บทที่ 7 กาลเวลาจะพิสูจน์ใจคน
บทที่ 7 กาลเวลาจะพิสูจน์ใจคน
บทที่ 7 กาลเวลาจะพิสูจน์ใจคน
เมื่อก่อนแม่สามีมักจะจัดสรรแบบนี้ ของดีๆ จะเก็บไว้ให้เฉพาะคนที่จำเป็นต้องกินเท่านั้น เรื่องที่คนทั้งครอบครัวจะได้กินเนื้อพร้อมหน้ากันแทบไม่เคยเกิดขึ้น
ดูท่าว่าลู่หยวนเปาจะติดนิสัยมาจากนางจางซื่อเสียแล้ว เฉินสวี่อันไม่อยากจะกินเนื้อแล้วมองดูลูกคนอื่นๆ กินแต่ผักป่ากับแกลบ นางจึงเรียกลู่ตงซานมาทันที
“เอาเนื้อกระต่ายที่เหลือไปต้มน้ำแกงให้ลูกคนอื่นๆ กินด้วย แล้วก็ใส่ข้าวลงไปเพิ่ม อย่าให้ลูกๆ ต้องลำบากเลย ต่อไปเรากินอะไรพวกเขาก็ต้องได้กินอย่างนั้น การขี้เหนียวกับเรื่องแค่นี้ไม่ได้ช่วยให้เราตั้งตัวรวยขึ้นมาได้หรอก”
ลู่ตงซานกลัวเฉินสวี่อันจะไม่พอใจที่สุด จึงรีบรับคำและหมุนตัวกลับเข้าครัวไปทำกับข้าวต่อทันที เฉินสวี่อันจึงยกโจ๊กเข้าห้องได้อย่างสบายใจ ในลานบ้านเหลือเพียงลู่หยวนเปาที่ยืนจ้องห้องของนางจางซื่ออยู่นานก่อนจะเดินจากไป
โจ๊กเนื้อเป็นของที่หากินได้ยากในบ้านตระกูลลู่ ยิ่งเป็นโจ๊กที่มีเนื้อข้นๆ เช่นนี้ ลูกทั้งสองผลัดกันกินคนละคำอย่างเอร็ดอร่อยจนลืมความคันตามตัวไปชั่วขณะ
แม้จะกินหมดแล้วก็ยังทำท่าทางอาลัยอาวรณ์รสชาตินั้นอยู่ เห็นพี่น้องคู่นี้มีความสุข เฉินสวี่อันตอนส่งถ้วยชามคืนให้ลู่ตงซานจึงเอ่ยกับเขา
“ถ้าท่านพอมีเวลา ลองดูว่าพอจะจับไก่ป่าหรือกระต่ายป่ามาเพิ่มได้อีกไหม หรือถ้าไม่มีจริงๆ ได้ไข่สักฟองก็ยังดี ลูกๆ ได้กินเนื้อแล้วดูมีเรี่ยวแรงขึ้นมากเลย” ลู่ตงซานครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า
“ได้ ข้าจะไปวางกับดักบนเขา บนเขาลูกนี้ไม่ค่อยมีอะไรแล้ว ข้าจะลองไปดูที่อื่นดู เจ้าอยากจะได้อะไรก็สั่งให้เจ้าใหญ่ไปจัดการนะ เมื่อวานข้าเพิ่งตีเขาเพื่อสั่งสอนไป เขาไม่กล้าออกไปวิ่งเล่นซนอีกแล้วล่ะ”
เฉินสวี่อันพยักหน้าเบาๆ นางไม่ได้ยกเรื่องการอบรมสั่งสอนลูกมาโต้เถียงกับเขาในตอนนี้ หลายวันต่อมาเฉินสวี่อันใช้ชีวิตกินนอนอยู่กับลูกทั้งสองตลอด
หากพวกเขาเริ่มไม่สบายตัวนางก็จะหาวิธีดึงความสนใจ หรือเล่าเรื่องตลกให้พวกเขาฟัง ในห้องมักจะมีเสียงหัวเราะของแม่ลูกดังออกมาเป็นระยะ ทำให้ลู่ตงซานเบาใจลงมาก
