บทที่ 69 ถูกหย่าเพราะทำร้ายแม่สามี
บทที่ 69 ถูกหย่าเพราะทำร้ายแม่สามี
บทที่ 69 ถูกหย่าเพราะทำร้ายแม่สามี
หลังจากหัวหน้าหมู่บ้านดูอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว เขาจึงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ยังดีที่เขาพอจะรู้จักตัวอักษรเหล่านี้ทั้งหมดอยู่บ้าง ภรรยาของหัวหน้าหมู่บ้านเห็นท่าทางขี้ขลาดของเขาก็หลุดขำด้วยความระอา
นางรีบเก็บหนังสือหย่าไป แล้วเอ่ยขอบคุณเฉินสวี่อันอย่างสุภาพนอบน้อม จากนั้นจึงร้องเรียกให้ทุกคนแยกย้ายกันกลับไป คนอื่นๆ เมื่อเห็นว่าไม่มีเรื่องสนุกให้ดูแล้วต่างก็แยกย้ายกันไปทำงาน
เหลือเพียงสามพ่อลูกตระกูลฝูที่ยืนอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง ครั้งนี้เป็นการหย่าขาดจากกันจริงๆ แล้ว! แม้ว่าจะเตรียมใจไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่ในนาทีที่ได้เห็นหนังสือหย่า พวกเขาก็ยังไม่สามารถทำใจให้สงบลงได้ เฉินสวี่อันทอดถอนใจพลางเอ่ยปลอบ
“ในเมื่อตัดสินใจแล้วก็อย่าได้หันหลังกลับไปมองอีกเลย คนเราอย่างไรก็ต้องเดินหน้าต่อไป ตอนเย็นหากพอมีเวลาว่างก็แวะมาดื่มกับตงซานสักหน่อยเถอะ ข้าจะเตรียมเหล้าดีๆ อาหารอร่อยๆ ไว้ต้อนรับพวกท่าน
อาชิ่งกับอาเฮ่อก็มาร่วมกินด้วยกันนะ จริงสิ เมื่อวานจับกระต่ายป่าตัวอ้วนพีมาได้ตัวหนึ่งจริงๆ ตงซานเชือดมันตั้งแต่เช้าตรู่แล้ว ข้าเอาไปทำตุ๋นน้ำแดง และแบ่งขาข้างหนึ่งไว้เคี่ยวน้ำแกง พวกท่านยกกลับไปให้ท่านป้าบำรุงร่างกายเถอะ” ฝูกวงได้สติกลับมา จึงรีบปฏิเสธเป็นพัลวัน
“น้องสะใภ้ เรื่องนี้ไม่ได้เด็ดขาด เราทำแบบนี้ไม่ได้หรอก”
“ยังจะมาเกรงใจอะไรกับข้าอีก อีกอย่าง ท่านป้าล้มป่วยเดิมทีก็ต้องกินของดีๆ เสียหน่อย ท่านมัวแต่ยุ่งวุ่นวายอยู่ข้างนอกคงดูแลไม่ทั่วถึง ข้าก็แค่ทำเผื่อไปด้วยเท่านั้นแหละ” เฉินสวี่อันเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์นัก พลางพาฝูชิ่งและฝูเฮ่อเดินไปที่เรือนด้านหลัง
และทิ้งให้ฝูกวงยืนอึ้งอยู่ตรงนั้นเพียงลำพังด้วยความรู้สึกท่วมท้นในใจ ทางด้านนี้ลูกชายทั้งสองของตระกูลฝูก็หิ้วน้ำแกงกลับบ้าน พร้อมกับบอกเรื่องหนังสือหย่าให้ป้าเติ้งทราบ นางหลั่งน้ำตาออกมาสองสามหยด แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
กล่าวถึงทางฝั่งหมู่บ้านตระกูลเติ้ง ลูกชายคนโตของหัวหน้าหมู่บ้านได้รับหน้าที่เป็นผู้นำ พากลุ่มชายฉกรรจ์เจ็ดแปดคนมุ่งหน้าเข้าหมู่บ้าน และตรงดิ่งไปยังบ้านเดิมของหลี่ซื่อทันที
เวลานี้ทุกคนเพิ่งจะเสร็จสิ้นจากการเก็บเกี่ยวช่วงฤดูใบไม้ร่วง ทุกคนจึงต่างก็มารวมตัวกันพูดคุยสัพเพเหระกันอยู่ที่ใต้ต้นไม้ พอเห็นขบวนคนท่าทางขึงขังเช่นนี้ก็ตาเป็นประกาย จึงรีบตามมาสอบถามทันที
ลูกชายหัวหน้าหมู่บ้านถามทางไปบ้านเดิมของหลี่ซื่อโดยตรง ภายใต้การชี้ทางของชาวบ้าน พวกเขาจึงเดินเข้าไปในลานบ้านที่ทรุดโทรมแห่งหนึ่ง
เขายังไม่ทันได้เอ่ยปากก็มีคนไปร้องเรียกพ่อแม่ของหลี่ซื่อให้ออกมาแล้ว บิดามารดาของตระกูลเติ้งต่างพากันตกใจกับผู้คนตรงหน้า พร้อมกับเอ่ยถามด้วยท่าทางสั่นเทา
“ทำอะไรกันน่ะ นี่จะทำอะไรกัน ข้าไม่รู้จักพวกเจ้านะ!”
