LNCrawler

บทที่ 94 เมื่อญาติมาเยือน

ยอดภรรยารักแห่งบ้านตระกูลลู่ — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 94 เมื่อญาติมาเยือน

บทที่ 94 เมื่อญาติมาเยือน

 

ลู่ตงซานพินิจพิจารณาดูแล้วก็ค่อนข้างพอใจกับที่ดินผืนนี้ จึงตัดสินใจตกลงทันที โดยมีเฟิงไห่ซึ่งเป็นคนของที่ว่าการอำเภออยู่ด้วย ขั้นตอนต่างๆ จึงง่ายขึ้นมาก 

เขาแทบไม่ต้องลงมือทำอะไรเลย เพียงแค่จ่ายเงินเท่านั้น วันนั้นลู่ตงซานถือโฉนดที่ดินใบใหม่สดๆ ร้อนๆ แล้วยิ้มร่าเหมือนคนโง่ที่ถูกรางวัลใหญ่ ​เมื่อได้โฉนดที่ดินมาแล้ว ใจของเขาจึงสงบลง 

เมื่อครู่นี้ยังที่ว่าการอำเภอ เสมียนได้บอกไว้ว่าทางทิศใต้ของเมืองปีนี้จะมีการล้อมรั้วและปูถนนหินสีเขียวให้เรียบร้อย ปีหน้าพวกเขาก็สามารถเริ่มก่อสร้างบ้านได้เลย ถ้าทำความเร็วหน่อยเข้าหน้าร้อนก็สามารถย้ายเข้ามาอยู่ได้แล้ว ลู่ตงซานจึงถามด้วยความกังวลเล็กน้อย

“ถ้าแบบนี้ปีหน้าช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิช่างก่อสร้างบ้านจะไม่มึลูกค้าแน่นมากหรือขอรับ”

​“เรื่องแค่นี้เอง! ถ้าเจ้าไว้ใจข้า เดี๋ยวข้าจัดหาคนให้เจ้าสักกลุ่ม รับรองว่าสร้างออกมาสวยงามและแข็งแรงแน่นอน” เฟิงไห่รับปากเป็นมั่นเหมาะ ลู่ตงซานโล่งอกทันที เขาประสานมือคำนับแล้วกล่าว

“เช่นนั้นก็รบกวนพี่เฟิงด้วยขอรับ”

​เมื่อจัดการเรื่องที่ดินเสร็จ เรื่องร้านค้าก็ยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่ ร้านค้าบนถนนสายหลักแทบไม่มีใครปล่อยเซ้ง แต่ฝั่งที่กำลังขยายเพิ่มนั้นสามารถซื้อขายได้ เพียงแต่ยังสร้างไม่เสร็จ ต้องรอถึงปีหน้าก่อน

ลู่ตงซานแจ้งเรื่องนี้กับเฟิงไห่ไว้ล่วงหน้าว่าเมื่อไรที่เปิดให้ซื้อขายได้ เขาจะรีบไปจ่ายเงินยังที่ว่าการอำเภอเป็นคนแรก หลังจากกลับจากตัวอำเภอ ลู่ตงซานก็รีบนำโฉนดไปวางตรงหน้าเฉินสวี่อันแล้วอวดอย่างภูมิใจ

“เมียจ๋า เจ้าเก็บไว้ให้ดีนะ ข้าเอาเงินตัวเองซื้อที่ดินมาสามไร่ ปีหน้าช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิก็เริ่มสร้างบ้านได้แล้ว”

​“เกิดเรื่องอะไรขึ้นกัน” เเฉินสวี่อันทำหน้าฉงน ลู่ตงซานอธิบายให้ฟังจนนางเข้าใจแล้วจึงยิ้มกล่าว

“แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน บ้านที่สร้างเองย่อมอยู่สบายใจ แต่ที่ตรงนั้นน่าจะยังไม่มีคนอยู่ แล้วเรื่องความปลอดภัยล่ะ” ลู่ตงซานมีสีหน้าเรียบเฉย แล้วส่งสายตาที่มั่นใจให้เฉินสวี่อัน

“ความปลอดภัยไม่มีปัญหาแน่นอน ที่ที่ข้าเลือกไม่ได้ห่างไกลจนเกินไป มันติดกับเขตแดนทางใต้ของตัวเมืองเดิม ถือว่าเป็นทำเลใจกลางเมือง ด้านหลังมีตรอกสามสาย ด้านหน้าก็มีสองสาย ข้างๆ ก็มีบ้านคนอยู่หลายหลัง พอคนย้ายเข้ามาอยู่กันก็จะคึกคักเอง”

