บทที่ 6 คืนเฝ้าไข้
บทที่ 6 คืนเฝ้าไข้
บทที่ 6 คืนเฝ้าไข้
ลู่ตงซานยืนหอบหายใจหนักอยู่ข้างๆ นึกไม่ถึงว่าอาการของลูกจะหนักขนาดนี้ ในห้องเหลือเพียงเสียงลมหายใจ สองสามีภรรยาต่างนิ่งเงียบไร้คำพูด เฉินสวี่อันจ้องมองลูกทั้งสองอย่างเหม่อลอย ก่อนจะเงยหน้ามองลู่ตงซานแล้วเอ่ยอย่างครุ่นคิด
“เดี๋ยวท่านไปส่งท่านหมอแล้วรีบรับยากลับมานะ ข้าจะต้มน้ำร้อนเตรียมไว้ พอเข้าบ้านมาท่านต้องอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ก่อนค่อยเข้ามาดูแลลูก
ช่วงสองสามวันนี้ข้าจะพักอยู่ในห้องท่านแม่นี่แหละ หากไม่มีธุระอะไรท่านก็อย่าเพิ่งเข้ามาในห้องนี้ จะได้ไม่ไปติดลูกคนอื่นๆ”
“ให้ข้าเป็นคนดูแลพวกเขาเองเถอะ เจ้ากลับห้องไปพักเถอะ” ลู่ตงซานส่ายหน้า เฉินสวี่อันยังคงยืนกราน
“เชื่อข้าเถอะเจ้าค่ะ อยู่บ้านข้าก็ไม่มีงานอะไร ท่านยังต้องออกไปข้างนอก จะถูกกักตัวอยู่ในห้องนี้ตลอดไม่ได้หรอก อีกอย่างไปตามเจ้าใหญ่กลับมาด้วย เขาจะได้มาช่วยหยิบจับอะไรได้บ้าง”
แม้ลู่หยวนเปาจะเพิ่งอายุแปดขวบ แต่เด็กบ้านคนจนมักจะรู้ความเร็ว มีความคิดความอ่านค่อนข้างโต ในยามนี้พอจะช่วยงานได้กึ่งหนึ่งของผู้ใหญ่แล้ว
เมื่อลู่ตงซานนึกถึงลู่หยวนเปา สีหน้าเขาก็เคร่งขรึมลงทันที เพียงแต่ไม่ได้แสดงอารมณ์ออกมาต่อหน้าเฉินสวี่อันเท่านั้น เมื่อท่านหมอเขียนใบสั่งยาและมอบสมุนไพรลดไข้ให้เฉินสวี่อันแล้ว นางก็รีบออกไปต้มยาทันที
เมื่อก่อนบ้านตระกูลลู่ไม่มีหม้อต้มยา แต่เป็นเพราะแม่สามีเจ็บป่วยบ่อยถึงได้ซื้อติดบ้านไว้ ตอนนี้จึงได้นำออกมาใช้พอดี ระหว่างที่เฉินสวี่อันกำลังต้มยา ลู่ตงซานก็จูงรถลาออกมาเตรียมไปส่งท่านหมอ ก่อนจะออกจากบ้านเขายังตะโกนบอกเข้าไปในห้อง
“จงเอ๋อร์ อยู่ในห้องกับน้องนะลูกอย่าออกมา เดี๋ยวพ่อกลับมาจะเข้าไปหา มีอะไรก็เรียกแม่เจ้านะ แม่เจ้าดูแลพี่ๆ อยู่ในห้องท่านย่า เข้าใจไหมลูก”
“เข้าใจเจ้าค่ะ!”
