ลูกค้าคนแรก
ลูกค้าคนแรก
ตอนนี้สองสาวขวัญหนีดีฝ่อกันหมดแล้ว โดยเฉพาะอาซิ่วที่กลัวจนตัวสั่น ใครจะไปคิดว่าแค่มาเดินเที่ยวเล่นในเมืองจะถูกยัดข้อหาหนีค่าย ซึ่งเป็นความผิดร้ายแรงถึงขั้นถูกขังลืม
“ถางถาง ฉันว่าพวกเรากลับกันเลยดีกว่า ฉันไม่มีธุระที่ไหนแล้ว”
“อย่าเพิ่งสิ ไหนๆ ก็มาแล้วพวกเราลองไปกินอาหารขึ้นชื่อของที่นี่ดีกว่า วันๆ กินแต่แป้งจี่กับเต้าเจี้ยว จนหน้าฉันจะเป็นเต้าหู้ยี้อยู่แล้ว” เสี่ยวถางตัดพ้อ
“ก็คล้ายนะ เต้าหู้ราสีขาวขนฟูๆ นุ่มๆ ผิวของเธอเป็นแบบนั้นเลย” อาซิ่วมักจะชื่นชมในความสวยของสหายคนนี้อยู่เสมอ
“พูดถูกใจ วันนี้ฉันเป็นเจ้ามือเองไปกันเถอะ”
หญิงสาวตบไหล่เพื่อน จากนั้นก็เดินนำไปยังร้านอาหาร เมื่อเข้ามาในร้านแล้วก็มีพนักงานเดินมาต้อนรับพาไปส่งถึงโต๊ะ ดูจากการแต่งตัวแล้วไม่น่าจะใช่คนแถวนี้ เลยแนะนำอาหารขึ้นชื่อของทางร้านให้ลอง
อาซิ่วไม่ได้มองอาหาร แต่เลือกที่จะมองราคาก่อนเป็นอันดับแรก สุดท้ายก็เลือกซุปเต้าเจี้ยวกับผักดอง พนักงานถึงกับหน้าเจื่อน
“กินแค่นี้จะไปมีแรงอะไร เอาหมูทอดซอสเปรี้ยวหวาน ปลาต้มหม้อดิน แล้วก็….."
ยังไม่ทันที่เสี่ยวถางจะสั่งเพิ่ม อาซิ่วก็พูดขัดขึ้นมาเสียก่อน “พอแค่นี้แหละค่ะ ข้าว อย่าลืมข้าว”
“ได้ รอสักครู่นะครับ แต่ว่าคุณผู้หยิงครับ ทางร้านต้องขอคูปองเนื้อด้วยนะครับ หมูทอดซอสเปรี้ยวหวานใช้คูปองเนื้อ 2 เหลียง”
“ได้” หญิงสาวหยิบคูปองเนื้อยื่นให้กับพนักงาน
เธอไม่จำเป็นต้องมีของพวกนี้ก็ได้ เพราะในมิติเธอมีเนื้อชั้นดีอยู่เต็มไปหมด เพียงแต่การจะทำอาหารให้อร่อย เครื่องปรุงครบให้เหมือนกับทางร้านนั้นค่อนข้างเป็นไปได้ยาก
หลังจากที่พนักงานรับคูปองและเดินไปแล้ว อาซิ่วก็ถามขึ้นว่า “ปลากับข้าวไม่ต้องใช้คูปองเหรอ”
“ปลาไม่ต้องใช้ อยู่ตามแม่น้ำเยอะแยะไม่ต้องใช้แรงงานเลี้ยง แต่ต้องไปซื้อที่ประมงของรัฐ เพราะแม่น้ำซงฮัวก็ถือเป็นสมบัติของแผ่นดิน”
“ไอหยาถางถาง เธอนี่รู้เยอะๆ จริงๆ นะ ถึงฉันจะไม่ใช่คนที่นี่ แต่ว่าฉันก็เกิดและโตที่ชนบท ย่าเสียถึงได้ย้ายไปอยู่กับพ่อแม่ที่ในเมือง แต่ใครจะไปคิดว่าจะถูกส่งตัวกลับมาที่นี่” หญิงสาวพูดเสียงเศร้า
“พวกเขาดีกับเธอไหม” ถ้าให้เดาคิดว่าชีวิตของเพื่อนสาวไม่น่าจะราบรื่นเท่าไหร่นัก
“หมายถึงพ่อแม่เหรอ” อาซิ่วยิ้มเจื่อน แล้วพูดต่อว่า “ฉันเป็นลูกคนโต เกิดและโตกับย่าที่ชนบท แต่เพราะความจนพ่อกับแม่เลยหาทางให้พวกเขาได้ไปทำงานในเมืองใหญ่ จากนั้นไม่นานแม่ก็มีลูกอีกคน แต่ว่าพวกเขาเลือกที่จะเลี้ยงเอง บอกว่าเอาไว้เป็นตัวแทนเวลาคิดถึงฉัน”