ลู่หยวนเปาดูเหมือนจะเติบโตขึ้นในชั่วข้ามคืน เขาไม่แสดงท่าทางเป็นศัตรูกับเฉินสวี่อันเหมือนแต่ก่อน บางครั้งยังแอบเตรียมข้าวของไว้ให้นางเงียบๆ อีกด้วย ตอนที่ฝูกวงมาหาที่บ้าน เขาเห็นลู่หยวนเปากำลังหิ้วถังน้ำกลับมาพอดี จึงได้ขมวดคิ้วถาม
“หยวนเปา พ่อแม่เจ้าไปไหนเสียล่ะ ทำไมถึงปล่อยให้เจ้ามาหาบน้ำเองแบบนี้”
บ้านตระกูลลู่ตั้งอยู่บริเวณกึ่งกลางเขา การจะไปตักน้ำต้องลงไปถึงตีนเขา ลู่หยวนเปาเป็นเพียงเด็กชายรุ่นกระทัดรัด ตักน้ำครั้งหนึ่งยังไม่เต็มถังดีด้วยซ้ำ
หากจะเติมน้ำให้เต็มโอ่งต้องวิ่งรอกไปกลับสิบกว่าเที่ยว นี่มันไม่ใช่การใช้งานหนักเกินไปหน่อยหรือ! ฝูกวงคิดไปเองตามสัญชาตญาณว่านางติ้งขี้เกียจไม่ยอมทำงาน จึงสวมรอยโยนงานทุกอย่างให้เด็กทำ
เขาชะเง้อคอมองเข้าไปในบ้านแต่ก็ไม่เห็นวี่แววของใครเลย ลู่หยวนเปาปาดเหงื่อบนหน้าผาก ใช้เท้าถีบประตูรั้วไม้ไผ่ให้เปิดออกพลางหอบหายใจ
“ท่านลุงฝูไปนั่งพักที่ห้องโถงก่อนเถอะขอรับ ท่านพ่อลงนาไปแล้ว ไม่ก็อาจจะขึ้นเขาไป สรุปคือปกติท่านพ่อจะกลับมาตอนเกือบมืดโน่นเลย ส่วนท่านแม่... น้องๆ ป่วยขอรับ ท่านแม่เลยต้องดูแลพวกเขา ออกมาข้างนอกไม่ได้”
“ใครป่วย ป่วยเป็นอะไรถึงได้ร้ายแรงขนาดนั้น แม่เจ้าถึงขนาดก้าวเท้าออกจากห้องไม่ได้เชียวหรือ”
เสียงของฝูกวงดังขึ้นหลายระดับด้วยความโกรธ เขาปักใจเชื่อเข้าไปใหญ่ว่านางติ้งหาข้ออ้างหลอกใช้ลู่หยวนเปา หากมีเด็กป่วยจริงๆ เหตุใดลู่ตงซานถึงไม่ไปส่งข่าวที่บ้านเขาบ้างเลยล่ะ
ลู่หยวนเปากลัวว่าฝูกวงจะทำให้น้องๆ ที่กำลังหลับอยู่ตื่นขึ้น เขาจึงดึงชายเสื้อของอีกฝ่ายไว้แล้วเอานิ้วแตะริมฝีปากส่งเสียงจุ๊ๆ
“ท่านลุงฝูเบาเสียงหน่อยขอรับ น้องๆ อยู่ในห้องอย่าทำพวกเขาตื่นเลย ท่านแม่ออกมาไม่ได้จริงๆ ขอรับ น้องสาวรองกับน้องสามออกหัด แถมยังติดลมหนาว
ท่านหมอบอกว่าโรคนี้ติดต่อได้ ห้ามพวกเราเข้าไปใกล้ ตอนนี้ท่านแม่เลยต้องดูแลพวกเขาอยู่ในห้องท่านย่า ไม่ได้ออกมาหลายวันแล้วขอรับ ต้องรอให้น้องๆ หายดีก่อนท่านแม่ถึงจะออกมาจากห้องได้”
“หือ ร้ายแรงขนาดนั้นเชียว จริงหรือเปล่าเนี่ย แล้วทำไมพ่อเจ้าไม่เห็นบอกข้าเลย”
ฝูกวงร้อนใจจนตบโต๊ะลุกพรวดขึ้นมา พอนึกขึ้นได้ว่าลู่หยวนเปาบอกว่าเป็นอีสุกอีใสก็ไม่กล้าผลีผลามเข้าไปดู ได้แต่ยืนกระวนกระวายทำอะไรไม่ถูก ลู่หยวนเปาพยักหน้ายืนยัน