เสียงตอบรับใสๆ ดังมาจากในห้อง ไม่รู้ว่าเด็กน้อยจะเข้าใจจริงๆ หรือไม่ ลู่ตงซานสะบัดแส้ขับรถลาพาทท่านหมอจากไปอย่างรวดเร็ว ตอนต้มยาเฉินสวี่อันเกรงว่าลูกสองคนเล็กจะกลัวจึงจุดกองไฟขึ้นในลานบ้านด้วย
บนท้องฟ้ามีละอองฝนโปรยปรายลงมาพอดี จึงไม่ต้องกังวลว่าไฟจะลามไปติดที่อื่น กว่าลู่ตงซานจะกลับมาก็เป็นยามโฉ่ว เฉินสวี่อันเพิ่งจะป้อนยาให้ลูกทั้งสองเสร็จ นางเฝ้ามองพวกเขาไม่ยอมวางตา ลู่ตงซานผลักประตูเข้ามา เฉินสวี่อันจึงรีบบอกทันที
“วางยาไว้ตรงนั้นแหละ ท่านอย่าเพิ่งเข้ามา ในครัวมีน้ำร้อนอยู่ ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนแล้วค่อยเข้าห้อง”
ลู่ตงซานพยักหน้าอย่างลังเลก่อนจะหมุนตัวออกไปตามคำสั่ง ผ่านไปไม่นานมีเสียงน้ำดังมาจากนอกห้อง ลูกทั้งสองก็เริ่มมีเหงื่อซึมออกมา เฉินสวี่อันถอนหายใจอย่างโล่งอก
เมื่อความตึงเครียดผ่อนคลายลง ความเหนื่อยล้าจึงถาโถมเข้าใส่ นางหลับตาลงกะว่าจะพักสายตาครู่หนึ่ง แต่ใครจะรู้ว่ากลับเคลิ้มหลับไปจริงๆ พอรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกที
เทียนในห้องก็เกือบจะมอดหมดแล้ว นอกหน้าต่างมืดมิดจนมองไม่เห็นอะไร ไม่รู้ว่าเป็นเวลาเท่าไหร่แล้ว เฉินสวี่อันเดินเข้าไปลูบหน้าผากเด็กทั้งสอง พบว่าไข้เริ่มลดลงไม่ร้อนจัดเหมือนเมื่อครู่
แต่ไข้ยังไม่ลดสนิทดี ตามตัวเริ่มมีตุ่มน้ำขึ้นเต็มไปหมด ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังไม่มี ผ่านไปไม่นานทำไมถึงขึ้นเยอะขนาดนี้ บวกกับอาการไข้หวัดที่ยังไม่หาย
เกรงว่าไข้จะกลับมาสูงอีก เมื่อคิดได้แบบนั้นนางก็ใจคอไม่ดี พอดีกับที่เด็กทั้งสองถูกนางสัมผัสจนตื่นขึ้นมา ลู่หยวนเซินนมองเฉินสวี่อันอย่างงุนงง พลางเรียกเบาๆ
“ท่านแม่” เฉินสวี่อันได้สติถอนหายใจอย่างโล่งอกแล้วยิ้มตอบ
“ตื่นแล้วหรือลูก รู้สึกไม่สบายตรงไหนไหม” ลู่หยวนเซินพยักหน้าตามตรง
“คันเจ้าค่ะ คันตามตัวตามหน้าไปหมดเลย”
พูดจบนางก็ทำท่าจะเกา ลู่หยวนเว่ยนั้นเร็วกว่าพี่สาวเสียอีก เขาเริ่มลงมือเกาไปเรียบร้อยแล้ว เฉินสวี่อันตกใจรีบคว้ามือลูกๆ ไว้พลางเอ่ยอย่างนึกกลัว
“เกาไม่ได้เด็ดขาดนะลูก พวกเจ้ากำลังออกหัด ถ้าเผลอเกาจนตุ่มบนหน้าแตก ต่อไปหน้าจะเสียโฉม กลายเป็นคนหน้าปรุเหมือนเอ้อหมาจื่อในหมู่บ้านจนออกไปพบเจอผู้คนไม่ได้นะ”
ในหมู่บ้านมีชายคนหนึ่งชื่อเอ้อหมาจื่อ ทั่วทั้งใบหน้าของเขาจะบุ๋มๆ ปรุๆ หน้าเกลียดเสียจนไม่มีใครยอมแต่งงานด้วย จนเกือบจะต้องกลายเป็นชายโสดไปตลอดชีวิต
