บทที่ 8 ทำความสะอาดครั้งใหญ่หลังลูกๆ หายป่วย
บทที่ 8 ทำความสะอาดครั้งใหญ่หลังลูกๆ หายป่วย
บทที่ 8 ทำความสะอาดครั้งใหญ่หลังลูกๆ หายป่วย
“ทำไมล่ะ ลูกสาวคนโตของแม่อยากเรียนหนังสือมานานแล้วหรือ” ลู่หยวนเซินมองแม่ด้วยสายตาเทิดทูน อยากจะพยักหน้าแต่ก็อายจนหน้าแดง
“ข้าอยากให้พี่ชายกับน้องชายไปเรียนเจ้าค่ะ ท่านซิ่วไฉในตำบลเก่งมากเลย แต่ย่าบอกว่าบ้านเราไม่มีวาสนาขนาดนั้น ห้ามฝันถึงเด็ดขาดเจ้าค่ะ”
พูดมาถึงตรงนี้ ลู่หยวนเซินก็ถอนหายใจออกมาเล็กน้อยจนแทบไม่ได้ยิน เฉินสวี่อันจึงได้หลุดหัวเราะออกมา
“เด็กคนนี้นี่ ตัวแค่นี้รู้จักถอนหายใจเสียแล้ว! ตอนแม่เท่าเจ้า แม่ยังซื่อบื้อไม่รู้ความอยู่เลย ในเมื่อเจ้าอยากเรียน ต่อไปแม่จะสอนให้ แต่จำไว้นะลูก การเรียนหนังสือแม้จะไม่ต้องใช้แรงกาย แต่มันก็น่าเบื่อและซ้ำซาก ในเมื่อเริ่มเรียนแล้วจะเลิกล้มกลางคันไม่ได้นะลูก”
ลู่หยวนเซินพยักหน้าหงึกหงักอย่างกระตือรือร้น มีเพียงช่วงเวลาแบบนี้เท่านั้นที่เฉินสวี่อันรู้สึกว่าเด็กหญิงคนนี้สมกับเป็นเด็กจริงๆ พูดแล้วนางก็ลงมือทำทันที ตอนเย็นเมื่อลู่ตงซานกลับมา เฉินสวี่อันจึงเรียกเขามาที่หน้าห้องแล้วสั่งความผ่านประตู
“ทำกระบะทรายให้ข้ากับเด็กๆ สามอันนะเจ้าคะ แล้วก็เตรียมกิ่งไม้หรือไม้ไผ่เหลาให้พวกเราอีกสามอันด้วย”
ลู่ตงซานเพิ่งกลับมาจากบนเขา ของบนหลังยังไม่ทันได้วางลง เขาปาดเหงื่อพลางส่งของให้ลู่หยวนเปา แล้วถามขึ้นลอยๆ
“จะเอาไปทำอะไรหรือ”
“เด็กๆ อยากเรียนหนังสือ ข้าจะสอนพวกเขาอ่านเขียนเจ้าค่ะ”
“อ้อ เรียนหนังสือหรือ...” ลู่ตงซานตอบรับไปก่อนจะเริ่มเอะใจภายหลัง เขาหันไปมองลู่หยวนเปาด้วยความงุนงง
“เมื่อกี้แม่เจ้าบอกว่าทำอะไรนะ” ลู่หยวนเปาตอบกลับทื่อๆ
“ท่านแม่บอกว่าจะสอนน้องๆ ให้อ่านออกเขียนได้ขอรับ”
“อะไรนะ!”
เสียงของลู่ตงซานดังขึ้นสูงปรี๊ด เขามองไปที่ประตูห้องของนางจางซื่ออย่างไม่อยากเชื่อสายตา ก่อนจะรีบเดินไปที่นั่นแล้วถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“เมีย... เมียจ๋า เจ้าหมายถึงการเรียนหนังสือ อ่านออกเขียนได้จริงๆ หรือ”
“ก็แค่สอนเด็กๆ ให้รู้จักตัวอักษรไม่กี่ตัว ท่านจะตกใจอะไรขนาดนั้นกัน”
เฉินสวี่อันรู้สึกระเหี่ยใจ นางมองไม่เห็นหน้าลู่ตงซาน จึงไม่รู้ว่าตอนนี้เขากำลังคิดอะไรอยู่ เพียงครู่เดียวเสียงอันตื่นเต้นของลู่ตงซานก็ดังมาจากข้างนอก
“ได้เลย! เจ้ารอสักประเดี๋ยว ข้าจะไปทำให้เดี๋ยวนี้แหละ!”
