LNCrawler

บทที่ 50 ป่าหม่อนหมื่นต้นและเป้าหมายของลูกชาย

ยอดภรรยารักแห่งบ้านตระกูลลู่ — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 50 ป่าหม่อนหมื่นต้นและเป้าหมายของลูกชาย

บทที่ 50 ป่าหม่อนหมื่นต้นและเป้าหมายของลูกชาย 

 

เฉินสวี่อันตั้งใจไว้ว่าผ้าทอที่ดีที่สุดที่จะให้ไหลเวียนสู่มือชาวบ้านทั่วไปได้ก็คือผ้าไหมสีพื้นที่มีลวดลายในตัวเท่านั้น ผ้าที่เลิศเลอกว่านี้นางไม่กล้าทอ ด้วยเกรงว่าหากโดดเด่นเกินไปจะนำภัยมาสู่ครอบครัว

“เครื่องมือชิ้นที่สองคือแป้นปั่นด้าย เอาไว้สำหรับปั่นด้าย แม้ราคาของผ้าไหมบางจะสู้ผ้าต่วนไม่ได้ แต่ใช้เวลาทอสั้นกว่า และไม่ต้องใช้เส้นไหมมากเท่าผ้าไหมยกดอก 

หากวัตถุดิบเอื้ออำนวยข้าก็อยากจะทอผ้าไหมบางด้วย ดังนั้นท่านก็ช่วยทำเตรียมไว้ให้ข้าเลย ส่วนชิ้นที่สามคือเครื่องปั่นด้าย…”

​เฉินสวี่อันอธิบายรายละเอียดอยู่นานกว่าจะแนะนำเครื่องมือและวิธีใช้งานทั้งหมดให้ลู่ตงซานฟังจนครบ ลู่หยวนเซินที่นั่งฟังเงียบๆ อยู่ข้างๆ จ้องมองลู่ตงซานผู้มีร่างกำยำด้วยดวงตากลมโตสดใสพลางถาม

“ท่านพ่อฟังเข้าใจหรือไม่เจ้าคะ”

ลู่ตงซานลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ เขาไม่อยากเสียหน้าต่อหน้าลูกสาว แต่พูดกันตามตรง เขาฟังแล้วก็เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แถมไม่เคยทำของละเอียดอ่อนเช่นนี้มาก่อน จึงยังไม่ค่อยเห็นภาพการทำงานบางอย่างนัก 

โชคดีที่เขาทำงานไม้มาตั้งแต่เด็ก หากค่อยๆ ศึกษาดูก็น่าจะทำออกมาได้ ​เฉินสวี่อันรู้ว่าเขากังวลเรื่องใด นางจึงตบไหล่เขาเบาๆ สองสามครั้งเพื่อปลอบโยน 

“เรื่องนี้ไม่ใช่งานเร่งด่วน ค่อยๆ ทำไปเจ้าค่ะ อย่างไรเสียตอนท่านลงมือทำข้าก็จะคอยดูอยู่ข้างๆ หากมีตรงไหนไม่ถูกจะได้บอกทันที แต่ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ 

ท่านต้องเข้าป่าไปช่วยข้าย้ายต้นไม้มาปลูก ทั้งต้นหม่อน ต้นเอล์ม ต้นเจก และต้นกระดาษ ใบของต้นไม้เหล่านี้ล้วนเป็นอาหารให้หนอนไหมกินได้ทั้งสิ้น แต่แน่นอนว่าถ้าได้ต้นหม่อนจะดีที่สุดเจ้าค่ะ”

“ตอนนี้ฤดูใบไม้ผลิผ่านพ้นไปนานแล้ว ถึงข้าจะเลี้ยงไหมตอนนี้ก็ไม่ทันกาล รอปีหน้าเถอะ ปีหน้าค่อยเริ่ม ปีนี้ท่านก็ช่วยข้าเตรียมการให้พร้อมก็พอ”

ลู่ตงซานลอบถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก ทันเวลาพอดี... เขายังพอมีเวลาให้ค่อยๆ ครุ่นคิดศึกษา หากต้องเลี้ยงไหมทอผ้าภายในปีนี้เลย เขาคงต้องวุ่นจนบ้าตายแน่ๆ

