บทที่ 63 เผือกที่กินแทนข้าวได้ ทำเอาชาวบ้านถึงกับนั่งไม่ติด
บทที่ 63 เผือกที่กินแทนข้าวได้ ทำเอาชาวบ้านถึงกับนั่งไม่ติด
บทที่ 63 เผือกที่กินแทนข้าวได้ ทำเอาชาวบ้านถึงกับนั่งไม่ติด
ชาวบ้านต่างวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ แน่นอนว่าหัวหน้าหมู่บ้านก็ได้ยินเรื่องนี้เช่นกัน ก่อนหน้านี้เขาเคยได้ยินข่าวลือเรื่องเผือกมาบ้างแต่ไม่ได้ใส่ใจ ทว่าตอนนี้กลับเริ่มสนใจขึ้นมาแล้ว
บ้านตระกูลลู่ที่มีเสบียงไม่พอกินกลับสามารถสร้างบ้านหลังคากระเบื้องได้ หรือว่าเผือกนี้จะไม่ใช่แค่ใช้กินแทนข้าว แต่ยังให้ผลผลิตสูงด้วย หากเป็นเช่นนั้นจริงเขาคงต้องไปบ้านตระกูลลู่สักครั้ง ไปสอบถามให้รู้เรื่อง
หากชาวบ้านทุกคนหันมาปลูกเผือกกันหมด ทุกคนก็คงไม่ต้องทนอยู่อย่างยากลำบากเช่นนี้อีกต่อไป เมื่อหัวหน้าหมู่บ้านคิดได้เช่นนี้ก็ยิ่งตื่นเต้นทวีคูณ ถึงกับเดินตามกลุ่มคนขึ้นมาบนเนินเขาพร้อมกัน
ยามนี้คนงานในลานบ้านกำลังเริ่มขนกระเบื้องลงจากเกวียนวัว ชายฉกรรจ์ที่แบกกระเบื้องต่างพากันยกย้ายอย่างระมัดระวังจนทำให้ทุกคนพลอยลุ้นตามไปด้วย
ชาวบ้านคนอื่นๆ ถึงขั้นไม่กล้าเดินเข้าประตูรั้วบ้านตระกูลลู่เลยสักคน เพราะกลัวว่าจะซุ่มซ่ามทำกระเบื้องแตกไปสักแผ่นแล้วจะไม่มีเงินชดใช้
ลู่ตงซานเดินทางกลับมาถึงบ้านท่ามกลางแสงอาทิตย์อัสดงพอดี พอมาถึงหน้าประตูบ้านก็พบว่ามีผู้คนออกันแน่นขนัดจนเขาเบียดเข้าไปไม่ได้เลยสักนิด
“ทำอะไรกันอยู่หรือ”
ลู่ตงซานตะโกนเสียงดังลั่นลานบ้านจนทุกคนพากันหันขวับมามอง แแล้วรีบเปิดทางให้อย่างรู้ความ ลู่ตงซานจึงสามารถขับรถลาเข้าบ้านได้ จากนั้นก็เดินออกมาถามไถ่
“มีเรื่องอะไรกันหรือ”
คนพวกนี้ใช่ว่าจะไม่เคยเห็นคนสร้างบ้าน ทำไมถึงต้องมาอออยู่หน้าบ้านเขานานสองนานขนาดนี้ด้วย หัวหน้าหมู่บ้านค่อยๆ เดินฝ่าฝูงชนออกมา ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นประดับด้วยรอยยิ้มเปี่ยมเมตตาเช่นเคย
“ตงซานเอ่ย บ้านหลังคากระเบื้องของเจ้านี่มันไม่ธรรมดาจริงๆ ชาวบ้านเขาไม่เคยเห็นเลยพากันมาดูให้เป็นขวัญตาน่ะ”
คำพูดนี้ทำเอาลู่ตงซานไปไม่เป็น จะเชิญคนตั้งมากมายเข้าบ้านก็คงไม่ไหว แต่จะปล่อยให้ทุกคนยืนอออุดทางเข้าประตูก็ดูไม่เข้าที ยังไม่ทันที่ลู่ตงซานจะคิดหาคำพูดได้ หัวหน้าหมู่บ้านก็เอ่ยต่อ
“ที่ข้ามานี่ หลักๆ คืออยากจะมาถามเจ้าเรื่องหนึ่ง”
“เรื่องอะไรหรือขอรับ”
