LNCrawler

บทที่ 76 ตำราสตรีและความคาดหวังของครอบครัว

ยอดภรรยารักแห่งบ้านตระกูลลู่ — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 76 ตำราสตรีและความคาดหวังของครอบครัว

บทที่ 76 ตำราสตรีและความคาดหวังของครอบครัว

 

สีหน้าของเฉินสวี่อันแปรเปลี่ยนไปทันที นางรีบก้าวเท้าเข้ามาดึงตัวบุตรชายทั้งสองคนเข้าไปด้านใน เด็กทั้งสองคนหนาวสั่นจนเลือดในกายแทบจะจับตัวเป็นก้อนแข็ง หากไม่ใช่เพราะเฉินสวี่อันช่วยผลักช่วยดันตัวพวกเขาไว้ เกรงว่าคงไม่อาจก้าวขาเดินต่อไปได้แล้ว

​เฉินสวี่อันนำตัวพวกเขาตรงดิ่งไปที่ห้องครัว จัดแจงให้นั่งลงตรงหน้าเตาไฟเพื่อผิงไฟให้อบอุ่น จากนั้นจึงร้องเรียกให้ลู่หยวนเซินมาช่วยหยิบจับ สองแม่ลูกคนหนึ่งช่วยหั่นขิงซอย อีกคนช่วยก่อไฟต้มน้ำ 

ไม่นานนักน้ำขิงร้อนๆ หม้อโตก็ถูกต้มจนเดือดพล่าน ลู่หยวนเว่ยที่โอบประคองชามน้ำขิงไว้ในมือเอ่ยด้วยอาการสั่นสะท้าน

“ท่านแม่เหตุใดอากาศถึงได้หนาวเหน็บปานนี้ ข้ารู้สึกเหมือนร่างกายนี้ไม่ใช่ของข้าอีกต่อไปแล้วเลยขอรับ”

​เฉินสวี่อันเห็นน้ำมูกน้ำตาของเขาไหลพรั่งพรูไม่หยุดด้วยความสงสารและเวทนา นางคอยช่วยป้อนน้ำขิงอุ่นๆ ให้แก่สองพี่น้อง พลางเอ่ยปากดุด้วยน้ำเสียงเชิงเป็นห่วง

“หนาวถึงเพียงนี้ เหตุใดไม่พักค้างแรมที่ตัวอำเภอต่ออีกสักคืน วันพรุ่งนี้ค่อยเดินทางกลับก็ยังไม่สาย” ลู่หยวนเปาเริ่มมีอาการดีขึ้น เขาคัดค้านพลางส่ายหัว

“ไม่อาจรีรอได้แล้วขอรับ ท่านพ่อบอกว่าตอนออกจากบ้านหิมะที่ทับถมยังไม่หนาเท่าไรนัก ทว่ายามที่พวกเราเดินทางกลับมาถึงเมื่อครู่ พอเหยียบย่ำเท้าลงไป 

รองเท้าก็จมหายไปจนมิดแล้ว หากหิมะยังคงตกกระหน่ำเช่นนี้ต่อไป วันพรุ่งนี้เส้นทางบนภูเขาคงยากจะสัญจร ดีไม่ดีอาจจะติดอยู่กึ่งกลางทางจนไม่อาจผ่านไปได้เลยขอรับ”

​หากเรื่องราวแปรเปลี่ยนเป็นเช่นนั้น พวกเขาก็คงไม่มีหนทางเดินทางกลับมาถึงบ้านได้เลย เฉินสวี่อันนึกไม่ถึงเลยว่าสถานการณ์จะรุนแรงถึงเพียงนี้ ตัวนางเอาแต่หมกมุ่นทำงานอยู่ในห้องทอผ้า 

ส่วนบุตรสาวทั้งสองคนก็ล้วนขยันขันแข็ง คอยกวาดหิมะวันละสองหน ทำให้ในบ้านสะอาดสะอ้านหมดจด นางจึงไม่ได้ตระหนักถึงเรื่องนี้เลย

ลู่ตงซานจัดการเก็บรถลาเข้าที่เรียบร้อยก็หิ้วข้าวของพะรุงพะรังเดินเข้าประตูมา เขาจัดแจงกรอกน้ำขิงอุ่นๆ เข้าปากรวดเดียวหมดชาม จากนั้นจึงลอบระบายลมหายใจยาวออกมาด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข เขาปรายตามองบุตรชายทั้งสองคนพลางส่ายหัวแล้วเอ่ย

