ปฏิเสธคนหล่อ
ปฏิเสธคนหล่อ
ซูเสี่ยวถางเดินตามมาจนกระทั่งมาถึงด้านหลังของศาลากลางหมู่บ้านแล้วเธอก็หยุดเดิน แม้ว่าเธอกับเขาจะใช้เวลาอยู่ด้วยกันมาช่วงเวลาหนึ่งระหว่างการเดินทาง และแม้ว่าเขาจะคอยช่วยเหลือลับๆ อยู่หลายครั้ง และที่สำคัญคือเขาหล่อ แต่นั่นไม่ใช่เหตุุผลมากพอที่จะทำให้เธอต้องไว้ใจเขาขนาดนั้น
“มีอะไรก็พูดตรงนี้ได้เลยค่ะ ฉันขี้เกียจเดินแล้ว” เพื่อไม่ให้เป็นการน่าเกลียดจนเกินไป เลยหยิบยกเอาเรื่องนี้ขึ้นมาอ้าง
นายทหารหนุ่มหยุดชะงัก แล้วก็หันกลับไปมองเจ้าของใบหน้าสวยที่ตอนนี้กำลังกอดอกจ้องมองมาทางเขาอยู่ ท่าทางของเธอแตกต่างไปจากคนอื่น โดยเฉพาะสาวๆ ที่จ้องจะงาบเขาอยู่ตลอดเวลา
“พรุ่งนี้ผมต้องกลับค่ายทหาร”
“ฉันรู้ค่ะ” เสี่ยวถางพยักหน้าบอก และก็รู้ว่างานเลี้ยงที่ถูกจัดขึ้นมาในครั้งนี้ก็เพื่อเจ้าหน้าที่ที่เดินทางกันอย่างยากลำบากเพื่อที่จะเอาพวกเธอมาปล่อยยังสถานที่ที่ลำบากยิ่งกว่า
“ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ถึงจะได้กลับมาที่นี่อีก หรืออาจจะไม่ได้มา”
“เข้าเรื่องเลยดีกว่าค่ะ” เธอกวักมือเร่งให้เขาพูด เพราะตอนนี้ทั้งหนาวแล้วก็โดนยุงกัด
“อยู่ด้วยกันมาตั้งนาน ไม่คิดจะถามชื่อกันหน่อยเหรอ”
“เดี๋ยวก่อนค่ะ พูดให้มันดีๆ นะคะ ใครไปอยู่กับคุณกัน ระหว่างเราเรียกว่าเพื่อนร่วมอุดมการณ์ถึงจะถูก แม้ว่าฉันจะไม่อยากมีอุดมการณ์พวกนี้ก็เถอะ” หญิงสาวอดที่จะตัดพ้อต่อโชคชะตาไม่ได้
“หึ นั่นสินะ พวกคุณคงไม่มีใครอยากมาที่แบบนี้หรอก แต่ก็นั่นแหละในเมื่อมาแล้วก็ต้องใช้ชีวิตให้ดี ผมจะลองหาทางพาคุณกลับบ้านดู”
“ไม่ต้อง” เสี่ยวถางเผลอขึ้นเสียง เพราะเธอตั้งใจเอาไว้แล้วว่าจะไม่มีทางกลับไปเหยียบที่นั่นอีกถ้าหากชีวิตของเธอยังไม่ดีขึ้น
“หมายความว่ายังไง คุณไม่อยากกลับบ้านเหรอ หรือว่าไม่มีบ้าน”
“คุณน่ะสิไม่มีบ้าน ฉันมีบ้าน แต่ฉันไม่อยากกลับ แล้วฉันก็ไม่ได้อยากอยู่ที่นี่” เธอบอกความต้องการของตัวเอง
“ไม่อยากกลับไปเรียนเหรอ”
“คุณคิดว่ายังไงล่ะ ไม่ใช่ว่าคนมีอุดมการณ์อย่างพวกคุณอยากที่จะลดจำนวนคนที่เรียกตัวเองว่าปัญญาชนอย่างพวกฉันอยู่หรือยังไง รู้ๆ กันอยู่หรอกน่าอย่าแสร้งทำเป็นไม่รู้เลย” เธอยอมรับว่ามีอคติกับพวกเขานิดหน่อย แม้กระทั่งกับพ่อของเธอเองก็ตาม
“แสดงว่าคุณโทษผมด้วยสินะที่พามาอยู่ที่นี่”
“หรือมันไม่จริงล่ะ ไม่อย่างนั้นทางการจะเกณฑ์พวกคุณมาคอยจับตาพวกฉันทำไม ไม่ใช่เพราะว่ากลัวมีคนหลบหนีหรือไง ถ้าจะให้ดีทำไมไม่มาทำนาด้วยหันเลยล่ะ จะได้พูดได้เต็มปากว่าร่วมอุดมการณ์เดียวกัน” อาจจะเพราะว่าหญิงสาวดื่มเหล้าต้มกับชาวบ้านไป ทำให้กล้าพูดความในใจของตัวเองออกมา
