บทที่ 64 ความเด็ดขาดของลู่ตงซาน
บทที่ 64 ความเด็ดขาดของลู่ตงซาน
บทที่ 64 ความเด็ดขาดของลู่ตงซาน
ลู่ตงซานปรายตามองทุกคนอย่างละเหี่ยใจ ก่อนจะเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง
“อันที่จริงเจ้าเผือกนี่ข้ากับเมียรักบังเอิญไปเจอตอนเข้าป่ามาน่ะ เมียข้าบอกว่าของสิ่งนี้กินได้ เอามาใช้แทนเสบียงอาหารได้ ตอนนั้นที่บ้านข้าขัดสนทั้งเสื้อผ้าและอาหาร ข้าเลยลองเอามาปลูกตรงเนินเขาหลังเรือนดูสักหน่อย
คิดแค่ว่าถ้าปลูกรอดที่บ้านก็จะมีของกินเพิ่มขึ้น หากปลูกไม่รอดก็ไม่มีอะไรเสียหาย นึกไม่ถึงว่าเจ้าสิ่งนี้จะเลี้ยงง่ายขนาดนี้แถมไม่เลือกที่ปลูกด้วย พวกเราปลูกไว้ตรงแถวๆ หุบเขาครึ่งหมู่นี้ หว่านเมล็ดช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ และเก็บเกี่ยวตอนฤดูใบไม้ร่วง
คำนวณดูแล้วผลผลิตต่อหมู่น่าจะได้ถึง 15 สือ ลำพังแค่ปลูกเผือกนี่ก็ช่วยให้พวกเราอิ่มท้องไปได้ทั้งปีแล้ว ยิ่งรวมกับข้าวที่เก็บเกี่ยวได้ก็ยิ่งไม่มีอะไรต้องกังวลเลย แต่อย่างไรก็ตาม ถึงเผือกนี่จะดีแต่ก็ไม่ใช่พืชที่เป็นเสบียงหลักที่แท้จริง อย่าได้กินมันทุกวันเชียว
แต่อย่างไรที่บ้านข้าแต่ก่อนคือกินวันเว้นวัน บางทีก็ต้มเป็นน้ำแกงกินคู่กับผักป่า บางครั้งก็ต้มโจ๊กกินร่วมกับข้าวสาร และแน่นอนว่าสามารถโยนเข้าเตาถ่านเผาก็กินได้ และมันก็หอมเหลือเกิน เอาเป็นว่าห้ามกินดิบเด็ดขาด จะต้มจะทำอย่างไรก็ได้หมด”
คำพูดนี้ทำเอาชาวบ้านพากันใจเต้นระส่ำระส่าย แทบอยากจะหิ้วพันธุ์กลับบ้านไปลองปลูกดูเดี๋ยวนี้เลย ทว่ายังไม่ทันที่ทุกคนจะอ้าปาก ลู่ตงซานก็เอ่ยขัดขึ้นมาอีก
“แต่ถึงผลผลิตจะเยอะ หากต้องแบ่งปันออกไปจริงๆ ทุกคนก็คงได้ไปคนละไม่เท่าไหร่หรอกนะ อีกอย่างบ้านข้ายังต้องหวังพึ่งพาสิ่งนี้เพื่อประทังชีวิตอยู่เหมือนกัน”
สิ้นคำพูดนี้ ชาวบ้านที่กำลังตื่นเต้นจนหัวหมุนถึงได้มีสติกลับคืนมา ทันใดนั้นก็มีคนแสดงเจตนาว่าไม่คิดจะขอรับไปฟรีๆ เพียงแต่เรื่องการซื้อขายนั้นจะมีกฎเกณฑ์อย่างไร ลู่ตงซานครุ่นคิดแล้วกล่าว
“เอาอย่างนี้ เจ้าเผือกนี่มันค่อนข้างหนัก ข้าก็ไม่คิดจะเอาเปรียบหรอก ข้าคิดจินละ 5 อีแปะ หรือจะเอาข้าวมาแลกแทนก็ได้”
พูดตามตรงราคานี้ไม่ได้แพงเลยสักนิด ทว่าชาวบ้านหลายคนที่บากหน้ามาที่นี่ล้วนคิดจะมาเอาเปรียบพึ่งพาแต่แรก ไม่อยากจะเสียเงินเลยแม้แต่น้อย
