LNCrawler

บทที่ 66 ป้าเติ้งล้มเจ็บหนักเพราะหลี่ซื่อ

ยอดภรรยารักแห่งบ้านตระกูลลู่ — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 66 ป้าเติ้งล้มเจ็บหนักเพราะหลี่ซื่อ

บทที่ 66 ป้าเติ้งล้มเจ็บหนักเพราะหลี่ซื่อ

 

“ระหว่างพี่น้องไม่ต้องเกรงใจกันหรอก ท่านป้าก็เหมือนแม่ของข้านั่นแหละ นางบาดเจ็บข้าจะช่วยออกค่ารักษาพยาบาลให้จะเป็นไรไป อีกอย่างมันไม่ได้มากมายอะไร เจ้าไม่ต้องพูดถึงมันอีกเลย เก็บเงินเอาไว้ซื้อของดีๆ มาบำรุงร่างกายท่านป้าเถอะนั่นถึงจะเป็นเรื่องที่ถูกต้อง”

ลู่ตงซานตบไหล่ฝูกวงพลางยิ้มบางๆ ​ฝูกวงยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกละอายใจ ลู่ตงซานดีต่อเขาจนไม่มีที่ติจริงๆ แต่ภรรยาบ้านเขากลับทำตัวไม่รู้ความขนาดนั้น 

“ตงซาน ข้าขอโทษ...”

​“พอเถอะ!” ลู่ตงซานเอ่ยขัดพลางกำชับ

“ดูแลท่านป้าให้ดี พรุ่งนี้ไม่ต้องไปช่วยงานที่บ้านข้าก่อน ขาดเหลืออะไรก็ไปบอกที่บ้านได้ หากข้าไม่อยู่ เมียข้าก็อยู่ ไม่ต้องเกรงใจนาง ข้าไปล่ะ!”

​พูดจบลู่ตงซานก็ขับรถลาหายลับไปกับความมืดมิดยามค่ำคืน กวงฝูยืนนิ่งเงียบอยู่เนิ่นนาน จนกระทั่งได้ยินเสียงเคาะประตูแว่วมาจากบนเนินเขา เขาถึงได้หันหลังเดินกลับเข้าบ้านไป

​หลี่ซื่อรอฝูกวงอยู่ในห้องมาโดยตลอด เมื่อครู่นี้นางตั้งใจจะออกไปช่วยงานแล้ว แต่พอได้ยินเสียงลู่ตงซานนางก็ชะงักไป ในใจคิดว่าหากลู่ตงซานรู้เรื่องที่นางพูดจาเหลวไหลคงจะไม่เกรงใจนางแน่ 

นางกล้าทะเลาะตบตีกับฝูกวง แต่กลับไม่กล้าทำตัวสามหาวต่อหน้าลู่ตงซาน เพราะหากทำให้ชายคนนั้นโมโหขึ้นมา เขาคงไม่มีทางออมมือให้นางแน่ ​เพราะความลังเลนี้ทำให้นางพลาดโอกาสที่จะแสดงตัว 

คราวนี้น่าจะออกไปก็คงดูไม่ดีแล้ว ทว่านางรอแล้วรอเล่าก็ยังไม่เห็นฝูกวงเข้าห้องมาสักที ในใจนางจึงทั้งหงุดหงิดทั้งน้อยใจ พลิกตัวไปมาจนกระทั่งเกือบฟ้าสางถึงได้หลับไป

​วันรุ่งขึ้นหลี่ซื่อนอนตื่นสายจนตะวันโด่งถึงได้ลุกขึ้นมา พอเปิดประตูออกมาก็พบว่าในบ้านมีเพียงลูกชายทั้งสองคน ส่วนฝูกวงหายตัวไปตั้งนานแล้ว 

“พ่อพวกเจ้าล่ะ”

​หลี่ซื่อมองไปรอบๆ ลานบ้านไม่เห็นอะไรเลย ฝูชิ่งวัย 12 ปีเริ่มรู้ความแล้ว เขาได้ยินเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้จากปากของย่าและพ่อตั้งแต่เช้าตรู่ สายตาที่มองผู้เป็นแม่จึงเต็มไปด้วยความซับซ้อน ​หลี่ซื่อถูกมองจนรู้สึกอึดอัด น้ำเสียงจึงแข็งขึ้นหลายส่วน 

