่ายและอิ่มท้องที่สุด ทั้งสองนั่งอยู่ตรงโต๊ะสี่เหลี่ยมเล็กๆ ในห้องครัว เฉินสวี่อันเท้าคางมองลู่ตงซานกินบะหมี่อย่างเงียบๆ รอบกายสงัดเงียบ
มีเพียงเสียงซดน้ำซุปและเสียงฟืนปะทุในเตาเป็นครั้งคราว ลู่ตงซานกินไปได้หลายคำจนอิ่มไปแปดส่วนจึงเริ่มพูดคุย
“วันนี้อาจารย์รับเด็กทั้งสองคนเข้าเรียนแล้ว ค่าเล่าเรียน 6 ตำลึง ซื้อเครื่องเขียนกับผ้าห่มและของใช้ต่างๆ ไปอีก 7 ตำลึง ของทะเลขายได้ 2 ตำลึงครึ่ง แล้วก็ซื้อเนื้อไปขอบคุณมือปราบเฟิงอีกสองจิน
ข้าลองบวกลบดูระหว่างทาง... แค่ส่งลูกเรียนหนังสือก็หมดไป 13 ตำลึงแล้ว เงินจำนวนนี้พอจะซ่อมเรือนหน้าได้ทั้งหลังเลยนะ นั่นแค่ปีเดียวเองด้วย เฮ้อ ปัญญาชนนี่ไม่ใช่คนธรรมดาจะเลี้ยงดูได้จริงๆ” เฉินสวี่อันเหลือบมองเขาพลางค้อนให้
“ดูความใจเสาะของท่านสิ! นี่มันเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น ต่อไปค่าใช้จ่ายแต่ละปีจะยิ่งมากขึ้น ไหนจะค่ากินอยู่ของพวกเราทั้งบ้าน ปีหนึ่งอย่างน้อยๆ ต้องใช้เงินสัก 20 กว่าตำลึง ถึงจะพอ”
ลู่ตงซานหน้าเปลี่ยนสีทันที รู้สึกว่าบะหมี่ในชามไม่หอมหวานเหมือนเดิมอีกต่อไป เฉินสวี่อันเห็นท่าทางเขาก็หัวเราะลั่น
“กลัวอะไรกัน กลัวเรื่องเงินหรือ” นางปรับสีหน้าให้จริงจัง
“ท่านอย่าลืมว่าเรายังมีหาดทรายนั่นนะ หากขยันหน่อยเดือนหนึ่งเข้าเมืองสักเจ็ดแปดครั้ง ครั้งหนึ่งแลกเงินได้สักหนึ่งหรือสองตำลึง เดือนหนึ่งก็ได้สิบกว่าตำลึงแล้ว
ไหนจะสัตว์ที่ดักได้ในป่าเป็นครั้งคราว ปีหนึ่งก็น่าจะมีเงินเป็นร้อยตำลึง ไม่ต้องห่วงไปหรอก หากไม่พอจริงๆ ข้าจะหาทางหาเงินเพิ่มเอง รับรองไม่ให้ลูกขาดค่าเล่าเรียนแน่นอน ท่านวางใจเถอะ”
เมื่อเห็นท่าทางมั่นอกมั่นใจของเฉินสวี่อัน ใจที่เคยหนักอึ้งของลู่ตงซานก็สงบลงอย่างประหลาด ราวกับปัญหาที่กังวลมาทั้งวันนั้นเป็นเรื่องขี้ผง ทว่าแม้จะเบาใจลง แต่ลู่ตงซานก็ไม่กล้าเกียจคร้าน
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เฉินสวี่อันก็พบว่าเขากลายเป็นคนบ้างาน เขามักออกจากบ้านก่อนฟ้าสางและกลับบ้านพร้อมกับแสงดาว หมุนวนราวกับลูกข่างไม่หยุดหย่อน