“พวกเจ้าสองคนช่างอ่อนแอยิ่งนัก ร่างกายอ้อนแอ้นบอบบางเช่นนี้ วันหน้าหากไม่ได้เรียนหนังสือเกรงว่าคงทำงานทำการสิ่งใดไม่ได้เลย ขืนปล่อยไว้แบบนี้ต่อไปมีแต่จะเสียคน”

​ในจิตสำนึกส่วนลึกของลู่ตงซาน เขายังคงคิดว่าบุรุษต้องมีร่างกายที่กำยำแข็งแรง ส่วนพวกที่อ่อนแอโดนลมพัดก็แทบปลิวเหล่านั้นมันพวกผู้หญิง

​สองพี่น้องลู่หยวนเปาถูกท่านพ่อเอ่ยปากหยามเหยียดอย่างรุนแรง สีหน้าจึงดูย่ำแย่ยิ่งนัก ทว่าก็ไม่มีหนทางใดจะโต้แย้ง ลู่หยวนเว่ยเปลี่ยนความเจ็บแค้นให้เป็นพลังในการกิน เขาเอ่ยกับเฉินสวี่อันด้วยความอัดอั้นตันใจ

“ท่านแม่ ข้าหิวแล้วอยากกินข้าว อยากกินให้มากกว่าท่านพ่อ วันพรุ่งนี้เช้าข้าจะรีบตื่นขึ้นมาออกกำลังกายเลย คอยดูเถอะ หึ!”

​“อืม พวกเจ้าล้วนต้องกินให้มากหน่อย ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไปก็จงฝึกฝนร่างกายไปพร้อมกับท่านพ่อของเจ้า ยามที่อยู่ที่สถานศึกษาก็ห้ามละเลยเด็ดขาด การฝึกฝนร่างกายสิ่งสำคัญที่สุดคือความเพียรพยายามอย่างต่อเนื่อง” 

เฉินสวี่อันเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานและเปี่ยมด้วยความเมตตาพลางลูบหัวบุตรชายทั้งสองคน ลู่หยวนเปาใบหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อเอ่ยด้วยความขัดเขิน

“ท่านแม่ ข้าโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ท่านเลิกลูบหัวข้าได้หรือไม่ขอรับ”

​“ไม่ได้ ต่อให้เจ้าอายุเจ็ดสิบแปดสิบปี เจ้าก็ยังคงเป็นบุตรชายของข้าอยู่ดี!” เฉินสวี่อันเอ่ยเย้าสะบัดเสียงเบาๆ อย่างแง่งอน

ลู่หยวนเปาทำสีหน้าหมดอาลัยตายอยาก และปล่อยให้ท่านแม่ย่ำยีทรงผมของตนเองตามใจชอบ ​เฉินสวี่อันเห็นเขาให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีก็พึงพอใจ นางเห็นน้ำในหม้อเดือดพล่านแล้ว จึงรีบใส่เส้นบะหมี่ลงไปทันที 

เส้นบะหมี่นี้ถูกนวดและรีดออกมาตั้งแต่ช่วงหลังเที่ยงวัน วางทิ้งไว้ประเดี๋ยวเดียวก็แห้งสนิทจนแข็งทื่อ ยามที่จะกินก็เพียงนำไปลวกในน้ำเดือดสองสามหน แล้วราดน้ำซุปตักใส่ชามก็เป็นอันเสร็จสิ้น 

น้ำซุปนี้คือน้ำซุปไก่ที่เฉินสวี่อันเริ่มตระเตรียมเคี่ยวทิ้งไว้ตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงตอนนี้ น้ำซุปจึงอัดแน่นไปด้วยคุณประโยชน์เข้มข้น เนื้อไก่เปื่อยนุ่มทั้งยังตอกไข่ใส่ลงไปด้วย มันช่างสมบูรณ์แบบสิ้นดี

​สามพ่อลูกกินบะหมี่ชามโตไปคนละสองชามเต็มๆ ถึงได้วางตะเกียบ ความจริงลู่ตงซานยังสามารถกินต่อได้อีก ทว่าลู่หยวนเว่ยอิ่มจนพุงกางแล้ว เขาเกรงว่าเจ้าเด็กคนนี้จะดื้อรั้นแข่งกินกับเขาจนท้องแตกตายเสียก่อน เขาจึงจำต้องหยุดกิน 

