LNCrawler

บทที่ 67 การตัดสินใจของฝูกวง

ยอดภรรยารักแห่งบ้านตระกูลลู่ — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 67 การตัดสินใจของฝูกวง

บทที่ 67 การตัดสินใจของฝูกวง

 

“นั่นมันใช่จุดสำคัญที่ไหนกันเล่า! จุดสำคัญคือหลี่ซื่อถึงขั้นผลักแม่สามีตัวเองล้มลงเชียวนะ แม่สามีของนางยังเป็นป้าแท้ๆ ของนางด้วยซ้ำ! นี่ไม่ใช่แค่เรื่องอกตัญญูธรรมดาๆ หรอกนะ 

หากทางบ้านฝูจะเอาเรื่องขึ้นมา พวกเขาก็สามารถเขียนหนังสือหย่าขาดส่งหลี่ซื่อกลับบ้านไปได้ตรงๆ เลย ทางบ้านเดิมของนางไม่มีสิทธิ์โผล่หน้ามาเอาเรื่องแทนด้วยซ้ำ” จ้าวเสี่ยวซีเอามือปิดปากด้วยความตกใจ 

“รุนแรงขนาดนี้เชียวหรือ”

​“ไม่อย่างนั้นจะอย่างไรล่ะ! นั่นมันถึงขั้นลงไม้ลงมือกับแม่สามีตัวเองเชียวนะ! ในหมู่บ้านมีคนเฒ่าคนแก่ตั้งเยอะแยะ มีหรือที่พวกเขาจะยอมปล่อยผ่านไปเฉยๆ 

เรื่องนี้หากไม่ลงโทษหลี่ซื่ออย่างหนัก วันหน้าหากคนอื่นพากันทำตามอย่าง แล้วพวกคนแก่คยนเฒ่าจะอยู่กันได้อย่างไร คนเราพอแก่ตัวลง สิ่งที่กลัวที่สุดก็คือไม่มีที่พึ่งพิงและมีลูกหลานอกตัญญู 

การกระทำของหลี่ซื่อถือเป็นการล่วงเกินจุดตายของคนพวกนั้น ต่อให้บ้านฝูคิดอยากจะเปลี่ยนเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็กเปลี่ยนเรื่องเล็กให้หายไป ชาวบ้านคนอื่นก็คงไม่ยอมแน่!” จ้าวเหลียนเอ่ยพลางปรายตาไปมองจ้าวเสี่ยวซีเพื่อเตือนสติ 

“วันหน้าเจ้าก็อยู่ห่างๆ เมียพี่ชายสามีของเจ้าไว้หน่อยเถอะ ข้ามองว่านางมีแนวโน้มสูงมากที่จะกลายเป็นหลี่ซื่อคนต่อไป”

​พี่สะใภ้ร่วมตระกูลของจ้าวเสี่ยวซีนั้นเป็นหญิงปากจัดที่ขึ้นชื่อลือชาในหมู่บ้าน ฝีปากกล้าพอๆ กับโจวซื่อภรรยาของหวงเหมินเลยทีเดียว นางเองก็มักจะแสดงกิริยาก้าวร้าวอกตัญญูต่อพ่อแม่สามีอยู่เป็นประจำ 

เพียงแต่ยังไม่ถึงขั้นลงไม้ลงมือเท่านั้น ทว่านั่นเป็นเพราะพ่อแม่สามีของจ้าวเสี่ยวซียังคงเคลื่อนไหวร่างกายได้และไม่ต้องพึ่งพาให้พวกเขาเลี้ยงดู หากวันข้างหน้าคนแก่ทำงานไม่ไหวขึ้นมา ผู้หญิงคนนั้นคงไม่มีทางออมมือให้แน่

จ้าวเสี่ยวซีพยักหน้าหงึกๆ นางถูกคำพูดของจ้าวเหลียนทำให้ตกใจกลัวเข้าจริงๆ แล้ว เมื่อเกิดเรื่องราวเช่นนี้ขึ้น ทุกคนจึงไม่มีกะจิตกะใจจะพูดจาสัพเพเหระกันอีก

​ตกเย็นหลังจากบรรดาคนงานบ้านตระกูลลู่พากันแยกย้ายกลับไปหมดแล้ว เฉินสวี่อันก็จัดแจงหยิบตะกร้ามาใส่เนื้องูสดที่ทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว พร้อมกับไข่ไก่และผักสดจำนวนหนึ่งมุ่งหน้าไปยังบ้านตระกูลฝู

เดิมทีนางนึกว่าจะได้เจอกับหลี่ซื่อ แต่พอไปถึงนางถึงได้รู้ว่าอีกฝ่ายหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ​เฉินสวี่อันถึงกับอึ้งไป 