“ผมว่าคุณเริ่มเมาแล้วล่ะ” นายทหารหนุ่มพูดขำๆ
“ฉันไม่เมาหรอก เหล้าต้มพวกนี้จะทำอะไรฉันได้ ฉันซูเสี่ยวถาง ต่อไปนี้จะไม่มีใครมาทำร้ายฉันได้อีก” หญิงสาวพูดพร้อมกับสูดน้ำมูกแรงๆ โดยไม่ห่วงสวย
“เอาล่ะๆ ยุวชนซูเสี่ยวถาง ตอนนี้คุณเหนื่อยมากแล้ว ควรกลับบ้านไปพักผ่อน”
ทั้งที่ตั้งใจจะมาลา แต่กลายเป็นว่าต้องมาเกลี้ยกล่อมคนเมากลับบ้านไปนอน ชายหนุ่มได้แต่ถอนหายใจอย่างจนใจ พูดไปตอนนี้เธอก็คงจะจำอะไรไม่ได้อยู่ดี เลยได้แต่เก็บคำพูดของตัวเองกลืนลงท้องไป แล้วเดินไปส่งเธอที่บ้านพัก
หลายวันที่ผ่านนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเสี่ยวถางเองก็เสียใจที่ต้องตัดขาดกับเมิ่งหลิว หากจะบอกว่าอีกฝ่ายยังเด็กเกินไปก็คงไม่ใช่ เพราะบางคนอายุ 16-17 เป็นแม่คนแล้วก็มี
หล่อนเรียนจบมัธยมปลายแล้ว ถึงยังไงก็ต้องมีความคิดความอ่าน เลยสรุปได้ว่าอาจจะเป็นนิสัยที่ติดตัวมาตั้งแต่แรก พอเริ่มาสนิทหางก็เลยโผล่
“ฮึก” สุดท้ายหญิงสาวก็ร้องไห้ออกมา ทำเอาคนที่เดินตามหลังอยู่เงียบๆ ถึงกับตกใจ
“ร้องไห้ทำไม” เขารีบเดินมาใกล้เพื่อถามไถ่
“ฉันเจ็บใจ ทำไมถึงมีแต่คนจ้องจะเอาเปรียบฉัน ทำไมถึงมองข้ามความรู้สึกของฉัน” หญิงสาวฟูมฟาย
“ใครที่ว่าหมายถึงใคร เมิ่งหลิวเหรอ” เท่าที่เขารู้ ตอนนี้เธอกับเมิ่งหลิวไม่ได้สนิทกันเหมือนช่วงก่อนหน้าแล้ว
“เด็กน้อยเมื่อวานซืนนั่นน่ะเหรอ เฮอะ ฉันไม่สนใจหรอก อยากจะไปสมาคมกับใครก็เชิญ คนเห็นแก่ตัวแบบนั้นฉันไม่อยากยุ่งด้วยหรอก”
“แล้วร้องไห้ทำไม” เขาทำใจเย็น แม้จะรู้ว่าคนเมามักจะพูดไปเรื่อยก็เถอะ
“ทำไมล่ะ ฉันอยากร้องก็ร้อง อยากหัวเราะก็หัวเราะ หรือว่าผิดกฎทหารของคุณด้วย” เธอพูดอย่างคนเอาแต่ใจ
ที่ผ่านมาซูเสี่ยวถางมักจะเก็บอารมณ์ ความรู้สึกของตัวเองเก่ง ด้วยความที่เป็นลูกคนโต และเติบโตมากับแม่เลี้ยง ทำให้ไม่สามารถแสดงความรู้สึกหรือความต้องการที่แท้จริงของตัวเองออกมาได้ ทำได้เพียงยิ้มแล้วก็ยอมรับอยู่เงียบๆ
เพียงแต่วันนี้เธอแค่รู้สึกว่าอยากเป็นตัวของตัวเอง อยากพูดอะไรก็พูด อยากทำอะไรก็ทำโดยไม่ต้องมาคอยสังเกตสีหน้าของใครอีก
“เปล่า แค่เป็นห่วง” คำพูดของเขาทำเอาเสี่ยวถางถึงกับหยุดชะงัก เช็ดน้ำตาที่หางตาลวกๆ"
“เป็นห่วงฉันทำไมคะ ก็แค่ร้องไห้มีอะไรให้น่าเป็นห่วง” เธอพูดขำๆ พอร้องไห้ออกมาแล้วอาการเมาเมื่อครู่ก็เหมือนจะดีขึ้น
“นั่นสิ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องเป็นคนผู้หญิงแสบแบบคุณด้วย”
“ว่าแต่ คุณชื่ออะไร หรืออยากจะให้ฉันเรียกคุณว่าผู้หมวด”