จนกระทั่งเข้าสู่ช่วงกลางฤดูร้อน ลู่ตงซานจึงถูกฝนห่าใหญ่รั้งตัวไว้ได้ เขานั่งถอนใจมองพายุฝนอยู่นอกบ้าน เฉินสวี่อันที่กำลังสอนลู่หยวนเซินเย็บปักถักร้อยอยู่ข้างๆ ทนฟังไม่ไหวจึงเอ่ยขึ้น
“หากท่านว่างจนทนไม่ไหวขนาดนั้น ก็มาช่วยข้าทำงานหน่อยเป็นไร”
“งานอะไรจ๊ะ” ลู่ตงซานหันมาถามด้วยความฉงน ตุ่มน้ำในบ้านก็เต็ม ฟืนก็มีพร้อม ยังมีงานอะไรให้เขาทำอีก
เฉินสวี่อันเห็นท่าทางของเขาแล้วก็ทั้งขำทั้งระอา นางสะบัดกระดาษแผ่นหนึ่งวางแหมะลงตรงหน้าเขา
“คนกันเองไม่ต้องอ้อมค้อม ข้าต้องการเครื่องมือเหล่านี้ ท่านต้องทำให้เสร็จภายในปีนี้”
“ของอะไรกันต้องใช้เวลาทำตั้งปีหนึ่ง”
ลู่ตงซานพึมพำด้วยความฉงน แต่พอคลี่ภาพร่างออกดูเท่านั้นแหละถึงกับหน้าถอดสี เขาเบิกตาค้างจ้องอยู่พักใหญ่ก่อนจะเอ่ยอย่างหดหู่
“นี่มันเอาไว้ทำอะไรหรือ”
ในภาพนั้นเต็มไปด้วยสิ่งของที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน บางอย่างดูเหมือนง่ายแต่โครงสร้างกลับซับซ้อน แถมยังมีชิ้นส่วนเล็กชิ้นส่วนน้อยยุบยับเต็มไปหมด
นี่ถ้าไม่ใช่การทดสอบฝีมือช่างไม้ของเขาแล้วจะเรียกว่าอะไร นอกจากนี้ยังมีเครื่องไม้เครื่องมือขนาดใหญ่ที่ดูซับซ้อนสุดขีด อย่าว่าแต่จะให้ลงมือทำเลย แค่จะเริ่มตรงไหนเขายังมองไม่ออก
“เมียจ๋า... เจ้า...”
ลู่ตงซานถึงกับมึนตึ้บ เขามองหน้าเฉินสวี่อันสลับกับภาพร่างในมือ สมองว่างเปล่าไปหมด เฉินสวี่อันจิบน้ำชาอย่างใจเย็น พลางครุ่นคิดแล้วกล่าว
“ข้าตั้งใจว่าปีหน้าจะเริ่มทอผ้า ของพวกนี้มีราคามาก ผ้าไหมสีขาวบริสุทธิ์หนึ่งพับส่งไปที่ร้านผ้าในเมืองจะแลกเงินได้ประมาณสามตำลึง หากเป็นผ้าต่วนราคาก็จะพุ่งขึ้นเป็นอีกเท่าตัว
ตั้งแต่ปีหน้าเราจะเริ่มเลี้ยงไหมทอผ้า เงินทองในบ้านจะได้มีที่มาที่ไปชัดเจน วันหน้าเราจะทำอะไรคนภายนอกก็จะได้ไม่ครหา” ลู่ตงซานตะลึงงันไปแล้ว เขาถึงกับปากสั่นพูดจาตะกุกตะกัก
“เมียจ๋า... เมียจ๋า... เจ้า... เจ้าเลี้ยงไหมทอผ้าเป็นด้วยหรือ”
ไม่แปลกที่ลู่ตงซานจะตกใจเพียงนี้ เขารู้ว่ามีการเลี้ยงไหมทอผ้าอยู่จริง แต่นั่นก็แค่รู้ว่ามีตัวไหมและมีผ้าไหม ส่วนวิธีที่จะเปลี่ยนใยไหมให้กลายเป็นผ้าไหมนั้นสำหรับเขาแล้วคือปริศนา
