LNCrawler

บทที่ 72 ความยากจนที่ลู่ตงซานคาดไม่ถึง

ยอดภรรยารักแห่งบ้านตระกูลลู่ — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 72 ความยากจนที่ลู่ตงซานคาดไม่ถึง

บทที่ 72 ความยากจนที่ลู่ตงซานคาดไม่ถึง

 

ฟางเอ้อเหนียงภรรยาของจางจิ้งยืนอยู่ด้านข้าง ยามที่ได้เห็นลู่ตงซานเดินทางมา ความรู้สึกในใจก็นับว่ามีทั้งดีใจและกังวลใจระคนกัน ทว่าเมื่อเห็นเขาขนข้าวของมากมายปานนี้มาให้ 

ความกังวลใจเหล่านั้นก็พลันมลายหายไปสิ้น นางรีบร้องเรียกให้ลูกชายและลูกสะใภ้ช่วยกันลำเลียงสิ่งของเข้าไปด้านใน จากนั้นจึงเชื้อเชิญให้ลู่ตงซานเข้าไปดื่มน้ำในบ้านด้วยความกระตือรือร้น

​ยามก้าวเท้าเข้าสู่ตัวบ้าน ลู่ตงซานก็ต้องตื่นตะลึงอีกครา ภายในห้องมีแสงสว่างสลัวมืดมน ม้านั่งเพียงสองตัวที่มีอยู่ก็ล้วนขาหัก ขาข้างหนึ่งถูกผูกยึดไว้ด้วยท่อนไม้เพื่อช่วยพยุงรับน้ำหนัก 

บนม้านั่งตัวยาวมีผู้คนนั่งเบียดเสียดกันจนเต็ม ทั้งผู้ใหญ่และเด็กนับรวมกันได้ราวเจ็ดแปดคน มุมปากของลู่ตงซานกระตุกเบาๆ ไม่รู้เลยว่าม้านั่งตัวยาวตัวนั้นจะทานทนน้ำหนักไปได้อีกนานเท่าไร 

เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะนั่งลงบนม้านั่งเดี่ยว ทว่าก็ไม่กล้าทิ้งน้ำหนักลงไปเต็มที่ ด้วยเกรงว่าขาม้านั่งจะหักโค่นลงมา ​จางจิ้งรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่หลานชายมาเยือน วาจาที่เอ่ยออกมาจึงค่อนข้างสับสนปนเปไปหมด

“เจ้าก็พูดไป ระยะทางห่างไกลถึงเพียงนี้ยังจะขนข้าวของมากมายมาทำไมกัน ท่านแม่ของเจ้าก็จากไปแล้ว ภรรยาของเจ้าคนนั้นดูท่าทางก็ไม่เหมือนคนที่จักทำงานบ้านงานเรือนเป็น ทั้งครอบครัวพึ่งพาเจ้าเพียงลำพังคนเดียว 

เจ้าต้องรู้จักมัธยัสถ์อดออมเอาไว้บ้าง หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกลนัก! จริงสิ เสบียงอาหารที่บ้านมีพอกินหรือไม่ ปีนี้สภาพอากาศไม่สู้ดี คาดว่าคงจะหนาวจัดจนเหน็บหนาวเป็นแน่ หากกักตุนเสบียงไว้ไม่เพียงพอ ฤดูหนาวนี้เกรงว่าจะผ่านพ้นไปได้ยากยิ่ง”

​ความประทับใจและความทรงจำที่จางจิ้งมีต่อตระกูลลู่ยังคงหยุดนิ่งอยู่ตรงช่วงเวลาที่จางซื่อล่วงลับ พูดกันตามตรง ภรรยาองลู่ตงซานคนนั้นมองดูปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่คนที่จะปรนนิบัติดูแลเรือนและใช้ชีวิตรอดพ้นได้เลย 

ไม่รู้เหมือนกันว่าน้องสาวเหตุใดจึงได้ตบแต่งสตรีพรรค์นี้ให้แก่บุตรชาย บัดนี้สภาพความเป็นอยู่ภายในบ้านก็ไม่รู้ว่าแปรเปลี่ยนเป็นอย่างไรบ้างแล้ว ลู่ตงซานรู้สึกหมดหนทางอยู่บ้าง จึงเอ่ยปนรอยยิ้ม

“ท่านลุง ท่านอย่าได้เป็นห่วงข้าเลย ชีวิตความเป็นอยู่ของข้าในยามนี้สุขสบายดีมากขอรับ อีกอย่างข้าวของพวกนี้ก็คือน้ำใจที่มารดาของลูกๆ ข้าสั่งความให้ข้านำมามอบให้ มันไม่ใช่ของล้ำค่าหายากอะไร นำมาให้พวกเด็กๆ ได้กินบำรุงร่างกายกันเถอะขอรับ”