“ที่ว่าไม่รู้หายไปไหนหมายความว่าอย่างไร”

ฝูเฮ่อในช่วงสองปีนี้ได้พบเจอกับเฉินสวี่อันอยู่หลายครั้ง เขารู้ดีว่าอาสะใภ้บ้านลู่เปลี่ยนเป็นคนละคนแล้วจึงมีความสนิทสนมกับนางขึ้นมาก เขาจึงเอ่ยด้วยความโกรธเคือง

“เมื่อเช้าตื่นมานางยังไม่ได้ทำอะไรเลยก็เก็บห่อผ้าหนีไปแล้วขอรับ ข้าว่านางคงกลัวท่านพ่อกลับมาคิดบัญชีด้วยถึงได้ชิ่งหนีไป” ​เฉินสวี่อันยิ่งพูดไม่ออกกับหลี่ซื่อ นางลูบหัวฝูเฮ่อพลางยื่นตะกร้าให้เขา 

“เอาไว้บำรุงร่างกายท่านย่าของเจ้านะ เนื้องูเก็บไว้ได้ไม่นาน เย็นนี้ก็ตุ๋นกินเสียเลย พวกเจ้าจะได้กินด้วยกัน ข้าจะเข้าห้องไปดูท่านย่าของเจ้าหน่อย”

ฝูเฮ่อรับตะกร้ามาอย่างว่าง่ายแล้วเดินเข้าครัวไป พอรู้ว่ามีเนื้อกินอารมณ์ของเขาก็ดีขึ้นมาก ​ป้าเติ้งที่อยู่ในห้องได้ยินเสียงข้างนอก พอเห็นเฉินสวี่อันเดินเข้ามาก็พยายามจะพยุงตัวลุกขึ้น เฉินสวี่อันจึงรีบห้ามไว้ 

“ท่านป้าไม่ต้องเกรงใจข้าหรอกเจ้าค่ะ ข้าแค่ได้ยินตงซานบอกว่าท่านบาดเจ็บเลยแวะมาดู แล้วท่านหมอว่าอย่างไรบ้างเจ้าคะ” ​ป้าเติ้งได้แต่ยิ้มขมขื่น 

“จะว่าอย่างไรได้ล่ะ แก่ตัวลงแล้วร่างกายมันเลยไม่รักดีแล้วน่ะ” ​เฉินสวี่อันเห็นใบหน้าของป้าเติ้งมีความอมทุกข์ที่สลัดไม่หลุดจึงได้เอ่ยปลอบ

“ท่านป้า ทำใจให้สบายเถอะเจ้าค่ะ รักษาตัวให้หายดีนั่นแหละสำคัญที่สุด ท่านไม่รู้หรอกว่าฝูชิ่งกับฝูเฮ่อเป็นห่วงท่านมากขนาดไหน เมื่อครู่ตอนข้าเข้าประตูมายังเห็นฝูชิ่งกำลังต้มยาให้ท่านอยู่เลยเจ้าค่ะ”

​“พวกเขาเป็นเด็กดีกตัญญู” 

พอพูดถึงหลานชายทั้งสอง ใบหน้าของป้าเติ้งก็พอจะมีรอยยิ้มขึ้นมาบ้าง อย่างไรเสียนางก็เลี้ยงดูพวกเขาสองคนมากับมือ ความผูกพันจึงย่อมลึกซึ้ง ​เฉินสวี่อันจึงยิ้มตาม 

“นั่นสิเจ้าคะ พวกเขาล้วนเป็นเด็กดี ท่านป้าต้องบำรุงร่างกายให้แข็งแรง วันหน้ายังต้องอยู่ดูหลานๆ แต่งงานมีเหลนให้ท่านอุ้มอีกนะเจ้าคะ!”

​ป้าเติ้งถูกคำพูดปลอบโยนของเฉินสวี่อันทำให้หัวเราะหึๆ ออกมาได้ ​ทั้งสองคนพูดคุยกันอยู่พักใหญ่ เฉินสวี่อันเห็นป้าเติ้งเริ่มมีท่าทางเหนื่อยล้าจึงขอตัวลากลับ

​พอเดินพ้นประตูออกมา นางก็ต้องตกใจเมื่อเห็นฝูกวงยืนมองนางด้วยสายตาซาบซึ้งใจอยู่ในลานบ้าน ฝูกวงเกาหัวอย่างเก้อเขิน 

