รับผิดชอบ
รับผิดชอบ
หลังจากนั้นซูเสี่ยวถางก็ได้รู้ความจริง ว่าหลายวันที่ผ่านมาผู้คนมองเธอแปลกๆ นั้นเป็นเพราะอะไร เธอหันไปมองหลินเจิ้ง ตอนนี้สีหน้าของเขาทะมึนตึงดูก็รู้ว่าเขาไม่ใช่คนปล่อยข่าว แต่พอเห็นหลี่ชิ่วชิงอยู่ที่นี่ด้วยก็เข้าใจเรื่องราวแจ่มแจ้ง
“ฉันจะเป็นยังไงแล้วมันเกี่ยวอะไรกับพวกเธอด้วย”
คำตอบของซูเสี่ยวถางทำเอาทุกคนอึ้ง ตอนแรกคิดว่าหล่อนอาจจะกระโดดน้ำเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจเสียอีก กลับกลายเป็นว่า นอกจากหล่อนจะไม่ปฏิเสธแล้ว กลับยังถามกลับมาอย่างเอาเรื่องอีกด้วย
“ไอหยา…ให้ตายเถอะ นี่น่ะเหรอคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนมีการศึกษา เขาคิดกันแบบนี้หรอกเหรอ” ลู่เจินเจินเอามือทาบอก ตกใจที่ได้ยินอีกฝ่ายพูดแบบนั้น
“พวกเธอเข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้ว” อาซิ่วกำลังจะอธิบาย ทว่าเสี่ยวถางกลับดึงแขนของเธอเอาไว้
“แล้วคนมีการศึกษาจะต้องเป็นแบบไหนเหรอ แบบหล่อนหรือเปล่าที่ชอบนินทาคนอื่นไปทั่ว รู้ทุกเรื่องยกเว้นเรื่องตัวเอง” เสี่ยวถางถามกลับอย่างเอาเรื่อง พร้อมทั้งเดินไปประจันหน้ากับอีกฝ่ายอย่างไม่มีใครยอมใคร
“นะ นี่หล่อนจะทำอะไร” พอเห็นเสี่ยวถางเดินเข้ามาใกล้ ลู่เจินเจินก็ถอยหลังไปทีละก้าว
“คนมีการศึกษาแบบไหนถึงไม่รู้จักเคารพคนที่อายุเยอะกว่า หล่อนลืมไปแล้วหรือเปล่าว่าฉันอายุเยอะกว่าหล่อนเกือบ 3 ปี”
“จริงด้วยๆ”
“ถางเจี๋ยอย่าเพิ่งเปลี่ยนเรื่องสิคะ คนอื่นยังเข้าใจเจี๋ยผิดอยู่เลย ไม่คิดจะอธิบายอะไรหน่อยเหรอคะ” ชิงชิงเห็นท่าไม่ดีก็รีบช่วยเพื่อนสาวพูด ก่อนที่ทุกคนจะเปลี่ยนไปเอาผิดลู่เจินเจินคนโง่แทน
“ทำไมฉันต้องอธิบาย หล่อนเป็นแม่ฉันเหรอ” เสี่ยวถางหันไปถามหลี่ชิ่วชิง ซึ่งพอถูกถามคำถามนี้อีกฝ่ายก็ทำท่าตกใจ ร้องไห้ตาแดงด้วยความน่าสงสาร
“ถางเจี๋ย พูดแรงเกินไปหรือเปล่า ชิงชิงก็แค่เป็นห่วง ถ้าเธอไม่ได้ทำเหมือนอย่างที่ถูกกล่าวหา ก็ควรจะอธิบายให้ทุกคนฟัง”
“อธิบายแล้วฉันได้อะไร ไม่ใช่ว่าหลายวันมานี้พวกเธอเอาฉันไปนินทาเสียๆ หายๆ เสียจนสนุกปากแล้วเหรอ ถามหน่อยว่าชื่อเสียงฉันที่เสียไปใครจะรับผิดชอบ หล่อน หล่อน หรือว่าหล่อน" เธอชี้หน้าถามทีละคน ซึ่งแต่ละคนต่างก็ส่ายหน้าปฏิเสธ แค่เห็นท่าทางของอีกฝ่ายก็รู้แล้วว่าข่าวที่ลืออาจจะไม่มีมูลความจริง เพราะฉะนั้นไม่ควรเสี่ยง
“ฉันรับผิดชอบเอง” ลู่เจินเจินเปิดหน้าท้าชน มาถึงขั้นนี้แล้วเธอคงถอยไม่ได้
“งั้นเหรอ รับผิดชอบยังไงล่ะ” เสี่ยวถางกอดอกมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเย้ยหยัน
“ถ้าหล่อนอธิบายแล้วทุกคนเชื่อว่าบริสุทธิ์จริง ฉันจะยอมเป็นคนใช้หนึ่งเดือนเลยเอาสิ”