​“พี่เฟิงบอกว่าอีกสองวันจะมาช่วยวัดที่ให้ ที่สามไร่นี้สร้างเรือนสามชั้นได้เลย ต่อให้ลูกชายทั้งสามคนแต่งงานมีครอบครัวก็ยังอยู่กันได้พอ”

​“แบบนี้ดีที่สุดเลย แต่ปีหน้าท่านคงต้องวิ่งเข้าตัวอำเภอบ่อยหน่อยนะ” 

เฉินสวี่อันถอนใจเบาๆ ตลอดหลายปีนี้ลู่ตงซานลำบากจริงๆ ต้องฝ่าลมฝ่าฝน แต่เรื่องพวกนี้นางเองก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก แต่ลู่ตงซานไม่ได้ใส่ใจ 

“ได้เงินกลับมาข้าก็มีความสุข ข้าไม่รู้สึกเหนื่อยเลย”

​เฉินสวี่อันจึงไม่ได้กล่าวอะไรอีก ​ก่อนเข้าฤดูหนาว เผือกในหมู่บ้านก็เก็บเกี่ยวหมดแล้ว คนที่เคยไม่สนใจเผือกพอเห็นข้างบ้านเก็บเกี่ยวได้เต็มไม้เต็มมือก็เริ่มอยู่ไม่สุข

เนื่องจากลู่ตงซานเคยประกาศไว้ว่าเมล็ดพันธุ์ต้องผ่านความเห็นชอบจากบ้านลู่ก่อน ช่วงนี้จึงมีชาวบ้านหลายคนแวะเวียนมาจองเมล็ดพันธุ์เผือกสำหรับปีหน้ากันเพียบ

ลู่ตงซานไม่ได้ถือตัว บอกเพียงให้พวกเขามาใหม่ในปีหน้า ​แต่แล้วเรื่องวุ่นวายก็เกิดขึ้น เมื่อมีกลุ่มคนกลุ่มใหญ่ยกขบวนเข้าสู่หมู่บ้านซานฝู ​กลุ่มคนพวกนี้ยกมาอย่างคึกโครมจนคนนึกว่ามาหาเรื่อง พอเดินมาได้ไม่ไกลก็ถูกชาวบ้านหมู่บ้านซานฝูขวางไว้ 

“พวกเจ้ามาจากที่ไหนกัน” ​ชายที่เป็นหัวหน้าหัวเราะร่า 

“สวัสดีขอรับพี่ชาย พวกเรามาหาลูกพี่ลูกน้องชื่อลู่ตงซาน” ​ชาวบ้านที่ขวางทางได้ยินภาษาท้องถิ่นที่ฟังยากก็งุนงงไปพักใหญ่ก่อนจะถาม

“พูดอะไรนะ บอกว่าอิ่มแล้ว ข้าก็อิ่มแล้ว และไม่รู้จักพวกเจ้า จะมาบอกข้าทำไมว่าอิ่มแล้ว” ​ผู้มาเยือนงงเป็นไก่ตาแตก หันไปมองเพื่อนร่วมทางก่อนจะพูดอย่างสุภาพ

“พวกเรามาหาลู่ตงซาน”

​“ถามหาเขาที่นี่จะมีภูเขาหรือเปล่า พวกเจ้าไม่มีตาหรือไง” ชาวบ้านเริ่มหงุดหงิด ​คนที่เงียบมาตลอดอย่างจางหลิวจึงพูดขึ้น

“พวกเรามาหาลู่ตงซาน” ​คราวนี้ชาวบ้านถึงได้เข้าใจ และชี้ไปที่เรือนบนไหล่เขาแล้วบอก

“เดินตรงไป นั่นแหละใช่เลย”

​จางหลัวชางขอบคุณซ้ำๆ หลังจากคุยกันคนละภาษาอยู่นานก็พากันเดินหน้าต่ออย่างมึนงง รู้สึกว่าคนในหมู่บ้านนี้แปลกๆ ​พอคนกลุ่มนั้นเดินจากไป ชาวบ้านที่หลิวเถาเต๋อเหรินก็เกาหัวบ่นพึมพำ 