จางจิ้งอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง ดูเหมือนเขาจะนึกไม่ถึงเลยว่าของพวกนี้จะเป็นของที่หลานสะใภ้ผู้ไม่รู้ความคนนั้นให้มา จนชั่วขณะหนึ่งถึงกับไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี ลู่ตงซานชี้ไปที่รถลาด้านนอกแล้วกล่าวอีก

“ท่านลุง นั่นรถลาของบ้านข้าเอง ตอนนี้ข้ารับจ้างส่งของให้คนอื่น ชีวิตความเป็นอยู่ถือว่าใช้ได้ไม่ขาดแคลนของกิน ท่านรับไว้ด้วยความสบายใจเถอะขอรับ”

​คราวนี้จางจินสบายใจขึ้นมาได้เสียที รอยยิ้มบนใบหน้าพลันคลี่ขยายออก

​ส่วนคนอื่นๆ ในตระกูลจางต่างพากันตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง ฟางเอ้อเหนียงเดินออกไปจัดการธุระรอบหนึ่ง พอกลับมาก็เอ่ยกับลู่ตงซานด้วยความรู้สึกผิดเล็กๆ ในใจ

“หลานชาย เจ้าอยากจะล่ากวางเกรงว่าคงต้องอยู่ที่นี่สักสองสามวัน เพียงแต่ที่บ้านไม่มีที่ทางให้เบียดเสียดพำนักได้เลยจริงๆ ข้าจึงไปบอกกล่าวกับทางหัวหน้าหมู่บ้านไว้แล้ว ที่บ้านของหัวหน้าหมู่บ้านยังมีห้องพักรับรองว่างอยู่ห้องหนึ่ง เจ้าลองดูว่าใช้ได้หรือไม่”

​ฟางเอ้อเหนียงกังวลเล็กน้อยว่าลู่ตงซานจะไม่พอใจ เพียงแต่ที่บ้านไม่มีที่เหลือแล้วจริงๆ จะให้นอนอย่างไรได้! ลู่ตงซานได้ยินแบบนั้นดวงตาก็เป็นประกาย ยังดีที่ไม่มีใครสังเกตเห็น เขารีบกล่าวทันที

“ท่านป้าสะใภ้ลำบากท่านแล้ว จัดการเช่นนี้ดีมากเลยขอรับ เรื่องค่าที่พักเดี๋ยวข้าจัดการออกเองได้” ​ฟางเอ้อเหนียงรีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธ 

“จะต้องเสียเงินเสียทองอะไรกัน เมื่อครู่ข้าหิ้วเห็ดป่าไปมอบให้เขานิดหน่อยก็เรียบร้อยแล้ว เจ้าพักผ่อนให้สบายใจเถอะ อยู่ต่ออีกหลายวันหน่อยก็ไม่เป็นไร”

​หลานชายหาโอกาสมาเยือนได้ยากยิ่ง นางย่อมอยากจะรั้งตัวเขาไว้ให้นานหน่อย ทั้งครอบครัวนั่งพูดคุยสัพเพเหระกันอยู่ครู่ใหญ่ ในระหว่างนั้นจางหลัวชางและจางจูเหลียง ลูกชายทั้งสองของจางจิ้งและฟางเอ้อเหนียงก็กลับมาพอดี 

เมื่อเห็นพวกเขาแบกตะกร้าไม้ไผ่ไว้บนหลังก็คาดเดาได้ว่าคงจะเพิ่งลงมาจากบนภูเขา ​ทั้งสองคนเมื่อได้เห็นลู่ตงซานก็อึ้งไปเช่นกัน โดยเฉพาะยามที่เห็นรถลาคันนั้น ต่างก็แสดงสีหน้าเหลือเชื่อออกมา 

ของอย่างรถลานี้พวกเขาเคยเห็นเพียงแค่ครั้งสองครั้งเท่านั้นที่หมู่บ้านข้างๆ ​เมื่อลูกพี่ลูกน้องมาพบหน้ากันจึงย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องทักทายปราศรัยกัน ยามร่วมนั่งกินข้าว ลู่ตงซานพบว่าอาหารการกินของทางฝั่งนี้ย่อมแย่ยิ่งกว่าหมู่บ้านซานฝูเสียอีก 