ลูกชายหัวหน้าหมู่บ้านไม่ยอมเสียเวลากล่าววาจาไร้สาระกับพวกเขา เขาหยิบหนังสือหย่าออกมาโดยตรงก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ่มต่ำ
“พวกเรามาจากหมู่บ้านซานฝู เดินทางมาเพื่อส่งหนังสือหย่าให้กับหลี่ซื่อ นางถูกหย่าขาดแล้ว”
คำพูดนี้เปรียบเสมือนหินก้อนเดียวที่ทำให้เกิดระลอกคลื่นนับพัน ทั่วทั้งหมู่บ้านตระกูลเติ้งพลันเกิดความโกลาหลขึ้นมาทันที ชาวบ้านที่ตามมามุงดูเรื่องสนุกนึกไม่ถึงเลยว่าคนกลุ่มนี้จะมาส่งหนังสือหย่า
เรื่องใหญ่ขนาดนี้จะยอมได้อย่างไรกัน หากในหมู่บ้านมีสตรีที่ถูกหย่าขาด ชื่อเสียงของหมู่บ้านคงย่อยยับป่นปี้ ต่อไปครอบครัวดีๆ ที่ไหนจะกล้าแต่งลูกสาวเข้ามาที่นี่อีก
พ่อและแม่ตระกูลเติ้งเองก็งุนงงไปเช่นกัน พวกเขาหันไปมองทางห้องทางด้านข้างตามสัญชาตญาณ จากนั้นก็จ้องมองชาวบ้านหมู่บ้านซานฝูด้วยสายตาดุดัน แล้วเอ่ยเค้นถาม
“พวกเจ้าอาศัยสิทธิ์อะไรมาหย่าลูกสาวข้า! อาศัยสิทธิ์อะไร แล้วฝูกวงล่ะ ตัวเขาอยู่ที่ไหน ข้าอยากจะฟังนักว่าไอ้คนใจดำอำมหิตคนนั้นจะว่าอย่างไร!”
“ท่านพ่อ ฝูกวงนั่นมันไม่ใช่คนเลยจริงๆ แม้แต่ท่านป้าก็ยังไม่ห้ามปรามไว้”
พี่ชายคนโตของหลี่ซื่อกำหมัดแน่นด้วยความโกรธแค้น ลูกชายหัวหน้าหมู่บ้านมองดูคนครอบครัวนี้อย่างเหลือเชื่อ จึงได้อุทานออกมา
“พวกเจ้าช่างหน้าหนาทนทานเสียจริง! ลูกสาวตัวเองก่อเรื่องชั่วช้าจนฟ้าดินลงทัณฑ์ผู้คนพากันโกรธแค้นขนาดนั้น พวกเจ้ายังจะมีหน้ามาซักไซ้ไล่เลียงอย่างขึงขังได้อีก! มิน่าเล่าถึงได้สั่งสอนลูกสาวอย่างหลี่ซื่อออกมาได้แบบนี้ ช่างน่ากลัวสิ้นดีจริงๆ!”