จนกระทั่งลู่ตงซานเดินจากไปไกลแล้ว เฉินสวี่อันยังคงได้ยินเสียงเขาฮัมเพลงในลำคออย่างผิดทำนอง ฟังดูก็รู้ว่าเขากำลังดีใจสุดขีด ลู่ตงซานพาลู่หยวนเปาแบกตะกร้าไปที่ริมแม่น้ำ เขายิ้มกว้างพลางเอ่ย
“ที่ดินบ้านเรามีไม่มาก พลิกหน้าดินใกล้จะเสร็จแล้ว วันนี้โชคดีจริงๆ จับไก่ป่าได้ตัวหนึ่ง แถมยังเจอผักป่าอ่อนๆ อีก เย็นนี้จะตุ๋นไก่ให้พวกเจ้าบำรุงร่างกายกันนะ
ส่วนทรายแม่น้ำนี่ก็ตักกลับไปเสียหน่อย ทำกระบะทรายเหมาะที่สุดแล้ว สมัยก่อนพวกข้าก็เคยขีดเขียนเล่นบนทรายนี่แหละ ฮ่าๆๆ”
ลู่ตงซานพูดจ้ออยู่คนเดียวครู่ใหญ่ ถึงสังเกตเห็นว่าลู่หยวนเปานิ่งเงียบไป เขาจึงเงยหน้าขึ้นมองลูกชาย
“เป็นอะไรไป คิดอะไรอยู่หรือ” ลู่หยวนเปาขมวดคิ้วถามด้วยความสงสัย
“ท่านพ่อ แม้แต่ท่านก็ไม่รู้หรือว่าท่านแม่อ่านออกเขียนได้” รอยยิ้มของลู่ตงซานจางลงเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ
“พ่อไม่รู้หรอก เรื่องของแม่เจ้าน่ะค่อนข้างซับซ้อน บางทีนางอาจจะเพิ่งนึกออกว่าตัวเองมีความรู้ก็ได้ พ่อรู้ว่าเมื่อก่อนย่าของเจ้ามักจะพูดเรื่องไม่ดีเกี่ยวกับแม่เจ้าให้ฟังบ่อยๆ จนเจ้าอคติกับนาง
แต่นั่นไม่ใช่ความตั้งใจของแม่เจ้าหรอก นางเองก็ถูกคนทำร้ายมา ไม่อย่างนั้นด้วยฐานะของแม่เจ้า ไม่มีทางที่จะแต่งเข้ามาบ้านเราแน่นอน”
แม้ว่าเฉินสวี่อันจะไม่เคยเล่าเรื่องราวในอดีตให้เขาฟัง แต่จากการที่นางมีความรู้อ่านออกเขียนได้ ลู่ตงซานก็รู้ทันทีว่าภูมิหลังของนางย่อมไม่ธรรมดา
เรื่องนี้ลู่หยวนเปาไม่ปฏิเสธ แต่เขากลับยิ่งรู้สึกสงสัยในตัวแม่มากขึ้น ทว่าไม่ทันจะได้คิดอะไรต่อ ลู่ตงซานก็จัดการไก่ป่าเสร็จแล้ว และตักทรายใส่ตะกร้าไปครึ่งหนึ่ง ก่อนจะชวนเขากลับบ้าน
ตลอดทางพ่อลูกไม่ได้พูดคุยกันอีก เมื่อถึงบ้านลู่ตงซานแยกตัวไปทำกระบะทราย ส่วนลู่หยวนเปาหิ้วไก่ป่าเข้าห้องครัว ช่วงหลายวันที่เขาได้ลงมือทำอาหาร
เขาพบว่าฝีมือตัวเองพัฒนาขึ้นมาก จากที่เคยต้มได้แค่โจ๊กผักป่าธรรมดา ตอนนี้เขาสามารถปรุงเนื้อไก่ป่า กระต่ายป่าได้รสชาติไม่เลวเลยทีเดียว
ในขณะที่ลู่หยวนเปากำลังภูมิใจในฝีมือตัวเองอยู่นั้น เสียงตอกไม้โป๊กเป๊กจากข้างนอกก็ดังขึ้น จนทำให้ลู่หยวนจงที่กำลังหลับปุ๋ยสะดุ้งตื่น เด็กน้อยแอบมองผ่านรอยแตกของประตู