“มายิ้มให้ทำไมกัน หน้าข้ามีดอกไม้งอกออกมาหรือไง”

​ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกผิดปกติ จึงรีบกลับบ้านไปส่องน้ำในโอ่งดู ​ฝั่งจางหลัวชางและคณะก็มาถึงเรือนบนไหล่เขา ทั้งกลุ่มยืนลังเลอยู่หน้าบ้าน ​จางจูเหลียงจึงได้ถามอย่างประหม่า

“พี่ใหญ่ มั่นใจนะว่าคือที่นี่”

​“ท่านพ่อบอกว่าบ้านของลูกพี่ลูกน้องอยู่บนไหล่เขาหลังหมู่บ้านซานฝู ที่นี่ไม่ผิดแน่!” 

จางหลัวชางมั่นใจ แต่ในใจก็เริ่มหวั่น เพราะท่านพ่อบอกว่าเป็นกระท่อมมุงจาก แต่ที่เห็นตรงหน้าคือบ้านหลังใหญ่โต มันเกี่ยวอะไรกับกระท่อมตรงไหน!

​“งั้นท่านก็เคาะประตูสิ” จางจูเหลียงจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยก่อนจะยืนตัวตรง ​จางหลัวชางลังเล มองไปทางคนอื่นๆ แล้วถาม

“จะเคาะแล้วนะ” ​ทุกคนพยักหน้า

​“จะเคาะแล้วจริงๆ ด้วยนะ”

​“รีบเคาะเถอะ อย่ามัวแต่ลีลา” คนที่พูดคือจางหยวนปิง ซึ่งเป็นลูกชายคนโตของหัวหน้าหมู่บ้านเจียถู

​จางหลัวชางถูกเร่งจึงเคาะประตูอย่างลืมตัว เคาะไปหลายที หัวใจของทุกคนก็เต้นรัว แต่รอตั้งนานก็ไม่มีใครมาเปิด ​จางหลัวชางจึงหันมามองด้วยความสงสัย 

“ไม่มีคนอยู่หรือเปล่า”

​คนอื่นได้แต่เงียบไม่รู้จะตอบอย่างไร ​ในที่สุดกลุ่มคนก็ได้แต่ยืนบื้ออยู่หน้าบ้าน ตั้งแต่เที่ยงจนพระอาทิตย์ใกล้ตกดิน เคาะไปสองสามรอบก็ยังไม่มีใครมาเปิด ​พอเหนื่อยก็หาที่สะอาดหน้าบ้านนั่งลง ไม่สนว่าจะสกปรกหรือไม่

​ตอนที่ลู่ตงซานกลับมาก็เห็นภาพนี้ กลุ่มคนแปลกหน้าแต่งตัวซอมซ่อรุมกันอยู่หน้าบ้าน ดูๆ ไปเหมือนขอทาน ลู่ตงซานกะจะไล่คน แต่ยังไม่ทันอ้าปาก จางหลัวชางและจางจูเหลียงก็กระโดดตัวลอยด้วยความดีใจ 

“ลูกพี่ลูกน้อง!”

​“!!!!”

​“พี่ใหญ่ พี่รอง แล้วก็จางหลิว ทำไมถึงมาได้ล่ะ!” ลู่ตงซานตกใจเบิกตากว้างรีบถาม

“ทำไมไม่เข้าไปนั่งข้างในล่ะ”

​“พวกเราเคาะประตูแล้ว แต่ไม่มีใครเปิด” จางหลัวชางตอบด้วยความน้อยใจ พวกเขามารอตั้งนานแต่ต้องทนกินลมหนาว

ลู่ตงซานมองดูท้องฟ้า เขารู้ว่าเฉินสวี่อันน่าจะยังคงทอผ้าอยู่หลังบ้าน ส่วนเด็กๆ ก็คงฝึกคัดลายมือกันอยู่ ถ้าเคาะไม่ดังจริงในบ้านไม่มีทางได้ยิน ​กลุ่มคนมองลู่ตงซานตาละห้อย แล้วก็เห็นเขาดึงเชือกปอที่ประตู 

เพียงครู่เดียวเด็กหญิงตัวน้อยที่เกล้าผมสองข้างสวมชุดสีเหลืองนวลก็มาเปิดประตู ลู่หยวนเซินเห็นกลุ่มชายแปลกหน้าก็ตกใจจนเกือบปิดประตูใส่ 