“น้องสะใภ้ ขอบคุณมากนะที่มาอยู่คุยเป็นเพื่อนท่านแม่ข้า ข้าฟังจากลูกๆ บอกว่าวันนี้ท่านแม่อารมณ์ไม่ดีทั้งวัน ตอนนี้ถึงได้ยินเสียงของนางหัวเราะบ้าง” ​เฉินสวีอันโบกมืออย่างไม่ใจใส่ 

“เรื่องเล็กน้อยหน่า ดูแลท่านป้าให้ดีเถอะ ขาดเหลืออะไรก็บอกนะ แล้วเนื้องูนั่นก็เอาไปตุ๋นกินเสียเลย พรุ่งนี้ข้าจะให้ตงซานเข้าป่าไปดูหน่อยว่าพอจะล่าไก่ป่าหรือกระต่ายป่ามาได้บ้างไหม”

​ช่วงนี้กระต่ายป่ากำลังอวบพี ตัวหนักๆ มีถึงเจ็ดแปดจิน เพียงตัวเดียวก็พอกินกันได้ทั้งบ้านแล้ว เฉินสวี่อันเอ่ยกำชับกับเด็กทั้งสองอีกสองสามคำจึงเดินกลับไป ​ตอนที่ฝูกวงเข้ามาป้อนยาให้ป้าเติ้ง ป้าเติ้งอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ 

“แต่ก่อนข้าเคยคิดว่าสะใภ้เฉินมีแต่เรื่องไม่ได้ดั่งใจ พอเอาเมียเจ้าไปเปรียบกับนางแล้ว เมียเจ้าแทบไม่มีที่ติ ถึงจะไม่ค่อยชอบทำงานแต่ก็ยังพอช่วยหยิบจับ นับว่ายังเชื่อฟัง นึกไม่ถึงเลยว่าตอนนี้จะกลายมาเป็นแบบนี้ เป็นเพราะข้าตามใจนางมากเกินไปแท้ๆ!”

​“ท่านแม่ พวกเราเลิกพูดถึงหลี่ซื่อเถอะขอรับ รอให้ท่านร่างกายแข็งแรงดีขึ้นเมื่อไหร่ ข้าจะไปบ้านท่านลุงสักรอบ เมียพรรค์นั้นอย่างหลี่ซื่อข้าไม่ขอเลี้ยงดูอีกต่อไปแล้ว” ฝูกวงเอ่ยด้วยความโกรธเคืองจนเคี้ยวฟัน ​ป้าเติ้งถึงกับตกใจจนตาโต 

“เกิดอะไรขึ้น เจ้าคิดจะหย่าเมียเชียวหรือ” ฝูกวงเงียบกริบ ทว่าดูจากสีหน้าแล้วเขามีความตั้งใจเช่นนั้นจริงๆ ป้าเติ้งจึงรีบเกลี้ยกล่อม 

“ลูกเอ๋ย เรื่องราวมันยังไม่ได้ร้ายแรงถึงขั้นนั้น หลี่ซื่ออย่างไรก็เป็นลูกพี่ลูกน้องของเจ้า หากหย่านางไปจริงๆ บ้านเราคงได้ผิดใจกับทางฝั่งตาของเจ้าแน่ อีกอย่างฝูชิ่งกับฝูเฮ่อก็ยังเล็ก หากไม่มีญาติพี่น้องคอยเกื้อกูลกันแล้วจะอยู่ได้อย่างไร” ฝูกวงแค่นหัวเราะ 

“ท่านแม่ แต่ก่อนบ้านเราก็ไม่เคยไปรบกวนพวกท่านลุงเท่าไหร่ มีแต่ข้าที่ไปช่วยงานพวกท่านลุงตั้งเท่าไหร่ อีกอย่างท่านคิดจริงๆ หรือว่านี่เป็นเรื่องเล็กๆ 

ตอนนี้เรื่องมันลือกันไปทั้งหมู่บ้านแล้วว่าหลี่ซื่อทำร้ายล่วงเกินผู้ใหญ่จนท่านบาดเจ็บ วันนี้นางหิ้วห่อผ้าออกจากหมู่บ้านตั้งแต่เช้าตรู่ก็ปิดชาวบ้านไม่มิด ทุกคนต่างมีข้อครหากับนางไม่น้อย 

ข้าคาดว่าอีกสองสามวันเมียหัวหน้าหมู่บ้านคงจะแวะมาเยี่ยมท่าน หากปล่อยให้หลี่ซื่ออยู่ในหมู่บ้านต่อไป บ้านเรานี่แหละจะไม่มีหน้าไปพบผู้คน และตัวนางเองก็คงไม่มีที่ยืนในหมู่บ้านนี้อีกแล้ว”