​ในเมื่อเรื่องนี้ถูกยกขึ้นมาพูดแล้ว ลู่ตงซานย่อมไม่กล้าชักช้า เพราะมันเกี่ยวพันถึงความเป็นอยู่ของครอบครัว เครื่องไม้เครื่องมือถ้ายังไม่เข้าใจก็เอาไว้ก่อน แต่เรื่องต้นไม้ต้องรีบย้ายมาปลูก 

หากย้ายตอนนี้แล้วดูแลให้ดีก็ยังพอมีโอกาสรอด แต่ก่อนอื่นต้องไปแจ้งหัวหน้าหมู่บ้านเสียหน่อย และหากจำเป็นก็ต้องยอมเสียเงินซื้อเนินเขาแถวบ้านไว้เสียเลย เพราะอย่างไรเสียตอนเลี้ยงไหมทุกคนก็ต้องรู้อยู่ดี ไม่มีอะไรต้องปิดบัง

​คิดได้แบบนั้น วันรุ่งขึ้นลู่ตงซานก็รีบไปซื้อขนมในตำบลหนึ่งห่อมาส่งให้บ้านหัวหน้าหมู่บ้าน ​เมียหัวหน้าหมู่บ้านเห็นเข้าก็ดีใจจนยิ้มร่า ต้อนรับขับสู้เป็นการใหญ่ 

“ตงซานมาหาตาเฒ่าหรือ เข้ามาดื่มน้ำก่อนสิ อากาศร้อนอย่าไปยืนตากแดดเลย” ลู่ตงซานยิ้มซื่อๆ ยื่นห่อขนมให้แล้วเอ่ยอย่างรู้ความ 

“ข้าแค่มีเรื่องจะมาปรึกษาท่านลุงน่ะขอรับ”

​หัวหน้าหมู่บ้านที่เพิ่งตื่นได้ไม่นานเดินออกมาด้วยท่าทางขี้เกียจตามประสาคนแก่ เมื่อเห็นลู่ตงซานจึงพากันไปคุยในที่ร่มหลังบ้าน 

“ว่ามาเถอะ หากไม่มีธุระเจ้าคงไม่มาหาข้าถึงบ้าน แถมยังหิ้วขนมมาอีก คราวนี้จะให้ข้าช่วยอะไรอีกล่ะ” ลู่ตงซานรีบเอ่ยทันทีที่ก้นสัมผัสม้านั่งหิน 

“ท่านลุงขอรับ ข้าอยากถามว่าเนินเขาแถวบ้านข้าเนี่ยขายได้ไหม ถ้าจะซื้อต้องใช้เงินเท่าไหร่ขอรับ”

​หัวหน้าหมู่บ้านเบิกตาโพลงมองเขาเหมือนมองคนปัญญาอ่อน ก่อนจะตบหัวลู่ตงซานหนึ่งปึกด้วยความระอา 

“ข้าว่าสมองเจ้าโดนน้ำเข้าหรืออย่างไร มีเงินเอาไปซื้อที่นาไม่ดีกว่าหรือ จะไปซื้อเนินเขาทำไมกัน มันปลูกข้าวได้หรือสร้างบ้านได้ไหม ขนาดไก่จะไปอยู่ ไก่มันยังส่ายหน้าเลย!” ลู่ตงซานกุมหัวพลางอ้อนวอน 

“ลุงจ๊ะลุง อย่าตีเลย ข้าก็แค่ลองถามดู อีกอย่างที่นาราคาตั้งเท่าไหร่ ปีที่แล้วข้าเพิ่งสร้างบ้านไป จะเอาเงินถุงเงินถังที่ไหนมาซื้อที่นาได้ แต่เนินเขามันต่างกัน ถึงปลูกข้าวไม่ได้แต่มันปลูกต้นไม้ได้ ข้าแค่อยากจะลองทำอะไรของข้าดูบ้างน่ะขอรับ” ​เมื่อได้ฟังเหตุผล หัวหน้าหมู่บ้านก็เริ่มใจเย็นลง แต่ก็ยังอดค้อนใส่ไม่ได้ 

“เจ้าคิดดีแล้วแน่นะว่าจะซื้อเนินเขานั่น”