“แบบนี้ก็ได้เหรอ ถ้าคิดถึงจริงทำไมไม่กลับมารับเธอไปอยู่ด้วยล่ะ”
“ย่าของฉันท่านแก่มาก อยู่คนเดียวไม่ได้หรอก ท่านมีพ่อฉันเป็นลูกคนเดียวเลยค่อนข้างที่จะตามใจ จนกระทั่งท่านเสีย พวกเขาถึงมารับฉันไปอยู่ด้วย” อาซิ่วก้มหน้าซ่อนน้ำตาที่กำลังจะไหล
“พอแล้วๆ ถ้ามันสะเทือนใจก็ไม่ต้องเล่าแล้ว” เสี่ยวถางลูบหลังเพื่อนเพื่อปลอบใจ
ทว่าอาซิ่วกลับส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่ มันผ่านมาแล้วล่ะ ฉันก็แค่คิดถึงย่าน่ะ คนอื่นอาจจะเสียใจที่มาอยู่ที่นี่ สำหรับฉันแล้วฉันรู้สึกดีมาก อย่างน้อยๆ ที่นี่ก็คล้ายบ้านเดิมของฉันอยู่หลายส่วน”
“ไม่ใช่ว่าที่นี่ไม่มีน้องสาวเหรอ” หญิงสาวพูดอย่างรู้ทัน จากนั้นก็พูดต่อ “บางคนบอก พี่น้องยังไงก็เป็นพี่น้องอยู่วันยังค่ำ สายเลือดตัดกันไม่ขาด แต่สำหรับคนที่ไม่เคยพบหน้า หรือแม้แต่อยู่ด้วยกันมาก็ยังทำร้ายกันได้”
“อือ จะพูดแบบนัั้นก็ไม่ผิดเท่าไหร่ ฉันกับน้องสาวเราสองคนต่างกันสุดขั้ว หล่อนรังเกียจว่าฉันเป็นคนชนบทตัวเหม็น เวลาไปไหนพวกเขาก็มักจะให้ฉันอยู่เฝ้าบ้าน แล้วเลือกที่จะซื้อของมาฝากแทน” อาซิ่วยิ้มเย้ยชีวิตที่ผ่านมา
“แต่อยู่ที่นี่ทุกคนเท่าเทียม ไม่มีใครสูงกว่าใคร ตัวเหม็นแล้วยังไง ใครบ้างไม่มีกลิ่นตัว แต่ต่อไปเธอก็ต้องรักษาความสะอาด อย่าให้ใครมาดูถูกเราได้”
เสี่ยวถางไม่แปลกใจว่าทำไมน้องสาวของอาซิ่วถึงพูดแบบนั้น เพราะอีกฝ่ายมีกลิ่นตัวจริง แต่เพราะไม่ได้รับการเอาใจใส่ เสื้อผ้าก็มีไม่กี่ชุด ใส่ชุดเดิมซ้ำๆ แค่ผึ่งตากแล้วเอากลับมาใส่ใหม่ ต่อให้รวยล้นฟ้าใส่แบบนั้นก็มีกลิ่นตัวไม่ต่างกัน
“ถางถาง ถ้างั้นเธอช่วยบอกฉันได้ไหมว่าทำยังไงถึงจะไม่มีกลิ่นตัว เวลาที่ฉันอยู่ใกล้เธอแม้แต่ตอนที่ทำงานในแปลงผักเธอก็ยังตัวหอม ทั้งที่เราก็อยู่ด้วยกันทั้งวัน”
เสี่ยวถางได้ยินแบบนั้นก็เกิดความคิดบางอย่างขึ้นมา หญิงสาวกระแอมหนึ่งทีก่อนจะกวักมือสหายให้เข้าไปใกล้ๆ แล้วกระซิบเสียงเบา
“เรื่องแบบนี้มันต้องมีตัวช่วย”
“ตัวช่วยงั้นเหรอ ว่าแต่มันคืออะไรล่ะ”
จากนั้นหญิงสาวก็ทำทีเป็นล้วงของออกมาจากกระเป๋าผ้า ทั้งที่ความจริงแล้วแอบดึงมันออกมาจากในมิติ “อันนี้เขาเรียกว่าน้ำยากำจัดกลิ่น ทารักแร้เช้าเย็นหลังอาบน้ำ วันไหนไม่อาบก็ใช้ผ้าเปียกเช็ดก่อน”
“ไอหยา…ฉันไม่เคยเห็นมาก่อนเลย"
“ใช่ไหมล่ะ ฉันก็ไม่เคยเห็นเหมือนกัน” แต่แล้วเหมือนจะเพิ่งนึกได้ว่าไม่ควรพูดแบบนั้น