ของคาวเพียงอย่างเดียวที่มีอยู่บนโต๊ะคือปลาลำธารนึ่งจานเล็กๆ ดูแล้วไม่ค่อยชวนให้เจริญอาหารเท่าไรนัก ทว่าพวกเด็กๆ กลับจ้องมองจนน้ำลายแทบสอ ลู่ตงซานรู้สึกสะท้อนใจ จึงคีบปลาเล็กเหล่านั้นแบ่งให้เด็กๆ กิน 

ส่วนตัวเขาเลือกกินพวกของป่าตากแห้ง แต่จะว่าไปแล้วรสสัมผัสของเห็ดป่าก็นับว่าดีเยี่ยม ทั้งยังมีผักป่าบางชนิดที่ไม่ค่อยพบเห็นในแถบบ้านของเขา พอกินเข้าไปแล้วช่างได้รสชาติแปลกใหม่ไปอีกแบบ

​ฟางเอ้อเหนียงเห็นเขาเจริญอาหารดีก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ที่นี่ไม่มีของดีๆ อะไรมาต้อนรับขับสู้ นางเกรงอยู่เหมือนกันว่าหลานชายจากบ้านน้องสาวสามีจะนึกรังเกียจ

​หลังจากกินข้าวเสร็จ ลู่ตงซานก็เดินทางไปยังบ้านของหัวหน้าหมู่บ้านโดยมีจางหลัวชางคอยเดินไปเป็นเพื่อน ​บ้านของหัวหน้าหมู่บ้านก็สร้างขึ้นจากดินดิบเช่นกัน 

ทว่ามองดูแล้วใหญ่โตกว่าบ้านตระกูลจางมาก ตัวบ้านค่อนข้างใหม่น่าจะเพิ่งสร้างขึ้นมาได้ไม่กี่ปี ห้องพักรับรองเป็นเพียงห้องขนาดเล็ก พอวางเตียงลงไปหลังหนึ่งก็ไม่มีพื้นที่เหลือทำอะไรแล้ว

ลู่ตงซานกวาดสายตาสำรวจดู ห้องนี้น่าจะมีคนอาศัยอยู่เป็นประจำ เพียงแต่ท่านป้าสะใภ้มาบอกกล่าวและมอบของกำนัลให้ เจ้าของห้องจึงยอมย้ายออกไปชั่วคราว

​ในวันนี้เขาเองก็เหน็ดเหนื่อยสายตัวแทบขาด หลังจากล้มตัวลงนอนได้ไม่นานก็เริ่มส่งเสียงกรนฟี่ๆ ออกมา ​จางหลังชางเดินทางกลับมาถึงบ้าน พบว่าทุกคนในครอบครัวยกเว้นพวกเด็กๆ ต่างพากันนั่งรอเขาอยู่ ​จางจิ้งเอ่ยถามอย่างกระตือรือร้นทันที 

“จัดการที่พักเรียบร้อยดีแล้วหรือ” ​จางหลังชางพยักหน้ารับเบาๆ ก่อนเอ่ยถาม

“ท่านพ่อ ลูกพี่ลูกน้องคนนั้นตั้งใจจะเข้าป่าไปล่ากวางจริงๆ หรือขอรับ นี่ไม่ใช่ว่ากินอิ่มจนไม่มีอะไรทำแล้วหาเรื่องใส่ตัวหรือ”

​บ้านไหนจะมีเวลาว่างเดินทางรอนแรมมาไกลแสนไกลเพียงเพื่อต้องการล่าสัตว์ ช่างใช้ชีวิตไม่เป็นเอาเสียเลย ​จางจิ้งทอดถอนใจพลางส่ายหัว เขาเองก็คิดเช่นนี้ 

“ท่านอาหญิงของเจ้าจากไปแล้ว ในบ้านก็ไม่มีใครคอยควบคุมดูแล เขาอยากจะทำอะไรก็ทำได้ตามใจชอบ ทว่าพวกเราไม่ค่อยได้ไปมาหาสู่กัน ข้าเองก็ไม่สะดวกใจที่จะพูดอะไรมากนัก เฮ้อ!” ​ฟางเอ้อเหนียงกลับมองโลกในแง่ดี นางเลยเอ่ยด้วยอารมณ์ค่อนข้างดี

“พวกเจ้าจะไปกังวลแทนเขาทำไมกัน ลองดูเสื้อผ้าที่ลูกพี่ลูกน้องของเจ้าสวมใส่สิ แล้วยังมีข้าวของเต็มรถลาที่ขนมาให้ในวันนี้อีก มีสิ่งใดบ้างที่ไม่ใช่ของดี ชีวิตความเป็นอยู่ของเขาต้องดีมากแน่ๆ ไม่เช่นนั้นเขาจะใช้ชีวิตอย่างสุขสำราญเช่นนี้ได้อย่างไร 

ข้าจะบอกพวกเจ้าให้ วันนี้ตอนจัดของ ด้านในมีเนื้อตากแห้งถุงใหญ่ เขาบอกว่าเป็นของที่มาจากทะเล ของพรรค์นั้นล้ำค่าและราคาแพงยิ่งนัก เก็บไว้ค่อยๆ กินคงกินได้อีกหลายปีเลยทีเดียว!