“ท่านพ่อควบรถลาเข้าตำบลไปตามหมอมาดูตอนกลางคืนเลยขอรับ ไม่ผิดแน่ ท่านแม่บอกว่าช่วงสองวันที่เพิ่งออกอาการนั้นค่อนข้างอันตราย รอให้ตุ่มมันขึ้นมาจนหมดก็จะดีขึ้น
ช่วงวันสองวันนี้พวกเขาไม่มีไข้แล้ว ท่านพ่อเลยวางใจออกไปทำงานได้ ส่วนข้าออกไปวิ่งเล่นไม่ได้ ต้องอยู่ช่วยงานที่บ้านขอรับ”
หากเป็นเมื่อก่อนถ้าถูกทิ้งให้อยู่เฝ้าที่บ้านแบบนี้ เขาคงรู้สึกไม่ยินดีแน่ๆ แต่ครั้งนี้เขากลับไม่มีความรู้สึกต่อต้านเลยแม้แต่นิดเดียว ตัวเขาเองก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมเหมือนกัน
ฝูกวงลูบหัวลู่หยวนเปาด้วยความเอ็นดู เมื่อได้ยินว่าเด็กๆ ปลอดภัยดีเขาจึงนั่งลงอย่างสบายใจ พลางพึมพำเบาๆ
“คิดไม่ถึงว่าแม่เจ้าจะยอมดูแลลูกด้วยตัวเอง สงสัยพระอาทิตย์จะขึ้นทางทิศตะวันตกเสียแล้ว!”
อย่าว่าแต่ฝูกวงที่แปลกใจเลย แม้แต่ตัวลู่หยวนเปาเองก็ยังประหลาดใจ และกำลังอยู่ในช่วงปรับตัวอยู่เหมือนกัน แต่ความรู้สึกแบบนี้ก็ไม่เลวนัก หากท่านแม่เป็นแบบนี้ไปตลอดก็คงจะดี
ฝูกวงเห็นว่าวันนี้คงรอเจอลู่ตงซานไม่ไหวแล้ว ประกอบกับเห็นว่าบ้านตระกูลลู่ยังปกติดีไม่มีเรื่องวุ่นวายอะไร เขาจึงไม่อยากเสียเวลาอยู่ที่นี่ต่อ ก่อนจะไปเขายังกำชับลู่หยวนเปา
“มีอะไรก็ไปหาลุงที่บ้านนะ ถ้าลุงไม่อยู่ก็บอกย่าเติ้งของเจ้า หรือไม่ก็บอกป้าของเจ้าก็ได้ ขาดเหลืออะไรก็ไปเอาที่บ้านลุงได้เลย”
ฝูกวงกับลู่ตงซานนั้นเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่วิ่งเล่นแก้ผ้า ความสัมพันธ์ดียิ่งกว่าพี่น้องแท้ๆ เสียอีก ทั้งสองบ้านจึงไม่ถือเป็นคนอื่นคนไกล ลู่หยวนเปาพยักหน้าอย่างว่าง่าย แล้วหิ้วถังน้ำเดินลงเขาไปส่งฝูกวง
เฉินสวี่อันที่อยู่ในห้องของนางจางซื่อได้ยินเสียงฝูกวงชัดเจน นางยิ้มออกมาอย่างอ่อนใจ นางรู้ดีว่าฝูกวงมีอคติต่อนาง ไม่สิ ต้องบอกว่าคนในหมู่บ้านใครก็ตามที่หวังดีต่อลู่ตงซานต่างก็มีอคติต่อนางทั้งนั้น
เพียงแต่ฝูกวงแสดงออกชัดเจนหน่อยเท่านั้น แต่นั่นก็เข้าใจได้ เพราะเหมือนว่าสมัยเด็กลู่ตงซานเคยช่วยชีวิตฝูกวงไว้ ตั้งแต่นั้นมาฝูกวงจึงรักลู่ตงซานเหมือนพี่น้องแท้ๆ
เมื่อเมียของน้องชายทำตัวไม่เอาไหน เขาย่อมต้องออกโรงแทนน้องชายเป็นธรรมดา ไม่ใช่ว่าเขามีเจตนาร้ายอะไร ช่างเถอะ คิดไปก็ไม่มีประโยชน์ หลังจากนี้นางจะใช้ชีวิตให้ดี