“เท่านั้นยังไม่พอหรอกนะ ฉันเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย ขึ้นชื่อว่าเป็นคนมีความรู้ แต่กลับถูกใส่ร้ายป้ายสี ยังไงก็ต้องมีคนจ่ายค่าปรับ เห็นแก่สหายร่วมอุดมการณ์ด้วยกัน คิด 10 หยวนก็แล้วกัน แล้วก็มาเป็นคนใช้ให้ฉัน 3 เดือน”
“ดะ ได้ เอาไงก็เอากันฉันไม่กลัวอยู่แล้ว” ลู่เจินเจินตกปากรับคำอย่างเลี่ยงไม่ได้
“ทุกคนในที่นี้ช่วยเป็นพยายานให้ฉันด้วยแล้วกัน ถ้าฉันพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองได้เมื่อไหร่ ลู่เจินเจินจะต้องจ่ายเงินเดิมพัน”
"ได้"
“เดิมพันปากเปล่าไม่ได้หรอก ต้องเขียนสัญญาด้วย” หลินเจิ้งจากที่เงียบดูเหตุการณ์อยู่นาน ในที่สุดเขาก็มีโอกาสได้พูดเสียที
“ดี ต้องมีสัญญา”
เสี่ยวถางพยักหน้าเห็นด้วย จากนั้นทุกคนก็ย้ายไปที่ลานกลางหมู่บ้าน แม้แต่ผู้นำหมู่บ้านก็ยังมาดูความวุ่นวายในครั้งนี้ด้วย
ทางด้านแม่หลินพอรู้ข่าวว่าซูเสี่ยวถางจะอธิบายเรื่องความสัมพันธ์ของเธอกับลูกชายของท่าน ท่านก็รีบบอกให้ลูกสะใภ้ใหญ่ทำมื้อเย็น ส่วนท่านจะไปฟังว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
พอไปถึงก็ได้ยินซูเสี่ยวถางกำลังเล่าเรื่องวันหยุดที่ผ่านมา หล่อนไปลูกชายของท่านจริง ทว่ามีผู้หญิงที่ชื่อเหอซิ่วไปด้วย อีกทั้งนางจาง ภรรยาของผู้นำหมู่บ้านมาช่วยยืนยัน ว่าเป็นคนฝากให้ทั้งสองสาวขึ้นรถไปกับลูกชายของท่าน
“แค่นี้จะไปพออะไร ใครจะไปรู้ว่าถึงในเมืองแล้วพวกหล่อนไปที่ไหนกันบ้าง” เจินเจินเริ่มใจคอไม่ดี
“ฉันเป็นพยานได้ เพราะฉันอยู่กับถางถางตลอด” อาซิ่วยกมือ
“หล่อนเป็นเพื่อนกันก็ต้องเข้าข้างกันอยู่แล้ว อันนี้ไม่นับ” เจินเจินโบกมือปัดตกไป
“ถ้างั้นคงต้องให้หล่อนไปถามร้านซ่อมรถแล้วล่ะ เพราะฉันอยู่ที่ร้านซ่อมรถตลอด ไม่ได้ไปไหน” หลินเจิ้งพูดขึ้นเสียงเรียบ
เขามีรูปร่างสูงใหญ่ ผิวออกไปทางสีน้ำผึ้งเพราะขับรถตลอด และแม้ว่าใบหน้าของเขาจะมีรอยแผลเป็นอยู่ แต่กลับยิ่งเพิ่มเสน่ห์ให้น่ามองขึ้นไปอีก
“ระ ร้านซ่อมรถอย่างนั้นเหรอ” เจินเจินเริ่มหน้าถอดสี
“ใช่แล้ว วันนั้นอาเจิ้งเอารถบรรทุกของคอมมูนไปซ่อม ฉันมีใบเสร็จรับเงิน ยืนยันได้” หนึ่งในสมาชิกคอมมูนยกมือยืนยันความบริสุทธิ์ใจของทั้งสองคน
“ยังมีอีก ของใช้ ใช่ของใช้ หล่อนซื้อของใช้มาเต็มไม้เต็มมือ ในเมื่อหล่อนเป็นแค่นักศึกษาแล้วจะไปเอาที่ไหนมาซื้อของเยอะแยะขนาดนั้น”
“ลู่เจินเจินเหนอลู่เจินเจิน เธอรู้หรือเปล่าว่าครอบครัวฉันเป็นยังไง พ่อของฉันทำงานอะไร ก็แค่ของใช้ทำไมฉันจะซื้อไม่ได้ ไม่ใช่ว่ามีเงินกับคูปองก็ซื้อได้หรอกเหรอ หรือว่าฉันต้องขออนุญาตเธอก่อน”
