บทที่ 70 ความจริงในการหย่าขาดต่อหน้าคนทั้งหมูบ้าน
บทที่ 70 ความจริงในการหย่าขาดต่อหน้าคนทั้งหมูบ้าน
บทที่ 70 ความจริงในการหย่าขาดต่อหน้าคนทั้งหมู่บ้าน
“น้องเล็ก พวกเขาใส่ร้ายเจ้าใช่ไหม” พี่ชายคนโตของหลี่ซื่อเอ่ยถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“ข้า...” หลี่ซื่อไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไรดี เพราะสิ่งที่คนเหล่านั้นพูดล้วนเป็นความจริง
แววตาของพี่ใหญ่ตระกูลเติ้งฉายแววเจ็บปวดและผิดหวังระคนกัน เขาคิดไม่ถึงเลยว่าน้องสาวที่แสนอ่อนหวานและน่ารักของตนจะทำเรื่องเช่นนี้ลงไป ทว่าในเวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาคาดคั้นหลี่ซื่อ แววตาของพี่ใหญ่ไหววูบขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่เป็นมิตร
“น้องสาวของข้าข้าย่อมรู้จักดี นางไม่ใช่คนชั่วร้ายเลวทรามอะไร เรื่องนี้ต้องมีเงื่อนงำซ่อนอยู่แน่ อีกอย่างน้องสาวข้าก็บอกแล้วว่าฝูกวงเป็นฝ่ายลงมือก่อน นางเพียงแต่โมโหมากเกินไปจนพลั้งมือทำร้ายท่านป้าจนบาดเจ็บ ไม่ได้มีเจตนาตั้งใจเสียหน่อย”
“ใช่ๆๆ ลูกสาวของข้าไม่ใช่คนอกตัญญูพรรค์นั้นแน่!”
มารดาตระกูลเติ้งรีบเอ่ยแก้ตัวแทนหลี่ซื่อ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ไม่อาจปล่อยให้ลูกสาวถูกหย่าเด็ดขาด คนจากหมู่บ้านซานฝูโกรธจนหัวเราะออกมา พวกเขาขบเขี้ยวเคี้ยวฟันพลางตะโกนก้อง
“นางจะกตัญญูหรือไม่ ดวงตาของทุกคนยังไม่ได้บอดย่อมมองเห็นอยู่! ไม่ว่าจะมีเจตนาหรือเป็นความพลั้งเผลอ การที่นางทอดทิ้งทุกคนในครอบครัวแล้วหนีหายมาเงียบๆ ก็คือความจริง!
นับตั้งแต่ท่านป้าฝูได้รับบาดเจ็บจนถึงตอนนี้ นางไม่เคยแวะเวียนไปเหลียวแลหรือแสดงความรับผิดชอบใดๆ เลย หากไม่ใช่เพราะพวกเราตามมาถึงหน้าประตูบ้าน
ป่านนี้พวกเจ้าก็คงยังโดนปิดหูปิดตาอยู่ล่ะมั้ง ทำไม คิดจะมาอาศัยอยู่บ้านเดิมสักครึ่งค่อนปี รอจนท่านป้าฝูหายดีแล้วค่อยกลับไปให้นางคอยปรนนิบัติรับใช้อีกอย่างนั้นหรือ”
“เจ้าพูดเหลวไหล!” หลี่ซื่อแผดเสียงโต้แย้ง ทว่าคนจากหมู่บ้านซานตงไม่มีทางยอมปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปง่ายๆ แน่
“เหลวไหลหรือ จะพูดเหลวไหลหรือไม่ก็ลองไปสืบดูในหมู่บ้านได้เลย ตลอดหลายปีมานี้ตระกูลฝูขับเคลื่อนด้วยน้ำพักน้ำแรงของท่านป้าเป็นหลัก ส่วนเจ้า... หลี่ซื่อ นอกจากให้กำเนิดลูกชายสองคนแล้วก็ไม่มีอะไรดีเลยสักอย่าง!