ในบรรดาคนทั้งสามคนมีเพียงลู่หยวนเปาเท่านั้นที่อิ่มหนำสำราญและสบายตัวที่สุด หลังจากพวกเขากินเสร็จ ลู่หยวนเซินก็เข้ามาเก็บกวาดถ้วยชามอย่างรู้ความ ลู่หยวนเปาจึงถือโอกาสนี้เอ่ยขึ้น

“น้องรอง พี่ใหญ่ให้ท่านพ่อช่วยซื้อคัมภีร์คุณธรรมสตรี คำสอนสตรี และข้อห้ามของสตรีมาให้เจ้ากับน้องสี่ด้วย เจ้าต้องตั้งใจอ่านให้ดีๆ อย่าได้ให้เสียความตั้งใจจริงของพี่ใหญ่เชียวล่ะ!” ​มือของลู่หยวนเซินที่กำลังหยิบจับถ้วยชามชะงักไปทันที และคิ้วขมวดม้วนแน่น 

“พี่ใหญ่ซื้อของพรรค์นั้นมาทำไมกัน ข้าอยู่บ้านย่อมไม่มีความจำเป็นต้องใช้”

​“ใครบอกว่าไม่มีความจำเป็นต้องใช้เล่า ข้าฟังมาจากพี่เฉิงอวี่บอกว่าท่านแม่ของเขาก็ให้น้องสาวของเขาอ่านตำราเหล่านี้ น้องสาวของเขาอยู่บ้านก็ต้องเรียนรู้เช่นกัน” 

ลู่ชหยวนเปาเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังยิ่งนัก เขาพำนักอยู่ที่ตัวอำเภอมาเนิ่นนาน ย่อมเข้าใจในหลักเหตุผลมากมาย สตรีที่ได้เรียนหนังสืออ่านออกเขียนได้และรู้หลักคุณธรรม ยามหน้าถึงจะสามารถตบแต่งเข้าตระกูลที่ดีได้

ลู่หยวนเซินนึกรังเกียจตำราเหล่านี้อยู่บ้าง การอ่านตำราพวกนี้ไม่สู้ไปเรียนรู้ทักษะการวาดภาพจากท่านแม่ให้มากกว่านี้ยังดีเสียกว่า ทว่านี่คือน้ำใจของพี่ใหญ่ นางจึงไม่อาจหักหาญน้ำใจของเขาได้ จึงทำได้เพียงเอ่ยกระเซ้าเย้าแหย่ไป

“แทนที่จะซื้อตำราพวกนี้มาให้ข้า ไม่สู้พี่ใหญ่ตั้งหน้าตั้งตาอ่านตำราให้มากกว่านี้ วันหน้าหากพี่ใหญ่มีความสามารถเก่งกาจ ข้าก็จะได้มีที่พึ่งพิงอันมั่นคง นั่นจึงย่อมไม่มีสิ่งใดต้องหวาดกลัวอีกต่อไป”

​เมื่อได้ยินคำพูดของเด็กสาว เฉินสวี่อันก็รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง ทว่าถือโอกาสนี้เอ่ยปากตักเตือนสั่งสอนสองพี่น้องก็นับว่าเป็นเรื่องดี 

“เจ้าใหญ่เจ้าสาม พี่สาวน้องสาวของพวกเจ้ากล่าวได้ถูกต้องยิ่งนัก สตรีต่อให้รู้หลักเหตุผลปานใดก็มิอาจเทียบเท่ากับการมีตระกูลเดิมที่แข็งแกร่งคอยหนุนหลัง หากพวกเจ้าตั้งใจอยากให้พี่สาวน้องสาวใช้ชีวิตในบ้านสามีได้อย่างราบรื่นไร้อุปสรรค 

ตัวพวกเจ้าเองก็ต้องพากเพียรพยายามให้จงหนัก หากพวกเจ้าสามารถสอบได้ตำแหน่งจากการร่ำเรียนดีๆ มาครองได้ ผู้อื่นก็ย่อมไม่กล้ามาข่มเหงรังแกได้โดยง่าย เข้าใจหรือไม่”

​เจ้าตัวเล็กทั้งสองคนพากันพยักหน้ารับคำพร้อมกัน เรื่องราวเหล่านี้พวกเขาล่วงรู้มาจากปากเพื่อนร่วมชั้นตั้งนานแล้ว เพียงแต่แอบมุมานะพยายามอยู่เงียบๆ 