“อยากรู้จักชื่อของผมแล้วเหรอ” ชายหนุ่มรู้สึกดีใจอยู่ลึกๆ ในที่สุดเธอก็สนใจจะถามชื่อเขาขึ้นมาบ้างแล้ว
“เปล่าหรอก ฉันกลับคิดว่าเป็นคนแปลกหน้าแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน อยากพูดอะไรก็พูด อยากทำอะไรก็ทำ โดยไม่ต้องสนใจว่าอีกฝ่ายจะเอาเรื่องของเราไปพูดหรือเปล่า เพราะอะไรรู้ไหม ก็เพราะว่าเราไม่รู้จักกันไง” หญิงสาวแสยะยิ้ม
“คุณอยากฟังเรื่องบัดซบของฉันไหมคะ”
“อืม” เขาขานรับในลำคอ ตอนนี้รู้แล้วว่าตนเองคิดผิดว่าเธอเสียใจเรื่องเมิ่งหลิว แท้จริงแล้วมีเรื่องร้ายแรงกว่านั้น
ซูเสี่ยวถางเล่าเรื่องน้องสาวกับคนรักที่หักหลังเธอให้กับเขาฟัง ตอนแรกก็รู้สึกสงสารจับใจ ผู้หญิงรูปร่างบอบบางต้องจากบ้านมาไกล แต่กลับต้องมาถูกคนที่เธอรักทั้งสองคนหักหลัง แต่พอบอกว่าตัวเองย้อนกลับมาเกิดใหม่ เขาเลยลังเลว่าเรื่องก่อนหน้านี้ที่เล่าคือเรื่องจริงหรือเปล่า
“มันเหลือเชื่อมากเลยใช่ไหมคะ แต่ฉันต้องขอบคุณ คุณมากนะคะผู้หมวด เพราะชาติที่แล้วฉันทำนาจนหน้าดำ แต่ว่าตอนนี้ฉันไม่ต้องทำงานหนักแบบนั้นอีกแล้ว”
“ซูเสี่ยวถาง ผมว่าคุณเมามากแล้ว เรื่องวันนี้ผมจะเก็บเป็นความลับ แต่ต่อไปคุณต้องสัญญาว่าจะไม่เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง” เขาไม่ได้กลัวว่าคนจะคิดว่าเธอเป็นบ้า แต่กลัวคนคิดไม่ซื่อแล้วจับเธอไปเผาทั้งเป็นมากกว่า เรื่องวิญญาณลี้ลับไม่ใช่ว่าไม่มีคนเชื่อ
“ฉันรู้หรอกน่า ฉันไม่เล่าให้ใครฟังหรอก วันนี้ฉันก็แค่เหนื่อย แล้วก็คิดถึงผู้ชายเฮงซวยคนนั้นมากเกินไป คนเรานี่ก็โง่นะ ทำกันขนาดนี้แล้วก็ยังรักลงไปได้ยังไง” เธอปาดน้ำตาลวกๆ เมื่อพูดถึงคนรักเก่า
“อือ โง่จริงๆ นั่นแหละ" ตอนนี้เขาแยกไม่ออกแล้วว่าอันไหนคือเรื่องจริงบ้าง แต่ถ้ามันคือเรื่องจริงเธอก็โง่จริงๆ นั่นแหละที่ยังรักฝังใจกับคนเลวๆ แบบนั้นอยู่
แต่สิ่งที่แปลกไปก็คือ ทำไมเขาจะต้องรู้สึกปวดใจไปกับเธอด้วยล่ะ เธออกหักไม่ใช่เขาสักหน่อยที่อกหัก
“น่าเสียดายที่ฉันตั้งปณิธานเอาไว้แล้วว่าต่อไปจะไม่คบคนหล่ออีก คุณเป็นคนดีนะฉันสัมผัสได้ แต่คุณมันหล่อเกินไป”
“ผมไม่ใช่คู่หมั้นคุณ เพราะฉะนั้นอย่าเหมารวมว่าคนหล่อจะต้องเลว” เขาเถียงทันควัน รู้สึกไม่ชอบใจที่ถูกปฏิเสธตั้งแต่ยังไม่เริ่มจีบด้วยซ้ำ
“ผิดแล้วพ่อรูปหล่อ ฉันไม่ได้คิดว่าคุณเป็นไอ้สารเลวนั้นหรอก เพราะว่าคุณตัวโตเหมือนยักษ์ ส่วนหมอนั่นผอมแห้ง แค่ลมพัดยังต้องมาเกาะฉันไว้เลย ถึงบ้านแล้ว ฉันไปก่อนนะ ขอให้คุณเดินทางโดยสวัสดิภาพล่ะ ระวังด้วยแล้วกันเพราะว่าคุณสร้างศัตรูไว้เยอะพอสมควร”
หญิงสาวพูดจบก็โบกมือลาเขาโดยที่ไม่หันหน้ากลับมามองอีก ชายหนุ่มยืนส่งเธอจนลับตา