มีเพียงท่านป้าที่รักและเอ็นดูเจ้าที่เป็นหลานสาวแท้ๆ ถึงได้แกล้งทำเป็นหลับตาข้างลืมตาข้างให้ เจ้าลองหันไปดูคนทั้งหมู่บ้านสิ มีสะใภ้บ้านไหนที่ใช้ชีวิตสุขสบายไร้กังวลเหมือนอย่างเจ้าบ้าง”
ชายฉกรรจ์คนหนึ่งที่มีความสนิทสนมคุ้นเคยกับฝูกวงเอ่ยขึ้นด้วยความโมโหโทโส ทั้งยังใช้เท้ากระทืบและบดขยี้ดินบนพื้นอย่างแรง ยิ่งมองก็ยิ่งนึกรังเกียจพฤติกรรมและการกระทำของหลี่ซื่อจับใจ
ลูกชายหัวหน้าหมู่บ้านกลับดูสงบนิ่งกว่ามาก เขาปรายตามองหลี่ซื่อด้วยความเฉยชา ก่อนจะหันไปมองทุกคนในตระกูลเติ้ง
“พวกท่านไม่อยากรู้หรือว่าทำไมฝูกวงถึงได้ลงมือกับนาง ข้าจะบอกพวกท่านให้ก็ได้”
“หุบปากนะ!”
หลี่ซื่อขบเขี้ยวเคี้ยวฟันจ้องมองลูกชายหัวหน้าหมู่บ้าน สายตาคู่นั้นราวกับจะแล่เนื้อเถือหนังเขาให้ตาย ทว่าลูกชายหัวหน้าหมู่บ้านกลับไม่สนใจ ก่อนเอ่ยปากพูดออกมาโดยตรง
“ใครๆ ก็บอกว่าเรื่องฉาวในบ้านไม่ควรเอาไปป่าวประกาศ ความจริงเรื่องนี้พวกเราก็ไม่รู้หรอก เป็นเพราะก่อนออกเดินทางฝูกวงรีบตามมาบอกเอง เมื่อกี้พูดแค่เรื่องหลี่ซื่ออกตัญญู แต่ยังมีอีกเรื่องคือความขี้อิจฉาริษยา
ในหมู่บ้านของพวกเรามีครอบครัวหนึ่งแซ่ลู่ เมื่อก่อนชีวิตพวกเขายากลำบากและมีความสัมพันธ์อันดีกับตระกูลฝู สองปีมานี้ชีวิตพวกเขารุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นครอบครัวที่ร่ำรวยที่สุดในหมู่บ้านในพริบตา หัวใจของหลี่ซื่อจึงเริ่มไม่เป็นสุข
บ้านนั้นเขาปลูกเผือก ซึ่งเป็นพืชผลที่ใช้เป็นอาหารหลักก็ได้หรือทำเป็นกับข้าวก็ดี ทางตระกูลลู่รับปากเป็นมั่นเหมาะแล้วว่าจะขายให้ชาวบ้านเอาไปทำพันธุ์ในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิปีหน้า พอฝูกวงกลับไปเล่าเรื่องนี้ให้ฟังทั้งหมด
หลี่ซื่อกลับบอกว่าตระกูลลู่ปลูกเผือกแต่ไม่เห็นบอกกล่าวกับตระกูลฝูสักคำ นางจึงบอกให้ฝูกวงตัดขาดจากพี่น้องแบบนี้เสีย ฝูกวงเดิมทีก็ติดค้างน้ำใจตระกูลลู่อยู่มาก อีกทั้งสองปีมานี้เขายิ่งหาเงินจากทางตระกูลลู่ได้ไม่น้อย
อีกทั้งทางตระกูลลู่ก็แอบมาอธิบายให้พวกเขาฟังเป็นการส่วนตัวแล้ว ทุกคนต่างก็เข้าใจได้ พูดตามตรงนะ ถ้าข้ามีพี่น้องต่างสายเลือดแบบนี้ก็ไม่มีอะไรให้ไม่พอใจแล้ว ในเมื่อเขาไม่ได้เป็นญาติโกโหติกาอะไรกับเจ้า การที่เขาดีต่อเจ้านั้นมันคือน้ำใจ
ต่อให้เขาจะคิดบัญชีกับเจ้าอย่างชัดเจนมันก็เป็นเรื่องธรรมดา คำพูดเสี้ยมระแวงบ่อนทำลายของหลี่ซื่อมันน่ารังเกียจจริงๆ อย่าว่าแต่ฝูกวงฟังแล้วจะโกรธจนไฟลุกเลย แม้แต่พวกเราก็ยังทนฟังไม่ได้ นางโดนตบไปฉาดหนึ่งก็ถือเป็นกรรมตามสนอง โทษใครไม่ได้
ทว่านางกลับโกรธจัดลงไม้ลงมือกับฝูกวงอย่างรุนแรง แถมยังผลักท่านป้าฝูที่เข้ามาห้ามทัพจนล้มลงกับพื้น หลังจากนั้นนางก็หนีหายไปเฉยๆ นี่คือต้นสายปลายเหตุทั้งหมด หากข้าพูดเติมแต่งไปแม้เพียงนิด ขอให้ฟ้าผ่าข้าให้ตายตกไปตามกันเลย!”
คำสาบานนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลย เวลานี้คนในหมู่บ้านตระกูลเติ้งเชื่อคำพูดของชาวบ้านหมู่บ้านซานฝูอย่างสนิทใจ สายตาที่มองหลี่ซื่อยิ่งทวีความรังเกียจ นางทั้งไร้ความเมตตา อกตัญญู ขี้อิจฉาริษยา ข้อห้ามเจ็ดขับออกก็ทำผิดไปตั้งกี่ข้อแล้ว
หากเป็นพวกเขาก็คงไม่ขออยู่ร่วมกับผู้หญิงพรรค์นี้เช่นกัน คนตระกูลเติ้งนึกไม่ถึงเลยว่าสาเหตุจะเป็นเช่นนี้ มารดาตระกูลเติ้งรู้สึกเหมือนเลือดลมสูบฉีดขึ้นหน้า นางโกรธจนตัวสั่น นางคว้าไม้กวาดได้ก็ฟาดใส่ตัวหลี่ซื่อทันที
“ที่พวกเขาพูดเป็นความจริงใช่ไหม นังลูกไม่รักดี ข้าจะตีเจ้าให้ตาย!”
หลี่ซื่อร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด นางเอาแต่หลบอยู่ข้างหลังพี่ชายพลางร้องไห้โฮ ในใจยิ่งทวีความโกรธแค้น ชาวบ้านหมู่บ้านซานฝูไม่ได้สะทกสะท้านเลยสักนิด พวกเขายัดหนังสือหย่าใส่อ้อมอกของบิดาตระกูลเติ้งพลางเอ่ย
“พวกเราส่งของถึงมือแล้ว หลังจากนี้หัวหน้าหมู่บ้านจะส่งหนังสือหย่าไปที่ทางการ ทะเบียนบ้านของนางก็จะถูกย้ายออกไปด้วย นับจากนี้เป็นต้นไป หลี่ซื่อไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับหมู่บ้านซานฝูของเราอีก”
บิดาตระกูลเติ้งหมดอาลัยตายอยากจนทรุดตัวลงนั่งกับพื้นเงียบงันไปเนิ่นนาน พี่ใหญ่ตระกูลเติ้งร้อนใจจนทนไม่ไหว
“ท่านพ่อ จะปล่อยให้พวกเขาไปแบบนี้ไม่ได้นะ หนังสือหย่าฉบับนี้พวกเราไม่ยอมรับ ถ้าน้องเล็กถูกหย่าขาดแล้ว ต่อไปนางจะทำอย่างไร”
ในยุคสมัยนี้ สตรีที่ถูกหย่าขาดเดินไปที่ใดก็มีแต่จะโดนผู้คนรังเกียจเดียดฉันท์ อย่าว่าแต่หมู่บ้านซานฝูจะอยู่ไม่ได้เลย แม้แต่หมู่บ้านตระกูลเติ้งก็เกรงว่าจะไม่มีที่ว่างให้นางซุกหัวนอน
หลี่ซื่อไม่ได้คิดไปไกลขนาดนั้นเลยสักนิด ยามที่นางอยู่บ้านเดิมก็ได้รับการปกป้องดูแลจากพ่อแม่และพี่ชายเป็นอย่างดี พอแต่งเข้าบ้านสามีก็มีความสัมพันธ์แบบป้าหลานคอยคุ้มหัว นิสัยเดิมจึงค่อนข้างเย่อหยิ่งเอาแต่ใจ
เวลานี้นางยังคงเคียดแค้นคนจากหมู่บ้านซานฝูเหล่านั้น คิดประชดในใจว่าฝูกวงทิ้งนางไปจะต้องนึกเสียใจภายหลังแน่ อย่างไรเสียแม่สามีก็เป็นป้าแท้ๆ ของนาง นอกเสียจากว่าแม่สามีจะไม่เอาตระกูลเดิมแล้ว ไม่อย่างนั้นจะยอมให้หย่านางจริงๆ ได้อย่างไร
นางมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าตระกูลฝูจะต้องมารับนางกลับไปแน่นอน นางจึงไม่ได้ใส่ใจความวิตกกังวลของพ่อแม่และพี่ชายเลยแม้แต่น้อย มารดาตระกูลเติ้งเห็นท่าทางไม่ยอมสำนึกผิดของนางก็ตาเหลือกกลับแล้วเป็นลมล้มพับหมดสติไปทันที
บ้านตระกูลเติ้งพลันเกิดความโกลาหลวุ่นวายขึ้นมาอีกระลอก ส่วนคนจากหมู่บ้านซานฝูเวลานี้ได้ออกเดินทางกลับไปนานแล้ว ตลอดทางเหล่าชายฉกรรจ์ยังคงบ่นด่าสาปแช่งไม่หยุดปาก
กว่าจะกลับถึงหมู่บ้านฟ้าก็มืดค่ำแล้ว ลูกชายหัวหน้าหมู่บ้านตรงไปที่บ้านตระกูลลู่เพื่อตามหาฝูกวงก่อน พร้อมกับเล่าสถานการณ์ให้ฟัง ลู่ตงซานเพิ่งกลับมาได้ไม่นานจึงได้ประจวบเหมาะได้ร่วมรับฟังด้วย
พอฟังจบใบหน้าของเขาก็มืดทะมึนราวกับก้นหม้อก็ไม่ปาน หลี่เอ้อโก่วตบไหล่ฝูกวงเบาๆ พลางเอ่ยปลอบใจ
“ผู้หญิงพรรค์นี้ครอบครัวอย่างพวกเราไม่ขอรับไว้หรอก หย่าขาดไปก็ไม่มีอะไรน่าเสียดาย ขืนเก็บไว้ก็รังแต่จะเป็นภัยพิบัติในภายหลัง”
เย็นวันนั้นเฉินสวี่อันจัดสำรับอาหารขึ้นโต๊ะ พอได้ยินเรื่องราวคร่าวๆ จากปากลู่ตงซาน นางก็ถึงกับอึ้งไปเลย
“ผู้หญิงคนนั้นช่างหน้าหนาหน้าทนราวกับสุกรตายไม่กลัวน้ำร้อนลวกจริงๆ!”
ลู่ตงซานเดิมทีรู้สึกหดหู่ใจอยู่บ้าง พอได้ยินคำพูดนั้นเขาก็หลุดหัวเราะออกมา ทำให้อารมณ์ดีขึ้นมาหลายส่วนพลางทอดถอนใจ
“ข้าแค่รู้สึกไม่คุ้มค่าแทนฝูกวงเลย เมื่อก่อนตอนที่เจ้าความจำเสื่อม พวกเขายังบอกว่าข้าแต่งกับเจ้านั้นไม่คุ้มค่า ฝูกวงเคยพูดล้อเล่นว่าแต่งภรรยาต้องแต่งสตรีอย่างลูกพี่ลูกน้องของเขา
ใครจะไปรู้ว่าสุดท้ายเขาต้องมาหย่าลูกพี่ลูกน้องของตัวเอง ช่างเป็นเรื่องเหนือความคาดหมายจริงๆ!” เฉินสวี่อันไม่อยากฟังเรื่องราวเก่าๆ คร่ำครึเหล่านั้น นางจึงเบี่ยงเบนประเด็นไป
“ลานหน้าบ้านของเราใกล้จะซ่อมแซมเสร็จแล้ว อีกสองวันก็จะทำพิธียกคานบ้านแล้ว คาดว่าอีกสิบกว่าวันคงจะเสร็จสมบูรณ์ ช่วงนี้ท่านอย่าเดินทางไปไหนไกลล่ะ มีอะไรจะได้ช่วยหยิบจับเล็กๆ น้อยๆ ได้ รอให้เรื่องนี้ผ่านพ้นไปค่อยออกไปข้างนอก
อีกอย่างได้ยินอาชิ่งบอกว่าท่านป้าฝูต้องการการบำรุงร่างกาย ประจวบเหมาะใกล้จะเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว ข้าตั้งใจจะกินเนื้อแพะเสียหน่อย แพะที่บ้านเราเลี้ยงเอาไว้ก่อน ท่านลองออกไปดูข้างนอกซิว่ามีใครขายเนื้อแพะบ้างไหม” ลู่ตงซานได้ยินอย่างนั้นก็ครุ่นคิด