คราวนี้แม้แต่ชาวบ้านในหมู่บ้านตระกูลเติ้งก็ยังเริ่มรับรู้ได้ถึงความผิดปกติ จะว่าไปแล้ว ครอบครัวตระกูลฝูเป็นคนอย่างไรพวกเขาก็ตระหนักกันดี อีกทั้งความสัมพันธ์ยังเป็นป้ากับหลาน
ตระกูลฝูอยู่ดีๆ จะหย่าขาดจากหลี่ซื่อได้อย่างไร อีกทั้งหลี่ซื่อคนนี้ก็กลับมาได้หลายวันแล้ว และเก็บตัวเงียบเชียบไม่ยอมก้าวเท้าออกจากประตูบ้านเลย ไม่รู้เหมือนกันว่ากลับมาทำอะไร
พ่อแม่ตระกูลเติ้งสบตากกัน ใบหน้าเริ่มถอดสีซีดขาว พวกเขาไม่รู้เลยแม้แต่น้อยว่าหลี่ซื่อไปก่อเรื่องอะไรมา ตอนที่นางกลับมานางบอกแค่ว่าจะมาอยู่ด้วยสักสองสามวัน
พวกเขาก็นึกว่านางคงจะเหน็ดเหนื่อยจากการเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงจึงกลับมาพักผ่อนให้สบายใจ และยังเคยถามว่าทำไมไม่พาลูกๆ มาด้วย หลี่ซื่อก็บอกเพียงว่าลูกโตกันหมดแล้วจึงไม่ต้องไปยุ่ง พวกเขาเลยไม่ได้คิดอะไรมาก
แต่ในตอนนี้ดูเหมือนว่าจะเกิดเรื่องขึ้นแล้ว และเป็นเรื่องใหญ่โตมโหฬารเสียด้วย ยังไม่ทันที่พ่อแม่ตระกูลเติ้งจะได้อ้าปาก พี่ชายคนโตของหลี่ซื่อก็เริ่มโวยวายขึ้นมาก่อน
“น้องสาวของข้าอุตส่าห์ให้กำเนิดบุตรชายแก่ตระกูลฝูถึงสองคน ไม่ว่านางจะทำอะไรผิดไป ตระกูลฝูก็ไม่มีสิทธิ์หย่าขาดจากนาง!”
พ่อแม่ตระกูลเติ้งต่างเห็นพ้องต้องกันในใจ ต่อให้เป็นอย่างไรก็ไม่อาจยอมให้หย่าขาดจากลูกสาวของพวกเขาได้ ไม่อย่างนั้นชีวิตในครึ่งหลังของลูกสาวจะทำอย่างไร ลูกชายหัวหน้าหมู่บ้านหัวเราะออกมาด้วยความระอา
“บอกความจริงพวกเจ้าให้ก็ได้ เรื่องนี้ผ่านการถามความเห็นจากเด็กทั้งสองคนนั้นมาแล้ว พวกเขาเองก็เห็นชอบด้วย อีกอย่างการหย่าขาดจากหลี่ซื่อไม่ได้เป็นเพียงความต้องการของตระกูลฝูเท่านั้น
แต่เป็นความประสงค์ของชาวบ้านหมู่บ้านซานฝูทั้งหมด วันนี้พวกเราเดินทางมาในนามตัวแทนของทั้งหมู่บ้านซานฝู เรื่องนี้ไม่มีทางเปลี่ยนใจหรือผ่อนปรนได้อีกแล้ว”
“ซี้ด!”
ทุกคนพากันสูดหายใจเข้าลึกด้วยความหนาวเหน็บ หลี่ซื่อคนนี้ไปทำอะไรมากันแน่ ถึงขั้นทำให้คนทั้งหมู่บ้านไม่สามารถยอมให้นางอยู่ร่วมกันได้ขนาดนี้
มารดาตระกูลเติ้งได้รับความกระทบกระเทือนใจอย่างรุนแรงจนเกือบจะหมดสติไป นางถูกลูกชายเข้ามาช่วยประคองไว้ ริมฝีปากสั่นระริกก่อนจะตะโกนลั่น
“ไปเรียกน้องสาวของเจ้าออกมา! ข้าอยากจะถามนางให้รู้ความนักว่าไปทำอะไรมา ถึงได้ถูกบีบคั้นจนตรอกถึงปานนี้!”