ลู่ตงซานทำหน้ามึนงง ตัวเขาไม่ได้ไปมาหาสู่กับคนในหมู่บ้านตั้งนานแล้ว จะมีเรื่องอะไรมาถามเขาอีก หรือจะเป็นเรื่องในนา แต่ก็ไม่น่าใช่ เพราะช่วงนี้ไม่เห็นเมียรักพูดถึงเลย เมื่อเห็นท่าทางของลู่ตงซาน หัวหน้าหมู่บ้านก็หัวเราะหึๆ
“ก็เจ้าเผือกที่บ้านเจ้าปลูกนั่นแหละ ลุงเองก็ไม่เคยเห็นแล้วก็ไม่เคยกิน ได้ยินทุกคนบอกว่าของสิ่งนี้กินแล้วอิ่มท้องดี มันเป็นเรื่องจริงหรือ” ลู่ตงซานโล่งอกทันที ก่อนจะพยักหน้าหงึกๆ
“อิ่มท้องดีมากเลยขอรับ บางทีพวกเราก็ต้มเป็นน้ำแกงเผือกกินกัน โดยไม่ต้องทำข้าวเลยด้วยซ้ำ”
แน่นอนว่าน้ำแกงเผือกที่ว่านั้นเป็นของหวานที่ใส่น้ำตาลลงไปตั้งเยอะจนหวานเจี๊ยบ แต่ลู่ตงซานไม่มีทางพูดออกไปแน่ๆ เพราะน้ำตาลมันมีราคาแพง ขืนพูดออกไปคงได้ดึงดูดความอิจฉาริษยาจากคนอื่นเปล่าๆ
ดวงตาของหัวหน้าหมู่บ้านยิ่งเป็นประกายวับ ถึงขั้นตื่นเต้นจนคว้าม้ามือลู่ตงซานไว้ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ข้าขอลองชิมดูหน่อยได้ไหม”
ลู่ตงซานถึงกับตกใจสะดุ้งโหยง กลัวว่าหัวหน้าหมู่บ้านจะตื่นเต้นเกินไปจนมาเป็นลมล้มพับอยู่ที่บ้านตน เขาจึงรีบตะโกนสั่งเข้าไปในครัวทันที
“เมียจ๋า เย็นนี้ช่วยต้มเผือกให้ท่านลุงหัวหน้าหมู่บ้านลองชิมหน่อยนะ”
“ท่านลุง ทำแบบนี้ใช้ได้ไหมขอรับ” ลู่ตงซานเอ่ยถามอย่างนอบน้อม
รอยยิ้มของหัวหน้าหมู่บ้านยิ่งกว้างขึ้น ก่อนเดินไปนั่งแหมะอยู่บนม้านั่งตัวเล็กข้างประตูรั้วเพื่อรอคอย ดูท่าทางคงไม่ยอมกลับง่ายๆ ลู่ตงซานเชิญให้เข้าไปนั่งในบ้านเขาก็ปฏิเสธ สายตาเอาแต่จดจ้องไปยังคนงานที่กำลังขะมักเขม้นทำงานกัน
ลู่ตงซานเห็นว่าเกลี้ยกล่อมไม่สำเร็จ จึงเดินไปขนม้านั่งตัวเล็กที่เรือนหลังออกมาตั้ง แล้วนั่งลงเป็นเพื่อนหัวหน้าหมู่บ้าน วันนี้เขาขับรถลาเข้าอำเภอไปกลับรอบหนึ่ง ได้เงินมาอีกสามตำลึงเงิน เหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน จึงได้เวลานั่งพักเสียที
ชาวบ้านนานๆ จะมีโอกาสได้พูดคุยกับลู่ตงซาน หลายคนจึงแอบเลียบเคียงถามว่าเขาไปร่ำรวยมาจากไหน ลู่ตงซานเตรียมคำตอบไว้ในใจนานแล้ว เขาจึงฉีกยิ้มกว้างเล่า
“อันที่จริงก็ไม่มีอะไรมากหรอก แค่สามสี่วันข้าก็ขับรถลาเข้าอำเภอไปส่งของให้คนเขาเที่ยวหนึ่ง วิ่งรอบหนึ่งก็ได้เงินไม่กี่สิบอีแปะ บางทีเถ้าแก่อารมณ์ดีก็ให้เงินรางวัลเพิ่มหรือไม่ก็ให้ของกินกลับมา ซึ่งล้วนแต่เป็นของหายากที่แถวบ้านเราไม่มี
ประกอบกับเมียข้าเป็นคนมือไม้คล่องแคล่ว จึงทำของส่งไปขายในอำเภอได้บ้าง พอเข้าหน้าหนาวข้าก็รับงานช่างไม้เพิ่ม บ้านข้าเลยไม่ได้หวังพึ่งพาแต่กำไรจากในนาเพียงอย่างเดียวหรอก”