เขาเคยได้ยินว่าผ้าแพรพรรณพวกนี้ผลิตกันแถบเจียงหนานและตะวันตกเฉียงใต้ ส่วนใหญ่ส่งเข้าวังเป็นเครื่องบรรณาการ มีเพียงส่วนน้อยที่ไหลเวียนสู่ชาวบ้าน และเพราะเป็นของหายากราคาจึงแพงลิบ
อย่าว่าแต่ชาวบ้านธรรมดาเลย ต่อให้เป็นครอบครัวที่ฐานะดีก็ยังซื้อไม่ไหว มีเพียงเศรษฐีผู้มั่งคั่งเท่านั้นที่ได้สวมใส่ อย่างคุณชายจิ้งที่เขาเคยเจอก็สวมชุดผ้าไหมซึ่งคาดว่าชุดหนึ่งน่าจะมีราคาหลายสิบตำลึงเงิน
“เก็บอาการหน่อยเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวขากรรไกรจะค้างเอา วันหน้าท่านต้องค่อยๆ ปรับตัวให้ชิน ตอนนี้มานี่สิ ข้าจะอธิบายให้ฟังว่าเครื่องมือเหล่านี้คืออะไรและใช้งานอย่างไร”
เฉินสวี่อันลุกขึ้นอย่างสง่างาม ท่วงท่าที่ดูสูงศักดิ์โดยธรรมชาติทำเอาลู่หยวนเซินมองด้วยความเทิดทูน นางรู้สึกว่าท่านแม่ต้องเคยเป็นคุณหนูในตระกูลใหญ่มาก่อนแน่ๆ ไม่อย่างนั้นจะเก่งกาจขนาดนี้ได้อย่างไร
ยามนี้ลู่ตงซานไม่รู้จะเอ่ยอะไรได้อีกนอกจากทำตามอย่างว่างง่าย เขาถึงขั้นยกม้านั่งตัวเล็กมานั่งข้างๆ จ้องมองเฉินสวี่อันตาแป๋วราวกับเด็กน้อย เฉินสวี่อันหัวเราะเบาๆ พลางปรายตามองเขาแล้วกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
“หญิงงามแช่มช้อย ปั่นด้ายทอใย เคลื่อนไหวหลากท่า ก้มเงยงดงาม”
“เครื่องมือชิ้นแรกนี้เรียกว่าหัวจีจื่อ หรือเรียกอีกชื่อว่าเครื่องทอผ้ายกดอก ในบทกวีจีฟู่ฟู่เขียนไว้ว่า ‘ตารางวงกลมสลับซับซ้อน วิจิตรงดงามสุดพรรณนา ทั้งแมลง นก และสัตว์สารพัด ล้วนรังสรรค์ได้ตามปรารถนา’
ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าหัวจีจื่อ คือเครื่องทอผ้าที่สามารถทอลวดลายต่างๆ ออกมาได้ แน่นอนว่าของเราเทียบไม่ได้กับหอทอผ้าที่ใช้ในเจียงหนาน เพราะเครื่องทอที่ซับซ้อนขนาดนั้นต้องใช้คนช่วยกันหลายคน แต่ข้ามีเพียงคนเดียว
และเราก็ไม่ควรทอผ้าไหมที่มีลวดลายซับซ้อนจนเกินไป ไม่อย่างนั้นบ้านเราจะเด่นดังจนเกินงาม ข้าจึงให้ท่านทำหัวจีจื่อแบบเรียบง่าย สามารถทอผ้าไหมที่มีลายพื้นๆ ได้ แม้จะมีเพียงสีเดียว แต่เมื่อเรานำมาย้อมสีเอง ก็จะขายได้เงินเพิ่มขึ้นอีกหลายตำลึงเจ้าค่ะ”