เห็นเป็นท่านพ่อกำลังทำงานอยู่จึงยอมปิดประตูอย่างว่าง่าย แต่กลิ่นหอมของเนื้อจากห้องครัวทำให้เจ้าตัวเล็กน้ำลายสอ อยากกินก็ไม่กล้าออกไป ได้แต่ยืนบื้ออยู่ตรงนั้น
เมื่อลู่หยวนเปาทำมื้อค่ำเสร็จ ลู่ตงซานก็ทำกระบะทรายเสร็จพอดีสามอัน เขาตั้งใจจะเข้าไปป้อนข้าวเด็กๆ ในห้อง แต่พอเปิดประตูออกมากลับชนเข้ากับลู่หยวนจงจนนางล้มลงไปกองกับพื้น
เด็กน้อยแผดเสียงร้องไห้จ้า ทำเอาลู่ตงซานขวัญเสียรีบอุ้มนางขึ้นมาตรวจดูร่างกายอย่างละเอียด เฉินสวี่อันได้ยินเสียงก็รีบเปิดประตูออกมาถามด้วยความตกใจ
“เกิดอะไรขึ้นเจ้าคะ”
ช่วงหลายวันที่ผ่านมาจงเอ๋อร์เป็นเด็กว่านอนสอนง่ายมาก เฉินสวี่อันยังไม่เคยได้ยินนางร้องไห้เลย จึงไม่รู้ว่าเกิดเรื่องร้ายแรงอะไรขึ้นถึงทำให้นางร้องไห้ปานจะขาดใจขนาดนั้น เมื่อลู่ตงซานแน่ใจว่าลูกไม่เป็นอะไร จึงตะโกนตอบ
“ไม่เป็นไรๆ นางถูกประตูชนนิดหน่อยจ่ะ”
“…..”
ตอนที่ลู่ตงซานอุ้มลูกออกมา เฉินสวี่อันยังคงได้ยินเสียงสะอื้นฮักๆ อยู่ แต่พอกลางคันลู่หยวนเปาเอาเนื้อไก่ป่าชิ้นหนึ่งยัดใส่ปากลู่หยวนจงเท่านั้นแหละ ยัยหนูตัวน้อยจึงยิ้มออกทันที
“…..” เฉินสวี่อัน ดูท่าคงจะไม่เป็นอะไรจริงๆ นั่นแหละ
หลายวันต่อมาเฉินสวี่อันและเด็กๆ ยังคงเก็บตัวอยู่ในห้องเพื่อเรียนหนังสือ ในลานบ้านมักจะได้ยินเสียงอ่านหนังสือของพวกเขาดังแว่วออกมา หนึ่งหรือสองครั้งแรกก็ไม่เท่าไหร่
แต่พอหลายครั้งเข้าแม้แต่ลู่หยวนเปาจึงเริ่มรู้สึกคันยุบยิบในใจ เวลาทำงานมักจะเหม่อลอย หลังๆ ถึงขั้นไปยืนแอบฟังตอนท่านแม่สอนหนังสืออยู่ที่หน้าประตูอย่างเปิดเผย
ลู่หยวนเซินและลู่หยวนเว่ยต้องถูกกักตัวอยู่ในห้องนานถึงหนึ่งเดือนเต็มอาการถึงจะหายสนิท เมื่อเฉินสวี่อันเห็นว่าพวกเขาฟื้นตัวดีแล้ว จึงเปิดประตูออกมาบอกลู่ตงซาน
“พรุ่งนี้ข้าจะให้เด็กๆ ออกมาข้างนอกแล้วนะเจ้าคะ พรุ่งนี้ถ้าท่านไม่มีธุระอะไรก็อย่าเพิ่งออกไปไหนเลย ช่วยต้มน้ำให้ข้าหลายๆ ถังหน่อย ข้าจะให้พวกเขาขัดสีฉวีวรรณให้สะอาดเสียที
นอกจากนี้เสื้อผ้าที่พวกเขาเคยใส่ก็ต้องซักให้สะอาด เอาไปตากแดดจัดๆ ก่อนจะเก็บเข้าที่ รวมถึงพวกฟูกที่นอนในห้องด้วย สรุปคือต้องทำความสะอาดให้หมดทุกอย่างเจ้าค่ะ”
“ได้ๆๆ เจ้าว่าอย่างไรข้าก็ว่าตามนั้น มีอะไรให้ข้าเตรียมเพิ่มอีกไหม”
ยามนี้ลู่ตงซานเชื่อฟังเฉินสวี่อันเป็นที่สุด นางสั่งให้ไปตะวันออกเขาไม่มีทางไปตะวันตก เห็นท่าทางของเขา เฉินสวี่อันก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ นางส่ายหน้าเบาๆ