ให้บ้านตระกูลลู่เป็นบ้านที่สมกับเป็นบ้านจริงๆ ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน ความเปลี่ยนแปลงของนางย่อมต้องมีคนเห็นเข้าสักวัน ในขณะที่เฉินสวี่อันกำลังเหม่อลอย ลู่หยวนเซินก็ดึงมือนางเบาๆ จนนางสะดุ้งตื่นจากภวังค์
“มีอะไรหรือลูก ปวดท้องอยากไปถ่ายหรือเปล่า” เฉินสวี่อันรีบจะลุกลงจากเตียงทันที ลู่หยวนเซินส่ายหน้าแล้วพูดเสียงเบา
“ท่านแม่ คำพูดของท่านลุงฝูท่านอย่าเก็บไปใส่ใจเลยนะเจ้าคะ เขาแค่ยังไม่รู้ว่าท่านแม่ไม่เหมือนเดิมแล้ว”
เฉินสวี่อันตกใจลึกๆ ที่เด็กคนนี้ช่างอ่อนไหวและรับรู้ความรู้สึกได้เร็ว นางหัวเราะเบาๆ พลางลูบหัวลูกสาว
“แม่ไม่ได้เก็บมาใส่ใจหรอกลูก แค่คิดอะไรเรื่อเปื่อยเฉยๆ เอาละ แม่เห็นว่าเจ้ากับน้องชายอาการดีขึ้นมากแล้ว เหลือแค่รอยสะเก็ดที่ยังไม่หลุดหมดเลยยังออกไปข้างนอกไม่ได้ เอาอย่างนี้ ตั้งแต่วันนี้ไปแม่จะสอนพวกเจ้าอ่านเขียนดีไหมลูก”
“อ่านเขียนหรือเจ้าคะ” ลู่หยวนเซินลุกพรวดขึ้นมาด้วยความตกตะลึง ดวงตาเบิกกว้างมองเฉินสวี่อันอย่างไม่อยากเชื่อ
“ท่านแม่... ท่านเคยเรียนหนังสือด้วยหรือเจ้าคะ”
ลู่หยวนเซินอายุหกขวบแล้ว ในฐานะลูกสาวคนโตของบ้าน เมื่อก่อนนางมักจะตามย่าเข้าตำบลไปซื้อขายของบ่อยๆ จึงรู้ว่าในตำบลมีท่านซิ่วไฉอยู่คนหนึ่ง เป็นที่เคารพยับถือของผู้คนมาก
บางคนอยากให้ท่านซิ่วไฉตั้งชื่อให้ต้องส่งเนื้อไปให้หลายจิน แถมยังมีเงินอีแปะห่อให้อีก บางคนก็ส่งลูกหลานไปเรียนหนังสือกับท่านซิ่วไฉ เมื่อก่อนนางเคยถามย่าด้วยความสงสัย
ย่าบอกว่าคนมีการศึกษาคือนายท่าน มีแต่การเรียนรู้อ่านออกเขียนได้เท่านั้นถึงจะได้เป็นเจ้าคนนายคน นางเคยถามย่าว่าส่งพี่ชายกับน้องชายไปเรียนได้ไหม
แต่ย่ากลับบอกว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่บ้านเราจะฝันถึงได้ มีแต่บ้านที่มีเงินทองเท่านั้นถึงจะเรียนไหว ตั้งแต่นั้นมานางก็คอยสังเกตอยู่พักหนึ่ง และพบว่าในหมู่บ้านไม่มีใครเรียนหนังสือเลย
อย่าว่าแต่เรียนเลย แม้แต่คนที่อ่านออกเขียนได้สักตัวก็ยังไม่มี จะมีก็แต่หัวหน้าหมู่บ้านที่พอจะจำตัวอักษรได้หนึ่งหรือสองตัว พอไปถามเพื่อนเล่นคนอื่นๆ พวกนางก็บอกว่าไม่เคยได้ยินเหมือนกัน
นานวันเข้านางก็ลืมเรื่องนี้ไป คิดไม่ถึงเลยว่าท่านแม่ของนางจะอ่านออกเขียนได้ เฉินสวี่อันพยักหน้าอย่างเป็นธรรมชาติพลางลูบผมลูกสาวด้วยความรัก