“แม่ถามพวกเจ้าอยู่นะ” ฝูชิ่งทำหน้าบึ้งตึงแล้วกล่าว 

“ท่านพ่อไปช่วยงานที่บ้านอาตงซานแล้วขอรับ ท่านย่ากำลังนอนพักอยู่ ท่านพ่อสั่งให้พวกเราดูแลท่านย่าให้ดี” ​หลี่ซื่อได้ฟังใบหน้าก็ซีดลงไปหลายส่วน นางเอ่ยถามอย่างแอบรู้สึกผิด

“ย่าพวกเจ้าเป็นอะไรไปหรือ”

​“เอวท่านย่าบาดเจ็บ ท่านหมอบอกว่าต้องนอนพักบนเตียงครึ่งปี ห้ามทำงานหนัก และต้องบำรุงร่างกายให้ดี ต้องกินเนื้อกินไข่ทุกวัน” 

จะฝูชิ่งยังไม่ทันเอ่ยปาก ฝูเฮ่อวัย 10 ขวบก็รัวคำพูดออกมาจนหมดเปลือก สายตาที่มองผู้เป็นแม่แฝงไปด้วยความโกรธเคือง ท่านย่ารักเขาที่สุด ทำไมท่านแม่ถึงต้องผลักท่านย่าจนล้ม ทำให้ท่านย่าลุกลงจากเตียงไม่ได้ปานนี้

​หลี่ซื่อหน้าซีดเผือดราวกับหิมะ ใบหน้าฉายแววตื่นตระหนกหวาดกลัว ริมฝีปากสั่นระริกอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็เงียบไป ​ในใจฝูเฮ่อนึกโกรธเคืองจึงไม่ยอมหันไปมองนาง 

เขาเดินไปนั่งใต้ชายคาเงียบๆ แล้วลงมือสานตะกร้าที่ป้าเติ้งยังทำค้างไว้ให้เสร็จ ฝูชิ่งหยิบตะกร้าสะพายหลังขึ้นมาพลางกำชับน้องชาย 

“เจ้าอยู่บ้านคอยดูแลท่านย่านะ ท่านย่ามีอะไรก็เข้าไปช่วยหยิบจับ ข้าจะออกไปเก็บฟืน ตกเย็นค่อยไปหาบน้ำ”

​“อื้ม พี่ใหญ่วางใจได้ ท่านออกไปเถอะ ข้าอยู่ทั้งคนมีเรื่องอะไรข้าจะตะโกนเรียกเสียงดังๆ เดี๋ยวท่านพ่อก็กลับมาแล้ว” ฝูเฮ่อตบอกตัวเองรับประกัน

ฝูชิ่งถึงได้เดินจากไปอย่างวางใจ สองพี่น้องไม่คิดจะเอ่ยปากพูดจาไร้สาระกับหลี่ซื่อเลยตั้งแต่ต้นจนจบ ​หลี่ซื่ออยากจะดุสั่งสอนลูก แต่เด็กทั้งสองคนก็ไม่ได้ทำสิ่งใดผิด 

อีกทั้งป้าเติ้งยังนอนซมอยู่ในห้องไม่รู้ว่าตื่นหรือยัง หากนางพูดจาไม่เข้าหูจนไปสะกิดให้ป้าเติ้งโมโหเข้า ฝูกวงคงไม่มีทางปล่อยนางไว้แน่ ​ยิ่งคิดหลี่ซื่อก็ยิ่งทนอยู่บ้านไม่ได้ 

นางกัดริมฝีปากลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็รีบวิ่งกลับเข้าห้อง ไม่นานนักนางก็หิ้วห่อผ้าห่อหนึ่งเดินออกจากประตูบ้านไป ฝูเฮ่อจ้องมองแผ่นหลังของแม่ที่ลับสายตาไป ท่าทางโกรธเคืองของเขาแปรเปลี่ยนเป็นความเกลียดชังขึ้นมาหลายส่วน

ฝูกวงที่กำลังทำงานอยู่บนเนินเขาไม่ได้รู้เรื่องเลยว่าหลี่ซื่อยังคงไม่สำนึกผิด แถมยังหิ้วห่อผ้าหนีออกจากบ้านไปแล้ว แต่ถึงต่อให้เขาจะรู้เขาก็คงไม่พูดอะไร อย่างมากที่สุดก็แค่ผิดหวังในตัวหลี่ซื่ออย่างสิ้นเชิงเท่านั้น