“แน่นอนขอรับ ข้ามั่นใจที่สุด!” ​หัวหน้าหมู่บ้านครุ่นคิดครู่หนึ่ง 

“ในเมื่อเจ้าคิดดีแล้วข้าก็จะไม่พูดมาก เดี๋ยวจะหาว่ามาขวางทางรวยหมู่บ้านเราก็รู้กันดี นาน่ะมีไม่มากแต่ป่าเขาน่ะเพียบ เนินเขาแถวบ้านเจ้านั่นก็ไม่มีที่ราบเลย ราคามันไม่กี่ตังค์หรอก ข้าคิดเจ้าหมู่ละ 400 อีแปะแล้วกัน เจ้าอยากได้เท่าไหร่ล่ะ”

ลู่ตงซานตาเป็นประกาย 400 อีแปะนี่น้อยกว่าที่เขาคาดไว้ถึง 100 อีแปะเสียอีก แบบนี้ซื้อเยอะหน่อยก็ได้! ​เมื่อลู่ตงซานเดินออกมาจากบ้านหัวหน้าหมู่บ้าน ในมือเขาก็มีสัญญาซื้อขายที่ดินเรียบร้อยแล้ว 

รอเพียงอีกไม่กี่วันไปประทับตรากับนายทะเบียนในตำบล แล้วไปเปลี่ยนเป็นโฉนดหลวงที่ที่ว่าการอำเภอ เนินเขานั้นก็จะตกเป็นของตระกูลลู่อย่างสมบูรณ์ ใครก็แย่งไปไม่ได้

ลู่ตงซานเรียกระดมพลสหายสนิทอย่างฝูกวง หลี่เอ้อโก่ว ซ่งอี้ชิง และหลิวเต๋อเหริน มาช่วยกันย้ายต้นไม้จากในป่า แต่เนื่องจากการหาต้นกล้าในป่าลึกไม่ใช่เรื่องง่าย 

ผ่านไปหนึ่งเดือนย้ายได้เพียงยี่สิบกว่าต้น เฉินสวี่อันเห็นว่ายังไม่พอ ตระกูลลู่จึงประกาศรับซื้อต้นไม้จากชาวบ้าน ต้นละ 5 อีแปะ ​ในพริบตาชาวบ้านซานฝูทั้งชายหญิงต่างพากันเข้าป่าขุดต้นไม้มาส่งตระกูลลู่กันยกใหญ่ 

ผ่านไปเพียงเดือนเดียว เนินเขา 10 หมู่ ก็เต็มไปด้วยต้นไม้เขียวขจี ​ความวุ่นวายนี้ดำเนินไปจนถึงช่วงเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วง ลู่หยวนเปาและลู่หยวนเว่ยก็ได้รับอนุญาตให้ลาหยุดจากสำนักศึกษากลับมาช่วยงานที่บ้านครึ่งเดือน 

ลู่ตงซานไม่ใจอ่อนแม้แต่น้อย ก่อนยื่นอุปกรณ์การเกษตรให้ลูกชายทั้งสองแล้วลากลงไปทำงานในนาทันที ​เด็กๆ ที่ไปเรียนหนังสือมาครึ่งปีดูจะรู้ความขึ้นมาก แม้จะทำงานหนักแต่ก็ตั้งใจทำจนฝูกวงถึงกับทึ่ง 

“หยวนเปา ไปอยู่ในเมืองมาไม่กี่เดือน ลุงแทบจำเจ้าไม่ได้เลยนะเนี่ย ดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นเยอะเลย” ลู่หยวนเปายิ้มกว้างอย่างมีมารยาท 

“ไม่หรอกขอรับท่านลุง ข้าแค่ได้เรียนรู้หลักเหตุผลมาบ้างน่ะขอรับ”

​เมื่อจบวันหยุด 15 วัน เด็กๆ ก็ต้องกลับไปสำนักศึกษา สภาพของแต่ละคนทำเอาเพื่อนร่วมชั้นและอาจารย์อู๋ถึงกับตกใจ โดยเฉพาะลู่หยวนเว่ยที่เดิมทีหน้าตานวลใสบัดนี้กลับกลายเป็นดำคล้ำซูบผอม จนอาจารย์ต้องถามอ้อมๆ ว่าพวกเจ้าไปขอทานมาหรืออย่างไร! 