​เดิมทีฝูกวงไม่ได้อยากจะพูดเรื่องนี้ออกมา แต่เขาเองก็ไม่อยากให้ป้าเติ้งต้องยอมทนกล้ำกลืนฝืนทนเพื่อเขา แยกทางกันไปเสียแบบนี้ทุกคนจะได้อยู่กันอย่างสงบ

​ป้าเติ้งมองฝูกวงตาค้าง น้ำตาไหลพรากลงมาโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย นางซบลงบนอกของฝูกวงพลางร้องไห้โฮด้วยความนึกเสียใจ 

“ลูกเอ๋ย เป็นเพราะแม่ที่ทำลายเจ้าแท้ๆ รู้อย่างนี้ข้าคงไม่ให้เจ้าแต่งงานกับลูกพี่ลูกน้องของเจ้าแล้ว ด้วยหวังจะให้ญาติสนิทชิดเชื้อกันยิ่งขึ้นแต่กลับไม่สำเร็จ ตอนนี้ต้องมากลายเป็นศัตรูคู่อาฆาต 

วันหน้าหากไม่มีเมียคอยดูแลปรนนิบัติเจ้าจะอยู่ได้อย่างไร แล้วยังฝูชิ่งกับฝูเฮ่ออีก พวกเขายังเล็กนัก แม่ก็ดันมาทิ้งไปตั้งแต่ยังเด็กช่างน่าเวทนาเหลือเกิน!”

​ต่อให้เป็นป้าเติ้งที่เคยผ่านโลกผ่านอุปสรรคมามากมาย ยามนี้ก็ยังขวัญเสียจนทำอะไรไม่ถูก กลับเป็นฝูกวงที่เป็นฝ่ายเอ่ยปลอบนาง

“เรื่องพวกนี้ข้าคิดทบทวนดูดีแล้วขอรับ แต่ก่อนในบ้านก็มีแต่ท่านแม่ที่คอยจัดการดูแล หลานชายสองคนท่านแม่ก็เป็นคนเลี้ยงดูฟูมฟักเสียส่วนใหญ่ หลี่ซื่อเทียบความใส่ใจของท่านแม่ไม่ได้เลยสักนิด 

วันหน้าข้าจะตั้งหน้าตั้งตาทำงานหาเงิน ขอเพียงท่านแม่รักษาตัวให้หายดี อยู่ช่วยข้าดูแลบ้านต่ออีกสักสองปี รอจนพวกลูกๆ เป็นฝั่งเป็นฝา ข้าก็ไม่มีอะไรต้องเป็นกังวลอีกแล้ว” คำพูดของฝูกวงยิ่งทำให้ป้าเติ้งสะท้อนใจนัก 

“ลูกเอ๋ย เจ้ายังอายุไม่ถึงห้าสิบปีเลยนะ อายุยังน้อยแค่นี้จะต้องมาใช้ชีวิตเป็นพ่อหม้ายอย่างนั้นหรือ!”

​“แบบนั้นก็ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่ขอรับ ดีกว่าต้องมานั่งทะเลาะเบาะแว้งกันทุกวัน พูดตามตรง นิสัยแบบหลี่ซื่อข้าเองก็เอือมระอาเต็มทน อยู่คนเดียวเงียบๆ ยังจะสบายใจเสียกว่า อีกอย่างข้ามีลูกชายตั้งสองคน ไม่ต้องกลัวอะไรหรอกขอรับ” 

ฝูกวงเอ่ยด้วยสีหน้าปล่อยวาง เขาอยู่เกลี้ยกล่อมป้าเติ้งอยู่นานสองนานถึงได้เดินออกจากห้องไป ทันทีที่เดินพ้นประตูออกมาก็เห็นลูกชายทั้งสองคนที่ยืนเงียบอยู่ในลานบ้าน 

ใบหน้าของฝูกวงฉายแววละอายใจอยู่แวบหนึ่ง แต่เขาก็ยังคงพาลูกทั้งสองคนเดินเข้าไปในห้องโถง 

“เรื่องที่พ่อพูดเมื่อครู่ พวกเจ้าได้ยินหมดแล้วใช่ไหม” ฝูชิ่งรู้สึกเศร้าใจจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่พลางเอ่ยถาม

“ท่านพ่อ จะให้โอกาสท่านแม่อีกสักครั้งไม่ได้หรือขอรับ”

​“จะให้โอกาสอะไรกัน ท่านแม่น่ะเลือดเย็นไร้น้ำใจที่สุด!” 

ฝูเฮ่อกัดฟันกรอดด้วยความโกรธแค้น น้ำเสียงของเขาดังไม่เบาเลย ทำเอาฝูชิ่งตกใจจนต้องรีบเอามือปิดปากน้องชายไว้ทันที