“ตงซาน ฐานะของทุกคนในหมู่บ้านเป็นอย่างไรเจ้าก็รู้ดี ดูสิตอนนี้บ้านเจ้าได้อยู่บ้านหลังใหญ่โตปานนี้แล้ว เงินแค่นี้เจ้ายังจะเอาจากพวกเราอีกหรือ”
คนที่เอ่ยปากพูดคือสะใภ้บ้านจางหยวนฝูแซ่หวง หรือที่คนทั่วไปเรียกว่าหวงเหนียง ลู่ตงซานหันไปมอง พลางแค่นหัวเราะอย่างเย็นชา
“นี่มันเป็นของที่บ้านข้าเอาไว้กินแทนข้าวนะ ทำไม ฟังจากคำพูดของเจ้าแล้ว หมายความว่าเจ้าจะยอมยกเสบียงข้าวของบ้านตัวเองแจกจ่ายให้ทุกคนเปล่าๆ งั้นหรือ” หวงเหนียงสีหน้าเปลี่ยนไปแวบหนึ่ง ก่อนถลึงตาโวยวายด้วยความไม่พอใจ
“ข้าไม่ได้พูดแบบนั้นเสียหน่อย! อีกอย่างข้าแค่จะขอแบ่งพันธุ์ไปปลูกมันจะเป็นไรไป!”
หวงเหนียงไม่พูดถึงเรื่องอื่น ยืนกรานตื้ออ้างว่าที่ขอนั้นเป็นเพียงเมล็ดพันธุ์เท่านั้น ลู่ตงซานเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยือก
“ได้สิ ปกติพวกเจ้าทำนาก็ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวอย่างมากแค่ถุงเดียว กะดูแล้วก็น่าจะหนักไม่กี่จิน ข้าจะใจกว้างหน่อยแล้วกัน จะควักออกมาให้ 10 จินเปล่าๆ พวกเจ้าก็ไปแบ่งกันเองแล้วกัน ใครจะได้มากได้น้อยไม่เกี่ยวกับข้าแล้ว”
พูดจบลู่ตงซานก็ตะโกนเรียกให้ลูกคนรองไปตักแบ่งเผือกมา 10 จินทันที ชาวบ้านทุกคนเห็นเผือก 10 จินก็นัยน์ตาแทบหลุด ของแค่นี้จะเอาไปปลูกได้สักกี่ที่กัน แล้วยังได้ยินลู่ตงซานเอ่ยขึ้นอย่างไม่ใส่ใจอีก
“เผือก 10 จินนี้ข้าถือว่ายกให้ไปเปล่าๆ แต่หลังจากนี้หากใครต้องการเพิ่มอีกก็ต้องเอาข้าว 1 จินมาแลกกับเผือก 1 จิน ไม่มีข้อต่อรองใดๆ ทั้งสิ้น”
ชาวบ้านได้ฟังดังนั้นต่างพากันหน้าถอดสี บรรดาแม่บ้านที่ยืนอยู่ข้างๆ หวงเหนียงต่างพากันรุมดุด่านางทันที ก่อนจะหันมาเอ่ยประจบประแจงลู่ตงซาน
“ตงซาน เจ้าอย่าไปฟังที่นังหวงเหนียงมันพูดจาเลอะเทอะเลยนะ เอาตามที่เจ้าบอกไว้เมื่อครู่เถอะ เผือก 1 จินคิด 5 อีแปะ เดี๋ยวรอเข้าฤดูใบไม้ผลิพวกเราค่อยมาขอแลกซื้อนะ”
“ใช่ๆๆ พอถึงฤดูใบไม้ผลิพวกเราค่อยมาขอแลกซื้อ ถึงตอนนั้นรบกวนตงซานช่วยชี้แนะวิธีปลูกให้พวกเราด้วยนะจ๊ะ”
ชายฉกรรจ์อีกคนเอ่ยคำพูดอย่างนอบน้อมเกรงใจ หัวหน้าหมู่บ้านถลึงตาใส่หวงเหนียงแวบหนึ่งก่อนเอ่ยขึ้น