สตรีคนหนึ่งหากถูกคนทั้งหมู่บ้านขับไล่ไสส่ง ถ้าข่าวนี้ถูกแพร่งพรายออกไป คงไม่มีหน้าไปพบปะผู้คนได้อีกแล้ว คนจากหมู่บ้านซานฝูไม่มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย
พวกเขาทำเพียงยืนรอให้หลี่ซื่อปรากฏตัวออกมา ทุกคนรออยู่ครู่ใหญ่จึงได้เห็นหลี่ซื่อถูกพี่ชายคนโตลากจูงตัวออกมา
“น้องเล็ก เจ้ามีความอัดอั้นตันใจอะไรก็รีบพูดออกมาเถอะ วันนี้ทุกคนอยู่กันพร้อมหน้า ท่านพ่อท่านแม่และพี่ใหญ่จะให้ความเป็นธรรมแก่เจ้าเอง”
หลี่ซื่อไม่กล้าแม้แต่จะชายตามองคนจากหมู่บ้านซานฝูเหล่านั้น สายตาของนางลอกแลกสับสน ก่อนจะเบือนหน้าหนีไปทางอื่นด้วยความดื้อรั้น มารดาตระกูลเติ้งโกรธจนหายใจติดขัดเกือบจะสิ้นสติไปอีกรอบ นางดุด่าออกมาด้วยความผิดหวังระคนโมโหยิ่งนัก
“เรื่องราวมาถึงขั้นนี้แล้วเจ้ายังจะไม่พูดอีกหรือ ต้องรอให้ถูกหย่าขาดจริงๆ ก่อนใช่ไหมถึงจะรู้จักสำนึกเสียใจ” หลี่ซื่อจึงร้องไห้โฮออกมาด้วยความอัดอั้นตันใจ
“ท่านแม่! เป็นฝูกวงที่ลงมือทำร้ายข้าก่อน ข้าโกรธจนทนไม่ไหวถึงได้ต่อสู้กับเขา ฮือๆ” บิดาตระกูลเติ้งเค้นถามต่อ
“เรื่องใหญ่ขนาดนี้ทำไมตอนกลับมาเจ้าถึงไม่ยอมบอก แล้วฝูกวงตีเจ้าด้วยเหตุใดกัน”
หลี่ซื่อเม้มปากเงียบกริบไม่ยอมปริปากพูด พอเห็นนางเป็นเช่นนี้ก็รู้ได้ทันทีว่าต้องเป็นเพราะนางไปทำอะไรให้ฝูกวงโกรธแค้นเป็นแน่ ทว่าไม่อาจสืบสาวราวเรื่องลึกลงไปมากกว่านี้แล้ว
หากสืบสาวต่อไปแล้วกลายเป็นว่าหลี่ซื่อเป็นฝ่ายผิด เรื่องราวมันจะยิ่งยุ่งยาก บิดาตระกูลเติ้งหันไปมองคนจากหมู่บ้านซานฝู เขาพยายามฝืนปั้นรอยยิ้มออกมา
“ทุกท่าน เรื่องนี้ดูท่าคงจะมีอะไรเข้าใจผิดกันกระมัง เอาเป็นว่าพรุ่งนี้พวกเราค่อยเดินทางไปสอบถามเรื่องราวให้ชัดเจนกันเองดีกว่า” ลูกชายหัวหน้าหมู่บ้านทำหน้าขรึมพลางส่ายหัว
“ไม่มีอะไรต้องถามกันอีกแล้ว หลี่ซื่อผลักแม่สามีของตัวเองล้มลงจนทำให้ท่านป้าฝูลุกจากเตียงไม่ได้ หมอบอกว่าต้องนอนพักฟื้นนานกว่าครึ่งปี และทำงานหนักไม่ได้เลย ทั้งยังต้องกินดีอยู่ดีคอยบำรุงรักษา
แต่ผลลัพธ์คือหลังจากหลี่ซื่อรู้เรื่องกลับไม่พูดอะไรสักคำ และยังเก็บรวบรวมข้าวของหนีเตลิดไปโดยไม่ปริปากบอกใคร นางเป็นฝ่ายไร้คุณธรรม ไร้ความเมตตา และอกตัญญูก่อน หมู่บ้านของพวกเราไม่ขอเปิดรับสตรีเช่นนี้”
ลูกชายหัวหน้าหมู่บ้านเดิมทีไม่ได้ตั้งใจจะเปิดเผยเรื่องราวทั้งหมดออกมา แต่ในเมื่อครอบครัวตระกูลเติ้งตื้อไม่เลิกราเช่นนี้ เขาก็ไม่มีอะไรต้องเกรงใจหรือปิดบังอีกต่อไปแล้ว
เป็นไปตามคาด ชาวบ้านในหมู่บ้านตระกูลเติ้งเมื่อได้ยินคำพูดนี้ต่างก็พากันตกตะลึงลาน พวกเขาหันไปมองหลี่ซื่อด้วยความคาดไม่ถึง นึกไม่ถึงเลยจริงๆ ว่านางจะกล้าทำเรื่องพรรค์นี้ แม้กระทั่งคนในตระกูลเติ้งเองก็อึ้งกิมกี่ไปตามๆ กัน