คำพูดนี้ทำเอาชาวบ้านพากันอิจฉาตาร้อนจนตาร้อนผ่าว แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะคนเขามีรถลา แถมยังหากินด้วยน้ำพักน้ำแรงและฝีมือตัวเอง ส่วนสะใภ้เฉินนั้นไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น
ลำพังแค่ฝีมือวาดรูปก็ไม่ใช่สิ่งที่ชาวบ้านธรรมดาจะเลียนแบบได้ ต่อให้คิดอยากจะบากหน้ามาขอให้บ้านลู่ช่วยดึงตัวไปทำงานด้วย ก็ไม่รู้จะอ้าปากพูดอย่างไร หัวหน้าหมู่บ้านที่นั่งฟังอยู่ข้างๆ ทอดถอนใจยาว หันไปดุด่าชาวบ้านสองสามคำก่อนจะเอ่ยอย่างเตือนสติ
“ตัวเองมีฝีมือแค่ไหนก็ควรรู้อยู่แก่ใจ จงดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของบ้านตัวเองให้ดีเถอะ อย่าได้เอาแต่คอยจ้องมองของในหม้อของคนอื่น หากเจ้าเผือกนั่นเป็นของดีจริงๆ
ถึงเวลานั้นก็คงต้องรบกวนให้ตงซานช่วยแบ่งปันพันธุ์ให้ปลูก แล้วพวกเจ้ายังจะมามัวพูดจาประชดประชันอะไรกันอยู่ที่นี่อีก”
คนที่เอ่ยปากถามเมื่อครู่ถูกหัวหน้าหมู่บ้านด่าจนหน้าม่าน ในใจนึกหงุดหงิดแต่ก็ไม่กล้าโต้เถียง ครู่หนึ่งบริเวณหน้าประตูรั้วจึงสงบลงไปมาก ไม่นานทุกคนก็เปลี่ยนไปสนทนาเรื่องการสร้างบ้านแทน โดยเลิกซักไซ้ไล่เลียงเรื่องช่องทางการหาเงินของบ้านตระกูลลู่
ที่ห้องครัวเรือนหลัง เฉินสวี่อันโดยมีจ้าวเหลียนและพวกแม่บ้านคอยช่วย ได้ต้มเผือกเสร็จสิ้นไปกะละมังใหญ่ คราวนี้ไม่มีเนื้อไก่ป่าแต่มีปลาไหลทะเลและปลาตูหนา
ซึ่งของพวกนี้เฉินสวี่อันให้ลู่ตงซานเก็บไว้ ปลาไหลในทะเลนั้นรูปร่างหน้าตาแปลกประหลาด มีสารพัดรูปแบบ แต่ปลาไหลที่จับได้จากหาดเลนแถบนั้นนับว่ายังดี หน้าตาไม่ได้ต่างจากปลาไหลน้ำจืดเท่าไหร่นัก เพียงแต่ขนาดตัวจะใหญ่กว่า
หมู่บ้านซานฝูไม่มีผืนนาข้าวที่มีน้ำขัง ชาวบ้านจึงไม่มีความรู้เรื่องปลาไหลเท่าไหร่นัก เฉินสวี่อันพูดโกหกไปสองสามคำพวกนางก็ไม่ได้คิดลึกซึ้งอะไร ต่างพากันช่วยทำความสะอาดและสับเนื้อราวกับเป็นปลาไหลธรรมดา
เนื้อปลาไหลกับเผือกถูกนำมาผัดตุ๋นน้ำแดงรวมกัน กลิ่นหอมหวนชวนน้ำลายสอโชยอบอวลออกมาทันที ทำเอาคนงานข้างนอกที่ไม่ได้ลิ้มรสอาหารที่มีน้ำมันมานานแสนนานพากันอยากกินจนแทบจะร้องไห้
แต่ละคนต่างพากันรัดสายคาดเอวให้แน่นขึ้นพลางสูดดมกลิ่นอายเข้าปอด ถึงไม่ได้กินได้ดมกลิ่นก็ยังดี ไม่นานนักจ้าวเหลียนก็ยกเผือกตุ๋นจานหนึ่งมาเสิร์ฟตรงหน้าหัวหน้าหมู่บ้าน พร้อมกับหมั่นโถวข้าวโพดหนึ่งลูก