“มีแค่นี้แหละเจ้าค่ะ”
เช้าวันรุ่งขึ้นลู่ตงซานไม่เพียงแต่เตรียมน้ำไว้ให้ แต่ยังเป็นน้ำต้มสมุนไพรอีกด้วย เมื่อเห็นเฉินสวี่อันทำหน้าตกตะลึง ลู่ตงซานกจึงเกาหัวยิ้มเขินๆ
“ข้าเข้าตำบลไปซื้อของตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง เลยแวะถามท่านหมอมาด้วย ท่านหมอบอกว่าใช้น้ำสมุนไพรล้างจะดีกว่า ส่วนน้ำยาอีกอย่างเอาไว้ขัดถูห้องที่คนป่วยเคยอยู่ พอใช้เสร็จก็เปิดระบายอากาศทิ้งไว้สองสามวันค่อยกลับเข้าอยู่ได้
อ้อ แล้วท่านหมอยังบอกว่าให้ไปเก็บใบจิงจูฉ่ายบนเขามาตากแห้งแล้วจุดรมควันในห้องไว้สักวันหนึ่งด้วย ท่านหมอพูดตั้งเยอะแยะ แต่ข้าว่าเอาตัวยามาขัดล้างเลยมันสะดวกกว่าน่ะ”
เฉินสวี่อันยกนิ้วโป้งให้เขาอย่างชื่นชม คิดไม่ถึงว่าชายหนุ่มร่างถึกคนนี้จะมีมุมที่ละเอียดอ่อนและรอบคอบขนาดนี้ ภายใต้การจัดการของลู่ตงซาน
เฉินสวี่อันและลูกทั้งสองไม่เพียงแต่ได้ล้างเนื้อล้างตัว แต่ยังได้แช่น้ำยาสมุนไพรจนรู้สึกปลอดโปร่ง นางรู้สึกเหมือนได้กลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้งจริงๆ
ช่วงเวลาต่อมา ทั้งสามีภรรยาต่างช่วยกันจัดห้องหับ อาศัยช่วงที่อากาศเป็นใจ เฉินสวี่อันจึงถือโอกาสทำความสะอาดห้องของนางกับลู่ตงซานด้วย ปลอกหมอนผ้าห่มอันไหนถอดซักได้ก็ซัก
อันไหนซักไม่ได้ก็นำออกมาตากแดดจัดๆ ในลานบ้าน ลู่หยวนเปารับหน้าที่หาบน้ำ ลู่หยวนเซินช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ เท่าที่ทำได้ ส่วนเจ้าตัวเล็กอีกสองคนถูกฝากไว้ให้ลู่หยวนเว่ยดูแล
เมื่อฝูกวงเดินเข้ามาที่บ้าน เขาก็ต้องพบกับภาพความวุ่นวายที่ดูคึกคักอย่างยิ่ง คราวนี้เขาได้เห็นเฉินสวี่อันเต็มๆ ตาเสียที แต่ผิดจากที่เขาจินตนาการไว้ว่านางจะขี้เกียจสันหลังยาว
เพราะตอนนี้นางกำลังก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างขะมักเขม้น ฝูกวงตะลึงจนไม่กล้าก้าวเท้าเข้าบ้าน จนกระทั่งลู่ตงซานเห็นเขาเข้าก่อนจึงขมวดคิ้วถาม
“ทำอะไรอยู่น่ะ มายืนเหม่ออยู่หน้าบ้านข้าทำไม” ฝูกวงชี้ไปที่เฉินสวี่อันแล้วกระซิบถาม
“นางทำงานจริงๆ หรือ” คำถามนั้นทำให้ลู่ตงซานค้อนขวับกลับไปทีหนึ่ง
“ไม่อย่างนั้นจะเป็นของปลอมหรือไง ไม่เห็นลูกๆ ข้าสองคนนั่นหรือ เดือนนี้แม่นางบ้านข้าเลี้ยงดูพวกเขาดีแค่ไหน!”