ครั้งแรกที่เธอเข้าไปสำรวจของในมิติแล้วเห็นเจ้าสิ่งนี้ก็งง แต่พอเอาออกมาดูแล้วก็อ่านวิธีใช้ ถึงรู้ว่ามันช่วยระงับกลิ่นตัวได้ดีเยี่ยม ดีกว่าสารส้มที่เอามาทารักแร้เสียอีก
“คะ คือฉันหมายถึงว่าครั้งแรกที่ใช้ฉันก็งงเหมือนกัน ไม่ปิดบังเธอหรอกนะว่าอันนี้มีขายแค่ในเขตบ้านฉัน เรียกได้ว่าเป็นของดีหางโจวเลยก็ว่าได้” เสี่ยวถางปั้นเรื่องขึ้นมา ไม่น่าเชื่อว่าอีกฝ่ายจะเชื่อจริงจัง
“ว่าแต่เธอยังพอมีเหลืออยู่บ้างไหม ฉันไม่ได้จะขอเฉยๆ หรอกนะ คือฉันหมายถึงฉันมีน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ มอบให้”
เสีย่วถางมองหน้าสหายแล้วก็ถอนหายใจ แสดงสีหน้าว่าเธอกำลังลำบากใจกับเรื่องนี้ “อาซิ่ว ไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากแบ่งหรอกนะ แต่ว่าเจ้านี่ราคามันสูงมากจริงๆ เธอคงเคยได้ยินแต่คำว่ามีเงินเยอะแค่ไหนแต่ไม่มีคูปองก็ไร้ค่า แต่เจ้านี่ถึงจะมีคูปองแต่ถ้าไม่มีวาสนาก็ตีเก๊ได้เหมือนกัน”
“แพงขนาดนั้นเลยเหรอ” อาซิ่วทำหน้าหงอย ดูท่าแล้วน่าจะแพงมากจริงๆ
“จะเป็นแบบนั้นได้ยังไง ฉันพูดถึงวาสนาต่างหากล่ะ แต่เธอถามถูกคนแล้ว เพราะว่าฉันก็พอมีวาสนากับคำอื่นเขาอยู่บ้าง ขวดนี้ใช้ได้นานไม่ต่ำกว่าครึ่งปี 2 หยวน”
ทว่าพอฟังราคาแล้วถึงกับตาโต “2 หยวน นี่มันซื้อเนื้อหมูได้ 2 ชั่งเชียวนะ”
“ฉันบอกไปแล้วว่าต่อให้มีคูปองก็ใช่ว่าจะซื้อได้ เอาไม่เอา ถ้าไม่เอาฉันเก็บนะ” หญิงสาวทำท่าจะเก็บของเข้าที่ตามเดิม แต่ก็ถูกอีกฝ่ายคว้ามือเอาไว้
“เอาสิเอาๆ 2 หยวนใช่ไหม ฉันเอาเงินติดตัวมาพอดี” อาซิ่วควักเงินออกมาแล้วยื่นให้ด้วยความปวดใจ แต่พอได้กลิ่นหอมชดชื่นของเจ้าขวดนี้อาการหม่นหมองก็หายเป็นปลิดทิ้ง
“เตือนเอาไว้ก่อนนะ ว่าห้ามใช้กับที่อื่นเป็นอันขาด ถ้าเกิดเป็นอะไรขึ้นมาฉันไม่รับผิดชอบนะ ใช้แล้วไม่รับเปลี่ยนคืนนะเข้าใจไหม” หญิงสาวกำชับ กลัวว่าพอใช้ๆ ไปแล้วอีกฝ่ายเกิดเสียดายเงินขึ้นมาจะยุ่งเอา
“ได้ ไม่คืนคำแน่นอน” แต่เธอคงไม่รู้ว่าคนที่ไม่เคยมีความมั่นใจในกลิ่นตัวของตัวเองมาตลอด พอมาเจอของที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ ต่อให้จะช่วยได้มากน้อยแค่ไหนก็เถอะ คนเราขอแค่มีความหวังแค่นี้ก็พอแล้ว
“อาหารมาแล้ว รีบกินกันเถอะ”
เสี่ยวถางรับเงินมาแล้วยัดใส่กระเป๋า เท่ากับว่าวันนี้เธอมากินข้าวฟรี แลกกับการขายของให้เพื่อนสาวไป อย่าคาดหวังว่าเธอจะให้เปล่าๆ เพราะต่อให้เป็นเพื่อนกัน แต่ถ้าเราเอาแต่ให้อย่างเดียว เขาก็จะไม่เห็นคุณค่าในตัวของเรา