หัวหน้าหมู่บ้านพุ่งความสนใจทั้งหมดไปที่จานเผือก เขาจับตะเกียบคีบเผือกเข้าปากทันที ชาวบ้านคนอื่นๆ ต่างพากันเดินล้อมวงเข้ามาล้อมดู พลางจ้องมองปากของหัวหน้าหมู่บ้านที่กำลังเคี้ยวตุ้ยๆ ตาปริบๆ
“หัวหน้าหมู่บ้าน เป็นอย่างไรบ้าง อร่อยไหม” หัวหน้าหมู่บ้านค่อยๆ ลิ้มรส ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความอิ่มเอมใจ
“อืม... ดี ดีทีเดียว กับข้าวจานนี้ใครเป็นคนทำหรือ ฝีมือไม่เลวเลยจริงๆ!” จ้าวเหลียนหัวเราะร่าอย่างฉะฉาน
“เมียของตงซานเป็นคนทำจ่ะ พวกเราไม่มีปัญญาทำหรอก! ส่วนเนื้อปลาไหลนี่ข้าเองก็เพิ่งเคยได้กินเป็นครั้งแรกเหมือนกัน บอกตามตรงมันหอมเหลือเกิน!” หัวหน้าหมู่บ้านได้ยินแบบนั้นก็รีบคีบเนื้อปลาไหลเข้าปากชิมคำหนึ่ง แล้วพยักหน้ายืนยันตาม
“หอมจริงๆ! หากตาเฒ่าคนนี้ยังมีแรงทำงานล่ะก็ ข้าต้องมาช่วยตงซานสร้างบ้านแน่นอน ค่าแรงข้าก็ไม่เอา ขอแค่ทำกับข้าวจานนี้ให้กินทุกวันก็พอแล้ว”
สิ้นคำพูดนี้ ทุกคนถึงกับตะลึงงัน สายตาจับจ้องไปที่จานอาหารตาไม่กะพริบ มันจะอร่อยเลิศเลอขนาดไหนกันถึงทำให้หัวหน้าหมู่บ้านพูดคำนี้ออกมาได้ ลู่ตงซานถูกทุกคนจ้องมองจนเหงื่อตกถึงกับรีบเอ่ยขึ้น
“ท่านลุง พูดเล่นไปได้ หากท่านมาช่วยงานจริงๆ ข้าก็ไม่กล้าไหว้วานท่านหรอก!”
“จริงด้วยๆ! จะปล่อยให้ท่านลุงหัวหน้าหมู่บ้านมาทำงานใช้แรงได้อย่างไร ไม่ได้เด็ดขาด!”
หลี่เอ้อโก่วถือชามพลางกัดหมั่นโถวข้าวโพด ในชามของเขามีเผือกสองสามชิ้นและเนื้อปลาไหลหนึ่งชิ้น พร้อมกับผักสดอีกเพียบ เขากินอย่างเอร็ดอร่อยเป็นที่สุด คนที่ไม่ได้กินต่างพากันตามองตาปริบๆ ด้วยความอิจฉา ก่อนจะหันไปถามลู่ตงซาน
“ตงซาน ที่นี่ยังรับคนงานเพิ่มอีกไหม”
ลู่ตงซานรู้สึกตื่นตระหนก จนรีบให้จ้างวเหลียนเข้าไปบอกเฉินสวี่อันในครัวหลังให้ช่วยทำเผือกผัดตุ๋นปลาไหลเพิ่มอีกหน่อย โดยสับเนื้อปลาไหลให้เป็นชิ้นเล็กๆ
แล้วนำมาแบ่งปันให้ทุกคนได้ลิ้มลองความสดใหม่ และถือโอกาสให้ทุกคนได้รู้รสชาติว่าเจ้าเผือกนี่มันมีรสชาติอย่างไร และก็เป็นไปตามคาด หลังจากได้ชิมเผือกกันแล้ว
ชาวบ้านทุกคนต่างพากันเข้าไปรุมล้อมลู่ตงซานเพื่อซักถามเรื่องราวต่างๆ จนความคิดเรื่องอิจฉาริษยาอื่นๆ หายวับไปสิ้น ลู่ตงซานจึงเดินไปยืนตรงกลางลานบ้าน พลางตะโกนสั่งเสียงดัง
“เงียบๆ กันก่อน ตอนนี้ข้าจะค่อยๆ อธิบายทีละเรื่อง มีสิ่งใดไม่เข้าใจรอให้ข้าพูดจบแล้วพวกท่านค่อยถามนะขอรับ”
ชาวบ้านทุกคนต่างพากันปิดปากเงียบกริบอย่างเชื่อฟัง และไม่นึกรังเกียจความสกปรก พากันนั่งลงล้อมวงกับพื้นดินเพื่อรอฟังทันที