“อืม เรื่องนี้ฉันก็ยืนยันได้ว่านักศึกษาซูมีกำลังในการซื้อของ เพราะพ่อของเธอเป็น…”
“พ่อของฉันจะเป็นอะไรก็ช่าง รู้แค่ว่าฉันไม่ได้ขโมยใครมาก็พอ และตอนนี้หล่อนก็ต้องจ่ายค่าทำขวัญที่ทำให้ชื่อสเียงของฉันเสียหาย รวมถึงเริ่มมาเป็นคนใช้ของฉันนับตั้งแต่วันนี้เลย” ซูเสี่ยวถางรีบพูดดักคอ เธอไม่อยากให้ใครรู้ฐานะของพ่อเธอ เพราะเดี๋ยวจะถูกเอามาใช่เล่นงานในอนาคต
“ที่แท้เรื่องก็เป็นแบบนี้เอง ถางเจี๋ย พวกเราต้องขอโทษด้วยนะ”
“ใช่ๆ พวกเราไม่รู้จริงๆ ทั้งหมดเป็นเพราะลู่เจินเจินกับหลี่ชิ่วชิงที่ใส่ร้ายเจี๋ย”
“ฉันเปล่านะ ฉันไม่ได้พูดอะไรเลย ฉันไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้สักหน่อย” ชิงชิงรีบปฏิเสธ
เสี่ยวถางได้ยินแบบนั้นก็แสยะยิ้ม พร้อมทั้งมองหน้าลู่เจินเจินด้วยสายตาสงสาร “เห็นหรือยังล่ะ เพื่อนที่เธอรักแล้วก็คอยปกป้องทำยังไงกับเธอบ้าง ฉันขอเตือนอะไรเธอเอาไว้อย่างนะเจินเจิน ใช้ใจมองคน ไม่ใช่ใช้หูฟัง เพราะถ้าหล่อนหูเบาก็จะถูกคนอื่นเป่าหูแล้วก็หลอกใช้แบบนี้แหละ”
ลู่เจินเจินไมไ่ด้พูดอะไร แค่หยิบเงิน 10 หยวนออกมายื่นให้กับเสี่ยวถาง จากนั้นก็ก้มหน้ายอมรับผลที่ตัวเองก่อ
ทางด้านแม่หลินมีสีหน้าที่ผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด ท่านนึกว่าจะได้คนในเมืองมาเป็นลูกสะใภ้เสียอีก มองหน้าลูกชายที่เอาแต่ยืนนิ่งแล้วก็นึกโมโห ในเมื่อเป็นข่าวโคมลอยไม่มีความจริง ไม่สู้ท่านสร้างมันให้เกิดขึ้นจริงจะดีกว่า คิดได้แบบนั้นแม่หลินก็รีบเดินไปดักหน้าซูเสี่ยวถางเอาไว้
“แม่หนู เดี๋ยวก่อน”
เสี่ยวถางหยุดเดิน พร้อมทั้งมองหน้าของคุณป้าท่านนี้นิ่ง เธอจำได้ว่าท่านน่าจะเป็นคนเดียวกันกับที่ยื่นข้าวโพดต้มให้เธอตอนวันงานกินเลี้ยงต้อนรับ
“สวัสดีค่ะคุณป้า มีเรื่องอะไรหรือเปล่าคะ”
“สวัสดีจ้ะ ฉันเป็นแม่ของหลินเจิ้ง ก็คนขับรถบรรทุกที่เป็นข่าวกันหนูนั่นแหละ” ท่านแนะนำตัวเอง
“อ้อค่ะ”
“คือฉันได้รู้ความจริงแล้วก็รู้สึกเสียใจ แล้วก็ละอายใจมาก หนูจะว่าอะไรไหมถ้าหากว่าฉันอยากจะขอเลี้ยงข้าวสักมื้อเพื่อเป็นการขอโทษ”
“ขอโทษทำไมครับ” หลินเจิ้งเดินมาได้ยินประโยคนี้จากปากของผู้เป็นแม่พอดี
“นั่นสิคะ ขอโทษทำไม ในเมื่อคนผิดได้รับโทษแล้ว” เสี่ยวถางเห็นด้วยกับคำพูดของเขา
“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ หนูเป็นผู้หญิงยังไงก็เสียเปรียบ แต่ถ้าคิดว่าการไปกินข้าวที่บ้านของยายแก่คนนี้แล้วไม่สบายใจก็ไม่เป็นไร ฉันเข้าใจ”
เสี่ยวถางได้ยินแบบนี้แล้วก็ขมวดคิ้ว เธอพูดตอนไหนว่าไม่สบายใจ “ถ้างั้นก็รบกวนด้วยนะคะ”
"รีบไปบอกสะใภ้ใหญ่ทำอาหารจานเนื้อเร็วเข้า" แม่หลินกระซิบบอกลูกชาย