​ทางฝั่งเฉินสวี่อันยังคงช่วยกันทำงานอยู่กับพวกของจ้าวเหลียนทั้งสามคน วันนี้นางไม่ได้ตั้งใจจะกินเผือกต่อ ในเมื่อรับปากว่าจะเก็บไว้ขายให้ทุกคนเอาไปทำพันธุ์ การกินน้อยลงไปมื้อหนึ่งย่อมเหลือเพิ่มขึ้นอีกหน่อย 

เฉินสวี่อันคิดพิจารณาแล้วจึงเดินไปที่ห้องใต้ดินเพื่อนำแป้งเกาลัดออกมา แป้งเกาลัดที่ว่านี้ก็คือลูกเกาลัดที่นำมาบดเป็นผงหยาบๆ สามารถนำมาผสมกับแป้งธัญพืชหยาบเพื่อทำหมั่นโถวหรือแผ่นแป้งทอด ซึ่งให้อิ่มท้องได้ดีมาก 

อีกทั้งยังมีรสชาติหวานละมุน อร่อยกว่าหมั่นโถวแป้งธัญพืชหยาบธรรมดาๆ เป็นไหนๆ นอกเหนือจากหมั่นโถวแล้ว นางยังจะทำเนื้องูผัดซอสอีกด้วย ช่วงนี้งูกำลังอวบอ้วนเนื้อพูน ในป่ามีอยู่ถมเถไป 

ขอเพียงเข้าป่าไปล่วงหน้าสักวันก็สามารถจับมาได้สี่ห้าตัว ลู่ตงซานจึงเดินหาตามเส้นทางที่มุ่งหน้าไปชายทะเล ถือโอกาสกำจัดสิ่งกีดขวางตามทางไปด้วย งูไม่กี่ตัวสามารถทำเนื้อได้กะละมังใหญ่ ไม่ต้องเสียเงินทองสักอีแปะ แถมยังทำให้ทุกคนกินกันได้อย่างสำราญใจ 

นอกเหนือจากนี้ก็ผัดผักสดอีกสองกะละมัง พร้อมน้ำแกงเนื้อหอยหม้อใหญ่ เท่านี้ก็เหลือเฟือแล้ว ในระหว่างที่ทำกับข้าว จ้าวเหลียนสังเกตเห็นเฉินสวี่อันดูเหนื่อยล้าเอาแต่หาวหวอดๆ นางจึงเอ่ยเย้า

“สวี่อัน ท่าทางแบบนี้... หรือว่าเจ้ากำลังท้องอยู่หรือ” ​เฉินสวี่อันชะงักไปครู่หนึ่ง พอรู้ความหมายนางก็หัวเราะไม่ได้ร่ำไห้ไม่ออก 

“จะท้องได้อย่างไรกันล่ะ! ข้ามีลูกตั้งห้าคนแล้ว คนโตก็อายุสิบขวบแล้ว ข้าไม่ได้คิดอยากจะมีเพิ่มอีกหรอก”

​ทุกวันนี้ยามที่นางอยู่ร่วมห้องกับลู่ตงซาน นางจะคอยคุมกำเนิดอยู่เสมอ ทุกครั้งหลังจากร่วมหอกันเสร็จนางจะดื่มน้ำยาคุมกำเนิดหนึ่งชาม ซึ่งเป็นสูตรที่นางปรุงขึ้นมาเอง สามารถคุมกำเนิดได้และรับประกันว่าไม่ทำร้ายร่างกาย

ลู่ตงซานไม่มีความรู้เรื่องพวกนี้ พอนางบอกว่าเป็นยาบำรุงปรับสมดุลร่างกายเขาก็ไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียง ในใจของลู่ตงซาน เฉินสวี่อันเป็นคนที่รอดตายมาได้อย่างยากลำบาก การดื่มยาบำรุงบ้างจึงเป็นเรื่องปกติธรรมดา จ้าวเหลียนทำหน้าไม่เห็นด้วย 

“ห้าคนแล้วอย่างไรล่ะ ในหมู่บ้านคนที่มีลูกเจ็ดแปดคนมีตั้งเยอะแยะ บางบ้านคลอดตั้งสิบกว่าคนยังไม่บ่นว่ามากเลย บ้านเจ้าฐานะดีขนาดนี้ ไม่เห็นต้องกังวลว่าจะเลี้ยงดูไม่ไหวเลยสักนิด”