“ตงซานเอ่ย เจ้าอย่าได้ไปถือสาหาความกับพวกผู้หญิงเลย ทีแรกลุงยังแอบนึกในใจว่า 5 อีแปะมันน้อยไปด้วยซ้ำ พอโดนนังหวงเหนียงเข้ามาป่วนแบบนี้ กลายเป็นพวกเราเอาเปรียบเจ้าไปเสียแล้ว”
“ท่านลุง พูดแบบนั้นได้อย่างไรกัน! เรื่องพรรค์นี้มันขึ้นอยู่กับว่าคนเรามีสามัญสำนึกหรือไม่ คนที่ดีจริงพอข้าบอก 5 อีแปะเขาก็จะรู้สึกเกรงใจกลัวข้าจะขาดทุน ส่วนพวกคนสารเลวหน้าด้าน ต่อให้ข้าคิดราคาแค่จินละ 1 อีแปะ มันก็ยังจะหาว่าข้าไม่มีน้ำใจอยู่ดี”
ลู่ตงซานรู้ดีว่าหัวหน้าหมู่บ้านเป็นคนอย่างไร เขาย่อมไม่คิดจะหักหน้า เขาปรายตามองหวงเหนียงพลางแค่นหัวเราะพูดประชดกระทบกระเทียบ
“บอกไว้ก่อนเลยนะ หากใครมีปัญหากับราคานี้ข้าก็จะไม่ขายให้ จะได้ไม่ต้องมาบ่นกระปอดกระแปดน่ารำคาญ บ้านข้าไม่ชอบฟังคำพูดพรรค์นั้น ใครมีปัญหาก็บอกมาตรงๆ ของสิ่งนี้ข้าจะไม่ยอมแบ่งให้เด็ดขาด!”
“เจ้า!”
หวงเหนียงนึกไม่ถึงว่าลู่ตงซานที่เป็นผู้ชายอกสามศอกจะใจคอคับแคบขนาดนี้ ถึงขั้นเอาแต่จิกกัดคำพูดของนางไม่ยอมปล่อย ทำเอานางโมโหจนหน้าดำหน้าแดง
“หึ! ไม่ขายก็ไม่ขาย บ้านข้าก็ไม่ได้พิศวาสของแบบนั้นนักหรอก!” ลู่ตงซานโกรธจนหัวเราะออกมา ก่อนตะโกนเสียงดังลั่นลานบ้าน
“บอกไว้ล่วงหน้าเลยนะ ข้าสามารถขายของสิ่งนี้ให้พวกท่านได้ แต่หากพวกท่านคิดจะเอาไปแบ่งต่อให้คนอื่น ต้องได้รับความยินยอมจากข้าก่อนเท่านั้น!”
คำพูดนี้เท่ากับเป็นการกีดกันเส้นทางและตัดโอกาสของหวงเหนียงโดยสิ้นเชิง หวงเหนียงทำหน้าเขียวหน้าคล้ำเดินสะบัดก้นจากไปด้วยความเคียดแค้น
ชาวบ้านทุกคนยามนี้ได้ประจักษ์ในความเด็ดขาดเกลียดชังคนพาลของลู่ตงซานแล้ว ต่างพากันเอ่ยปากรับคำทันทีว่าจะไม่มีทางแบ่งปันของสิ่งนี้ให้บ้านของหวงเหนียงเด็ดขาด
หัวหน้าหมู่บ้านได้แต่ทอดถอนใจอยู่ข้างๆ เจตนารมณ์เดิมของเขาคืออยากให้ชาวบ้านได้อยู่ดีกินดี ไม่ได้อยากให้ทุกคนต้องมาแตกคอบาดหมางกันเอง แต่เรื่องนี้เป็นเพราะหวงเหนียงทำตัวไร้ยางอายเอง เขาจึงไม่มีอะไรจะพูดแก้ตัวให้
จึงถือโอกาสนี้เอ่ยดุด่าเตือนสติคนอื่นๆ ไปด้วย ว่าอย่าได้ริอ่านมีความคิดหน้าด้านไร้ยางอายแบบนั้นเด็ดขาด ทางด้านเรือนหลัง เฉินสวี่อันที่ได้ยินเรื่องราวนี้กลับมีสีหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึกคลื่นลมใดๆ
คนประเภทนี้ไม่ได้มีค่าพอให้นางต้องมานั่งโกรธเคือง ทว่าจ้าวเหลียนกลับทำท่าทางลับๆ ล่อๆ กระซิบกระซาบเล่า