ไม่เคยหยิบยกขึ้นมาเอ่ยปากพูดคุยต่อหน้าอย่างชัดเจนเท่านั้นเอง ลู่หยวนเซินยกยิ้มมุมปากเผยรอยยิ้มอันสดใส 

“เช่นนั้นข้าจะตั้งตารอให้พี่ใหญ่และน้องสามมาเป็นที่พึ่งพิงคอยหนุนหลังให้ข้านะเจ้าคะ ส่วนตำราพวกนั้นหากข้ามีเวลาว่างเมื่อใดจะหยิบมาอ่านดู”

​“แม่จะสอนเจ้าเอง” เฉินสวี่อันเอ่ยเสียงเบา

ลู่หยวนเซินพยักหน้ารับคำรัวๆ ราวกับลูกไก่จิกข้าว หลังจากล้างถ้วยชามเสร็จสรรพก็นำตำราที่เป็นของตนเองมากอดไว้แนบกาย เดินกลับห้องนอนไปด้วยความพึงพอใจ

​ส่วนทางด้านสามพ่อลูกตระกูลลู่ ยามนี้พวกเขาได้พากันหิ้วน้ำร้อนตรงดิ่งไปที่ห้องอาบน้ำเพื่อชำระล้างร่างกายเรียบร้อยแล้ว ห้องอาบน้ำตั้งอยู่ที่ลานหน้าบ้าน ซึ่งจัดสร้างขึ้นมาเป็นพิเศษ ด้านในมีถังไม้ขนาดใหญ่รูปทรงคล้ายอ่างอาบน้ำ 

การลงไปนั่งพร้อมกันสามพ่อลูกย่อมไม่ใช่ปัญหา ทว่าการอาบน้ำด้วยวิธีนี้ค่อนข้างสิ้นเปลืองน้ำยิ่งนัก หากไม่ใช่เพราะสองพี่น้องนานๆ ทีถึงจะได้เดินทางกลับมาบ้านสักหน เฉินสวี่อันย่อมไม่มีทางตัดใจยอมปล่อยให้พวกเขาทำเรื่องสิ้นเปลืองเช่นนี้แน่

​ในระหว่างที่พวกเขาอาบน้ำชำระล้างร่างกาย เฉินสวี่อันก็เดินทางกลับห้องนอนและล้มตัวลงนอนหลับพักผ่อนด้วยความสบายใจ ดวงตาทั้งสองข้างปิดสนิทลง ไม่นานนักก็เข้าสู่ห้วงนิทราอันแสนหวาน 

หิมะยังคงตกโปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสาย ผู้คนภายใต้ผ้าห่มอุ่นจมดิ่งสู่ความฝันอันงดงาม ภายในลานบ้านอันเงียบสงัดมีเพียงเสียงหัวเราะหยอกล้อดังแว่วมาจากทางห้องอาบน้ำเป็นครั้งคราว 

ผ่านไปไม่ถึงสองเค่อแสงไฟก็ดับมอดลง เสียงเจี๊ยวจ๊าวมลายหายไป สภาพลานบ้านหลังน้อยกลับคืนสู่ความเงียบสงบอย่างสมบูรณ์ ​วันรุ่งขึ้นลู่ตงซานนำบุตรชายทั้งสองคนมาออกกำลังกายยืดเส้นยืดสายที่ลานบ้านตั้งแต่เช้าตรู่ 

เจ้าตัวเล็กทั้งสองคนปรับตัวให้เข้ากับจังหวะของลู่ตงซานได้อย่างรวดเร็ว แม้กระทั่งลู่หยวนซิงคนเล็กสุดยังพลอยมาขยับแข้งขยับขาทำท่าทางตามไปด้วย 

และเดินเตาะแตะตามหลังพี่ๆ ราวกับเป็นหางตัวน้อย พี่ชายเดินไปทางใดเขาก็จะรีบวิ่งตามไปทางนั้น ต่อให้หกล้มคลุกคลานก็ไม่ส่งเสียงร้องไห้โยเยอวดครวญความเจ็บปวดเลย ร่างกายช่างทรหดอดทนยิ่งนัก

ลู่ตงซานเหลือบมองดูสองสามคราก็ไม่ได้เข้าไปแทรกแซง หลังจากออกกำลังกายเสร็จสิ้น เขาก็รีบวิ่งตรงดิ่งไปที่ลานหลังบ้านเพื่อตามหาภรรยาทันที