เฉินสวี่อันเพียงแต่เคยได้ยินชื่อแต่ไม่เคยเห็นตัวจริง ทว่าลูกทั้งสองเคยเห็นตอนออกไปวิ่งเล่นในหมู่บ้านจึงตกใจจนรีบกำหมัดแน่น พยายามอดทนต่อความคันอย่างสุดกำลัง เฉินสวี่อันเห็นว่าปล่อยไว้แบบนี้คงไม่ใช่ทางออก นางจึงขมวดคิ้วแล้วเอ่ย
“แม่กลัวว่าพวกเจ้าจะอดใจไม่ไหว เอาอย่างนี้ดีไหม แม่จะให้ท่านพ่อไปเอาเชือกป่านมามัดมือมัดเท้าพวกเจ้าไว้ก่อน จะได้ไม่เผลอเกาหน้าตอนหลับ อดทนสักไม่กี่วัน รอให้ตุ่มใสๆ นี่แห้งจนตกสะเก็ดและหลุดออกไปเองก็ไม่เป็นไรแล้วลูก”
เด็กทั้งสองพยักหน้าอย่างว่าง่าย พวกเขาไม่อยากเสียโฉม และไม่อยากกลายเป็นคนหน้าปรุ เมื่อได้รับคำยินยอมจากลูกๆ เฉินสวี่อันจึงเปิดประตูเรียกคน
แล้วนางก็พบว่าฟ้าเริ่มสางแล้ว ท่ามกลางแสงสลัวนางเห็นคนยืนอยู่ตรงธรณีประตูห้องนอนฝั่งตรงข้ามทำเอาสะดุ้งโหย่ง พอเพ่งมองดีๆ ถึงได้เห็นว่าเป็นลู่หยวนเปาที่หายหน้าไปหลายชั่วยามนั่นเอง
“เจ้าใหญ่ เจ้ามายืนทำอะไรตรงนั้น รีบกลับห้องไปนอนเสีย” เฉินสวี่อันขมวดคิ้วเร่ง
ลู่หยวนเปาเงยหน้ามองเฉินสวี่อันแวบหนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าลงเงียบๆ และยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม เฉินสวี่อันอาศัยแสงรำไรยามรุ่งสางสังเกตเห็นรอยแดงบนใบหน้าของลู่หยวนเปาที่ดูเหมือนจะถูกฟาด
นางเข้าใจได้ทันทีว่าลู่ตงซานคงจะตีลูกและทำโทษไม่ให้เข้าห้อง แต่อากาศตอนนี้ยังหนาวนัก แถมเมื่อคืนฝนยังตกมาทั้งคืน หากปล่อยไว้จนเด็กหนาวสั่นจะเป็นอย่างไร ทว่านางก็ไม่สะดวกจะขัดคำสั่งของลู่ตงซานจึงเอ่ยขึ้น
“ถ้าเจ้าไม่อยากนอนก็ไปหาเชือกป่านหรือเศษผ้ามาให้แม่หน่อย น้องๆ ของเจ้าตื่นแล้ว แม่จะมัดมือมัดเท้าพวกเขาไว้ จะได้ไม่เผลอเกาจนหน้าพัง”
ตอนที่ลู่หยวนเปาถูกลู่ตงซานตี เขาก็รู้แล้วว่าน้องชายและน้องสาวป่วย ในใจเขารู้สึกผิดและเสียใจมาก แม้จะถูกทำโทษแต่ก็ไม่ได้โกรธแค้นแต่อย่างใด แม้แต่ตอนที่เฉินสวี่อันใช้ให้เขาทำงาน เขาก็ไม่ได้ต่อต้านเหมือนเมื่อก่อน เพียงแต่...
เขาหันไปมองในห้องอย่างลังเล เมื่อเห็นว่าท่านพ่อไม่ได้ส่งเสียงห้ามอะไร เขาจึงกัดฟันรีบวิ่งไปที่ห้องเก็บฟืน ห้องเก็บฟืนที่ว่านั้นจริงๆ แล้วก็เป็นเพียงเพิงไม้หยาบๆ มุงด้วยหญ้าคา ใช้สำหรับเก็บฟืนและของจิปาถะทั่วไป
เฉินสวี่อันมองตามลู่หยวนเปาเข้าไปก็นึกรู้ว่าเด็กคนนี้ไปหาของให้นางจริงๆ ใบหน้าของนางจึงปรากฏรอยยิ้มบางๆ อย่างพึงพอใจ
เพียงไม่นานลู่หยวนเปาก็กำเชือกป่านออกมามัดหนึ่ง เขาหอบมันมาหยุดตรงหน้าเฉินสวี่อันแล้วเอ่ยเสียงสะบัดแบบเด็กดื้อ
“เอาไป”
“ขอบใจนะ” เฉินสวี่อันยิ้มตอบ ลู่หยวนเปาถึงกับตาค้างยืนอึ้งไปทันที ไม่ทันที่เขาจะได้สติ เฉินสวี่อันก็เอ่ยต่อ