​แล้วยังมีพวกไข่ไก่กับปลาแห้งอีก ทั้งหมดล้วนไม่ใช่ของถูกๆ! แถวบ้านเราต่อให้เอาของไปแลกกับพ่อค้าเร่ก็ยังไม่ได้ของดีขนาดนี้ ที่ทำให้ข้ายินดีที่สุดก็คือผ้าสองสามผืนนั้น มันคือผ้าป่านเนื้อละเอียด นำไปตัดเย็บเสื้อผ้าได้ตั้งหลายชุดเลยเชียว”

​ผ้าเนื้อดีปานนี้นางทำใจใช้ไม่ลงจริงๆ ​จางจิ้งพยักหน้าเห็นพ้องพลางเอ่ยด้วยความปลาบปลื้มใจ 

“ตงซานยังบอกอีกว่าเผือกถุงนั้นมอบให้ข้าเอาไว้ปลูกในปีหน้า บอกว่าของสิ่งนี้ดูแลง่าย ปลูกแล้วใช้กินเป็นอาหารหลักได้ เรื่องนี้เจ้าห้ามไปแตะต้องเด็ดขาด และห้ามนำไปต้มกินด้วย ข้าจะลองปลูกดูในปีหน้า หากได้ผลพวกเราก็จะมีของกินเพิ่มขึ้น”

​ยามที่มองดูพวกหลานๆ เติบใหญ่ขึ้นทุกวัน ในบ้านแม้แต่จะสร้างเรือนสักหลังยังถือเป็นเรื่องฟุ่มเฟือยเกินตัว จะไม่ให้เขาเป็นห่วงและร้อนใจได้อย่างไร ​สีหน้าของฟางเอ้อเหนียงแปรเปลี่ยนเป็นจริงจังและรับคำ 

“ต่อให้ท่านไม่พูด ของสิ่งนั้นข้าก็ไม่มีทางนำออกมาใช้สุ่มสี่สุ่มห้าหรอก” ​จางหลัวชางและจางจูเหลียงได้ยินแบบนั้นก็หันมาสบตากันด้วยความประหลาดใจ

​“ท่านพ่อ ตอนที่ท่านเดินทางไปบ้านเขาคราวก่อน ท่านไม่ใช่บอกว่าที่บ้านท่านอามีความเป็นอยู่ยากลำบากหรอกหรือ ถึงขนาดท่านต้องแบกข้าวสารถุงเล็กไปให้ แต่เท่าที่ข้าเห็นยามนี้ ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขามันดีจนไม่มีที่ติเลยนะขอรับ!” จางจูเหลียงเอ่ยด้วยความฉงนใจ

​ยามที่ท่านพ่อตั้งใจจะนำเสบียงเหล่านั้นไปมอบให้ ท่านแม่ของเขาถึงกับหน้าดำคร่ำเครียดไปตั้งหลายวัน ทว่าก็มีเพียงแค่ครั้งนั้นครั้งเดียว 

แม้ท่านแม่จะไม่พอใจแต่ก็ไม่ได้ก่อเรื่องโวยวายอะไร เพียงแค่รู้สึกอึดอัดขัดใจเท่านั้น ​จางจิ้งเห็นทุกคนในครอบครัวต่างพากันจับจ้องมาที่เขา เขาจึงเอ่ยอย่างร้อนรน

“ข้ายังจะหลอกพวกเจ้าได้อีกหรือ ตอนที่ข้าไป บ้านตระกูลลู่หลังนั้นก็ไม่ได้ดีไปกว่าบ้านของเราสักเท่าไรเลย แถมยังตั้งอยู่ตรงกึ่งกลางภูเขา จะตักน้ำมากินมาใช้ก็ลำบาก 

เด็กๆ สองสามคนก็เหมือนไม่มีใครคอยเหลียวแล มื้อนี้มีมื้อหน้าอด และที่สำคัญที่สุดก็คือหลานสะใภ้ของข้าคนนั้น ข้าไม่รู้จะเอ่ยถึงนางอย่างไรดีจริงๆ” ​เมื่อเอ่ยถึงเฉินสวี่อัน จางจิ้งก็เอาแต่ส่ายหัวไม่หยุด