ลู่หยวนเว่ยกัดฟันกรอด สาบานในใจว่าต้องเรียนให้เก่งเพื่อที่จะไม่ต้องกลับมาทำงานหนักเยี่ยงนี้อีก ​ทางด้านลู่ตงซานที่หาเงินจากการขายของป่าและผลผลิตได้เป็นกอบเป็นกำก็นำเงินมาให้เฉินสวี่อันช่วยนับ 

“เมียจ๋า ลองดูสิ ปีนี้เราออมเงินได้เท่าไหร่แล้ว” ​เฉินสวี่อันคำนวณอยู่พักใหญ่ก่อนจะบอกตัวเลขที่น่าชื่นใจให้ฟัง

“หักค่าใช้จ่ายจิปาถะและค่าซื้อเนินเขา 4 ตำลึงออกไปแล้ว ปีนี้เราออมเงินได้เพิ่มอีก 56 ตำลึงเงินกับอีก 18 พวง เจ้าค่ะ ส่วนใหญ่มาจากหอนางโลมและคุณชายตระกูลจิ้ง”

ช่วงฤดูปลาไหลนาและปลาไหลทะเลนั้น ลู่ตงซานได้ทำสัญญาค้าขายกับจวนตระกูลจิ้งติดต่อกันนานถึงสองเดือน เขาเดินทางเข้าออกเมืองอยู่สิบกว่าเที่ยว และทำเงินจากตรงนั้นได้ถึงยี่สิบถึงสามสิบตำลึงเลยทีเดียว

พอได้ยินอย่างนั้น ลู่ตงซานก็หลับตาพริ้มอย่างสบายอารมณ์ แม้ก่อนหน้านี้เฉินสวี่อันจะคอยปลอบเขาตลอดว่าที่บ้านไม่ได้ขัดสนเรื่องเงินทอง แต่เขาก็ยังรู้สึกว่าค่าเล่าเรียนของลูกชายทั้งสองคนต่อปีนั้นเป็นภาระที่หนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออก 

ทว่าตอนนี้เบาใจได้แล้ว แค่ปีเดียวก็เก็บเงินได้มากขนาดนี้ เพียงพอจะส่งลูกเรียนต่อไปได้อีกห้าหกปีเชียวละ และในช่วงห้าหกปีนี้หากเขาขยันเพิ่มอีกนิด 

ไม่แน่ว่าที่บ้านอาจจะมีเงินเก็บถึงหลายร้อยตำลึง ถึงตอนนั้นพอพวกเจ้าลูกชายไปเป็นเสมียนบัญชีในตัวอำเภอ เขายังจะซื้อเรือนสักหลังให้พวกลูกชายได้อีกด้วย ช่างเป็นฝันที่งดงามจริงๆ

​ใช่แล้ว ความปรารถนาของเขานั้นช่างเรียบง่าย นั่นคืออยากให้ลูกๆ ได้เป็นเสมียนบัญชีคุมร้านค้า และเขาก็ไม่ได้คาดหวังเลยว่าแผนการเลี้ยงไหมทอผ้าของเฉินสวี่อันจะทำเงินได้จริง 

ในมุมมองของเขาเรื่องนี้ดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าไรนัก เพียงแต่เขาอยากหาอะไรให้นางทำเพื่อให้นางมีความกระปรี้กระเปร่า มีพลังชีวิตก็เท่านั้น อีกอย่างเนินเขานั่นก็เสียเงินซื้อไปแค่สี่ตำลึง 

หากเลี้ยงไหมทอผ้าไม่สำเร็จ ถึงตอนนั้นเขาก็แค่เปลี่ยนไปปลูกต้นไม้กินผลแทน อย่างไรเสียก็ไม่มีทางขาดทุน ซึ่งถ้าเฉินสวี่อันรู้สิ่งที่เขากำลังวางแผนอยู่ในใจละก็ นางคงอยากจะลงไม้ลงมือตีเขาเป็นแน่

​พอสิ้นสุดช่วงเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วง ก็ถึงช่วงที่ชาวบ้านพากันเข้าป่าเพื่อหาของป่ากันอีกครั้ง แต่คราวนี้ลู่ตงซานฉลาดขึ้น เขาพยายามไม่ไปร่วมวงวุ่นวายกับใคร 

คนอื่นเข้าป่าเพื่อหาของกิน แต่เขาเข้าป่าเพื่อหาไม้ซุง แถมยังจ้างให้ฝูกวงและเพื่อนๆ ช่วยหาให้อีกแรง โดยแน่นอนว่าเขามีค่าตอบแทนให้