“น้องๆ ของเจ้าออกหัดแถมยังติดลมหนาว ช่วงนี้เจ้าห้ามเข้าห้องนี้เด็ดขาดนะลูก แม่คงต้องให้เจ้าคอยช่วยหยิบจับส่งของให้เป็นระยะ อย่ามัวแต่ออกไปวิ่งเล่นซนข้างนอกล่ะ ตอนนี้ถ้าไม่มีอะไรทำก็ไปต้มโจ๊กให้น้องๆ กินเสีย”
สิ้นคำพูดเฉินสวี่อันก็ปิดประตูห้องลง ก่อนจะเปิดออกมาอีกครั้งในเวลาอันสั้น นางใช้ผ้าพันมือไว้แล้ววางถุงเสบียงไว้ที่หน้าประตูพลางกำชับ
“จำไว้นะลูก ใส่ข้าวเยอะหน่อย ไม่ต้องใส่ผักป่า”
“ขอรับ” ลู่หยวนเปาตอบรับตามสัญชาตญาณ
กว่าเขาจะรู้สึกตัวอีกที เฉินสวี่อันก็กลับเข้าห้องไปเสียแล้ว และเขาก็เผลอทำตามคำสั่งของนางไปเสียอย่างนั้น แถมยังตกปากรับคำไปอีกด้วย
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ในใจของลู่หยวนเปาก็มีความรู้สึกสับสนจนยากจะบรรยาย ทว่าคราวนี้เขาไม่กล้าทำตัวดื้อแพ่งต่อหน้าหรือลับหลังอีก เขาแบกถุงเสบียงมุ่งหน้าไปยังห้องครัวจริงๆ
เฉินสวี่อันกลับเข้ามาในห้อง พยายามพิจารณาผังห้องของแม่สามีอยู่ครู่ใหญ่ ถึงค่อยมัดมือมัดเท้าของลูกทั้งสองได้สำเร็จ พร้อมกับกำชับ
“จำไว้นะลูก ถ้าไม่สบายตัวตรงไหนให้รีบบอกแม่ อย่าฝืนทน แต่ห้ามเกาเด็ดขาด ถ้าตุ่มใสแตกจะเป็นแผลเป็นนะ” เด็กทั้งสองพยักหน้าหงึกหงักไม่หยุด ลู่หยวนเว่ยทำปากขมุบขมิบแล้วเอ่ยอย่างกล้าๆ กลัวๆ
“ท่านแม่ ข้าหิวแล้ว” เห็นลูกเป็นเช่นนี้ เฉินสวี่อันก็ได้แต่ถอนหายใจในใจพลางปลอบ
“รออีกประเดี๋ยวนะลูก พี่ใหญ่ของเจ้าไปต้มโจ๊กแล้ว เดี๋ยวแม่จะป้อนโจ๊กให้พวกเจ้ากินกันนะ”
เมื่อเห็นสีหน้าผิดหวังของลูกทั้งสอง เฉินสวี่อันถึงนึกขึ้นได้ว่าตอนที่พวกเขายังสะลึมสะลืออยู่นั้นยังพร่ำเพ้อว่าอยากกินเนื้อ นางจึงคิดทบทวนแล้วเปิดประตูตะโกนไปทางห้องครัวอีกครั้ง
“เจ้าใหญ่ ไปบอกพ่อของเจ้าให้รีบลุกมาจัดการกระต่าย เอาเนื้อกระต่ายมาต้มโจ๊กเสีย” ลู่ตงซานที่อยู่ในห้องนอนฝั่งตรงข้ามตื่นอยู่นานแล้ว เมื่อได้ยินเสียงนางเขาจึงตอบกลับทันที
“จะไปเดี๋ยวนี้แหละ”
เฉินสวี่อันได้รับคำตอบก็ปิดประตูลงอย่างสบายใจ หันกลับมาพบว่าลูกทั้งสองที่อยู่บนเตียงมีแววตาเป็นประกาย ดูมีชีวิตชีวาขึ้นกว่าเมื่อครู่มากจนนางอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเบาๆ ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วยาม ลู่หยวนเปาก็มาเคาะประตูห้องของย่าแล้วบอก
“โจ๊กต้มเสร็จแล้ว วางไว้ที่หน้าประตูนะ”
เฉินสวี่อันขานรับแล้วเปิดประตูออกไป เห็นลู่หยวนเปายืนอยู่ในลานบ้าน สายตาเขาจ้องไปที่โจ๊กพลางลอบกลืนน้ำตาก่อนจะเบือนหน้าหนีไปอย่างยากลำบาก นางก็รู้ทันทีว่าโจ๊กหม้อนี้คงทำมาแค่พอกินสามคน ส่วนคนอื่นไม่มีส่วนแบ่ง