โชคดีที่เห็นท่านพ่ออยู่ข้างหน้านางจึงไม่ได้เสียกิริยา เพียงแต่ยังมองคนกลุ่มนั้นด้วยความสงสัย ลู่ตงซานขับรถลาเข้าไปแล้วจึงกล่าวกับทุกคน

“เข้ามานั่งข้างในเถอะ”

​“เซินเอ๋อร์ ไปบอกให้แม่เจ้าทำอาหารมาต้อนรับแขกหน่อย” ลู่ตงซานเอ่ยเร่ง

ลู่หยวนเซินจึงรีบวิ่งหายไปทางประตูวงพระจันทร์ ​กลุ่มคนที่ตามลู่ตงซานเข้ามาต่างพากันประหม่า ไหนล่ะกระท่อมมุงจาก ไหนล่ะเรือนเก่าๆ นี่มันอะไรกัน กำแพงสูงใหญ่ ถนนหินสีเขียว เรือนหลังใหญ่โต ไม่เหมือนกับที่บอกไว้เลยสักนิด

​“ละ...ละ...ลูกพี่ลูกน้อง นี่บ้านเจ้าจริงหรือ” 

เสียงของจางหลัวชางสั่นเครือ ตาเบิกกว้างมองไปรอบๆ ไม่กล้าเดินก้าวใหญ่ ลู่ตงซานจัดแจงนำลาเอาไปผูกให้กินหญ้าเสร็จแล้วจึงออกมาปิดประตูเล็ก แล้วยิ้มให้กับทุกคน

“บ้านหลังเล็กๆ ตามมีตามเกิดขอรับ เชิญตามสบายเลย”

​“เล็กอะไรกัน เจ้าถ่อมตัวเกินไปแล้ว!” จางหยวนปิงเอ่ยด้วยความตกใจ ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นสายตาลู่ตงซานจริงใจมาก เขาคงนึกว่าอีกฝ่ายกำลังอวดรวยอยู่

ลู่ตงซานยิ้มซื่อๆ ไม่ได้อธิบายอะไรมาก ก่อนนำทางทุกคนผ่านประตูวงพระจันทร์ ข้ามลานบ้านใหญ่เข้าไปในห้องโถงกลาง ​ตอนนั้นเฉินสวี่อันกำลังวุ่นอยู่ในครัว 

นางอยากรู้เหมือนกันว่าคนกลุ่มนี้เป็นใคร แต่ก็ไม่ได้ออกไปดู เพียงแต่บอกให้ลู่หยวนเซินเอาชากับน้ำไปรับแขกก่อน ​จางหลัวชางดื่มน้ำไปจอกหนึ่งแล้วจึงได้สติอุทาน

“ลูกพี่ลูกน้อง ข้าเกิดมายังไม่เคยเห็นบ้านที่ดูภูมิฐานขนาดนี้มาก่อน เจ้ามันแน่จริงๆ!”

​จางหลัวชางยกนิ้วโป้งให้ลู่ตงซาน แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นลู่หยวนเซินที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ด้วยความชื่นชม 

“ลูกสาวบ้านเจ้านี่เลี้ยงดีจริงๆ ผิวพรรณขาวผ่อง ตาคมกริบ ดูมีสง่าราศีมาก”

ลู่ตงซานรู้สึกจนใจเล็กน้อยกับคำชมที่ฟังดูแปลกหูของจางหลัวชาง เขาทำได้เพียงยิ้มแล้วแนะนำให้ลู่หยวนเซินรู้จัก

“นี่คือลูกพี่ลูกน้องคนโตของฝั่งพ่อเอง ส่วนนั่นคือลูกพี่ลูกน้องคนรอง และนี่คือท่านอาจางหลิว ส่วนท่านอื่นๆ ก็คือ...” ​จางหลัวชางรีบกล่าวเสริมขึ้นทันที

“ท่านนี้คือบุตรชายของหัวหน้าหมู่บ้านเรา และยังเป็นพี่น้องที่ดีของข้าชื่อหยวนปิง ส่วนสองคนนี้คือพี่เขยเฉาเหมาและน้องเขยปาต้าซูของข้า และเด็กสองคนนี้คือลูกชายคนโตของข้าชื่อฉิงหวน กับลูกชายคนโตของบ้านน้องชายคนรองของข้าชื่อฉิงกุ้ย”