​ยามนี้หากคนในหมู่บ้านพูดถึงตระกูลลู่มีใครบ้างที่ไม่นึกอิจฉ ลูกชายสองคนได้ไปฝึกงานเรียนวิชา วันหน้าไม่ต้องมานั่งกังวล ไม่แน่อาจจะช่วยดึงตัวน้องๆ ไปได้อีก ที่บ้านก็มีห้องหับตั้งมากมาย ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีที่อยู่ ต่อให้คลอดเพิ่มอีกห้าหกคนก็ไม่ใช่ปัญหาเลยสักนิด

​เฉินสวี่อันเพียงแต่ยิ้มรับโดยไม่คิดโต้เถียง ไม่ใช่ว่านางไม่อยากคลอดลูก เพียงแต่ชาติก่อนนางเป็นหนี้ค้างคาต่อเด็กทั้งห้าคนนี้มาก ชาตินี้นางจึงอยากจะดูแลพวกเขาให้ดีที่สุด ประกอบกับก่อนหน้านี้ฐานะทางบ้านไม่สู้ดี นางไม่อยากให้การตั้งครรภ์มาขัดขวางการหาเงิน 

ส่วนเรื่องวันข้างหน้าจะคลอดอีกหรือไม่ค่อยว่ากันใหม่ จวี๋ซุ่ยที่อยู่ข้างๆ ถึงกับพูดไม่ออก นางรีบดึงหัวข้อบทสนทนาที่ออกทะเลให้กลับเข้าฝั่ง พลางมองเฉินสวี่อันด้วยความห่วงใย 

“ข้าดูว่าเจ้าดูเหน็ดเหนื่อยเหลือเกิน หรือจะกลับห้องไปนอนพักสักหน่อย ทางนี้พวกเราไม่กี่คนช่วยกันทำก็ทัน” ​เฉินสวี่อันส่ายหน้าพลางเอ่ย

“ไม่เป็นไรหรอก แค่เมื่อคืนข้านอนไม่เต็มอิ่ม เมื่อคืนตอนฟ้ามืดแล้วฝูกวงวิ่งมาบอกว่าแม่ของเขาได้รับบาดเจ็บต้องรีบไปหาหมอที่ตำบล ตงซานเลยต้องรีบขับรถลาพาพวกเขาไป

กว่าจะกลับมาก็ดึกดื่นค่อนคืน ข้ายังต้องช่วยเตรียมน้ำร้อนทำของให้เขากิน วุ่นวายจนถึงกลางดึกถึงได้ล้มตัวลงนอน คืนนี้ข้าค่อยเข้านอนหัวค่ำหน่อยก็ใช้ได้แล้ว” ​ทุกคนได้ฟังอย่างนั้น ต่างก็เผยสีหน้าเป็นกังวล

​“ท่านป้าฝูอยู่ดีๆ ทำไมถึงบาดเจ็บได้ล่ะ” จ้าวเสี่ยวซีเอ่ยถามอย่างสงสัย

​เฉินสวี่อันขมวดคิ้ว พอนึกถึงเรื่องความเคลื่อนไหวที่ได้ยินเมื่อเย็นวาน นางก็ยิ่งรู้สึกไม่ชอบใจหลี่ซื่อมากขึ้น ทว่านางไม่ใช่คนประเภทที่ชอบนินทาเรื่องของคนอื่นลับหลัง 

ประกอบกับลู่ตงซานกลับมาก็ไม่ได้เล่าอะไรมาก นางจึงส่ายหน้าตอบว่าไม่รู้ ​ทว่าจ่าวเหลียนกลับทำท่าทางกระซิบกระซาบเล่าเสียงเบา 

“แต่ข้าพอจะรู้มาบ้างนะ เมื่อวานบ้านฝูเสียงดังเอะอะโวยวายจนชาวบ้านละแวกนั้นตกใจกันหมด เห็นบอกว่าหลี่ซื่อทะเลาะตบตีกับฝูกวง แล้วพลั้งมือไปโดนแม่สามีตัวเองเข้า”

​“อาเหลียน ข่าวสารของเจ้าทำไมถึงได้รวดเร็วปานนี้?” 

เฉินสวี่อันเบิกตากว้างมองนางด้วยความตกตะลึง เมื่อวานจ้าวเหลียนอยู่ช่วยงานจนดึกดื่นถึงได้กลับบ้าน เช้านี้ก็รีบมาแต่เช้าตรู่ นางยังมีเวลาไปแอบฟังข่าวพวกนี้มาจากไหนกัน จ้าวเหลียนจึงค้อนใส่เฉินสวี่อันแวบหนึ่ง