“สวี่อัน เจ้าอาจจะไม่รู้นะ นังหวงเหนียงน่ะเป็นลูกพี่ลูกน้องของหวงเหมินเชียวนะ ก็คือตระกูลที่ถูกเจ้าขับไล่ออกจากหมู่บ้านไปคราวนั้นน่ะ จะพูดอย่างไรดีล่ะ ตระกูลสายนั้นมีหวงเหมินกับหวงเหนียงเป็นพี่น้องกัน
ทั้งสามคนไม่ใช่คนดีอะไรเลย เพียงแต่พี่ชายสองคนของหวงเหนียงไม่ได้ร้ายกาจถึงขั้นหวงเหมินเท่านั้นเอง ทว่าเรื่องขี้เกียจสันหลังยาวน่ะเหมือนกันเป๊ะ แต่ก่อนตอนที่หวงเหมินยังอยู่
ทั้งสามคนมักจะจับกลุ่มรวมหัวกันรังแกคนที่อ่อนแอกว่า คอยรีดไถเงินทองชาวบ้านอยู่เป็นประจำ ต่อให้เรื่องราวบานปลายไปถึงหูหัวหน้าหมู่บ้าน อย่างมากก็แค่โดนดุด่าให้คืนเงินกี่อีแปะก็จบ ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย หันหลังกลับมาก็ทำตัวเหมือนเดิม!
ตอนนี้หวงเหมินที่เป็นหัวโจกไม่อยู่แล้ว สองพี่น้องนั่นเลยไม่กล้าทำเรื่องระรานอีก ทว่าเพราะแบบนี้ชีวิตความเป็นอยู่ของบ้านนางเลยยิ่งขัดสนยากจนลงไปอีก นังหวงเหนียงคงจะเคียดแค้นบ้านเจ้าเพราะเรื่องนี้ ถึงได้ตั้งใจมาพูดจาหาเรื่องให้พวกเจ้าไม่สบายใจอย่างไรล่ะ!” เฉินสวี่อันฟังแล้วได้แต่ส่ายหน้าเบาๆ
“หัวหน้าหมู่บ้านน่ะเป็นคนดีนะ แต่ติดตรงที่ชอบประนีประนอมยอมความเกินไปในเรื่องที่ผิดถูกชัดเจนยังคิดจะวางตัวเป็นกลางตัดแบ่งน้ำให้เท่ากันมันจะเป็นไปได้อย่างไร! คนดีศรีสังคมน่ะไม่ได้ทำตัวกันแบบนี้หรอกนะ!”
สำหรับหัวหน้าหมู่บ้านนั้น ความรู้สึกของเฉินสวี่อันค่อนข้างธรรมดา เพียงแต่แต่ก่อนตอนที่บ้านตระกูลลู่ยังลำบากยากแค้น เขาเคยยื่นมือเข้าช่วยเหลืออยู่ไม่น้อย ประกอบกับอีกฝ่ายมีตำแหน่งเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน
นางจึงยอมให้ลู่ตงซานคอยแวะเวียนไปมาหาสู่บ่อยๆ เพราะวันข้างหน้ายังมีเรื่องที่ต้องรบกวนให้หัวหน้าหมู่บ้านช่วยจัดการอีกมาก จึงไม่อาจผิดใจกับอีกฝ่ายได้
จ้าวเหลียนเองก็เห็นด้วยกับคำพูดนี้ หากหัวหน้าหมู่บ้านมีความเด็ดขาดและลงโทษหวงเหมินอย่างรุนแรงตั้งแต่แรก นางไม่เชื่อหรอกว่าตอนหลังหวงเหมินจะอาจหาญถึงขั้นวางเพลิงเผาบ้านคนอื่น
พูดไปพูดมาเรื่องที่ครอบครัวของหวงเหมินกลายเป็นเช่นนั้น หัวหน้าหมู่บ้านเองก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วย เพียงแต่ชาวบ้านทั่วไปไม่ได้คิดลึกซึ้งไปถึงขั้นนั้นเท่านั้นเอง