อยากลองดี
อยากลองดี
เมื่อมาถึงประตูเมือง เจ้าหน้าที่ก็ปล่อยให้พวกเธอลง ต่างคนต่างก็แยกย้ายไปทำธุระของตัวเอง เสี่ยวถางเลือกไปที่ที่ทำการไปรษณีย์เป็นที่แรก ทั้งนี้ก็เพื่อต้องการไปสอบถามว่ามีธนบัตรส่งมาให้เธอหรือเปล่า ทว่าคำตอบที่ได้คือไม่มี
หญิงสาวยิ้มมุมปาก สงสัยว่าแม่เลี้ยงอยากจะลองดี สถานที่ต่อไปที่เธอไปคือตู้โทรศัพท์หยอดเหรียญ ไม่รอช้ารีบกดเบอร์โทรของโรงงานแม่เลี้ยง วันนี้ไม่ใช่วันหยุดราชการ หากแต่เป็นวันหยุดประจำคอมมูนเท่านั้น
“ถ้างั้นฉันฝากข้อความถึงแม่ของฉันได้หรือเปล่าคะ” เธอทำเสียงให้ฟังดุเกรงใจมากที่สุด เนื่องจากว่าตอนนี้เป็นเวลาทำงาน
“ได้เลยๆ เดี๋ยวผมจะบอกเจ้าหน้าที่ซูให้” พนักงานที่รับโทรศัพท์รีบรับปาก
“ช่วยบอกท่านทีว่าฉันมาที่ไปรษณีย์แล้ว แต่เจ้าหน้าที่บอกว่าไม่มีเงินฝากมาถึงฉันเลย ฉันไม่แน่ใจว่าแม่ส่งมาให้ฉันหรือยัง บอกเท่านี้ท่านน่าจะเข้าใจแล้วค่ะ รบกวนด้วยนะคะ”
“ไอหยาไม่เป็นไร ไม่ต้องเกรงใจ คนกันเองทั้งนั้น”
จากนั้นหญิงสาวก็วางใจ ลังเลอยู่ครู่หนึ่งว่าจะโทรหาพ่อดีหรือเปล่า แต่สุดท้ายก็ยกหูโทรศัพท์ กดเบอร์ที่อยู่ในความทรงจำ ต่อให้ตายอีกกี่ชาติก็จำเบอร์ที่ทำงานของพ่อได้ แต่น่าเสียดายที่ท่านออกนอกพื้นที่
หลังจากจัดการธุระส่วนตัวเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวก็มุ่งหน้าไปที่ตลาดมืด ก่อนไปก็ไม่ลืมที่จะพรางตัว เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ เพราะถ้าหากถูกรู้จักเห็นเธอซวยแน่
ทันทีที่จือเจี๋ยเห็นเธอ หยิงสาวก็รีบปรี่เข้ามาหาราวกับเป็นตัวนำโชคดีมาให้ โดยที่เสี่ยวถางไม่ต้องมองหาอีกฝ่ายเสียด้วยซ้ำ
“เม่ยเมย ฉันคิดว่าหล่อนถูกจับไปแล้วเสียอีก”
“เธอนะสิถูกจับ พูดจาไม่เป็นมงคล” เสี่ยวถางรีบตอบทันควัน
“ใช่แล้วๆ ฉันมันปากไม่ดีเอง ว่าแต่วันนี้มีของมาหรือเปล่า ลูกค้ารอซื้อกันเพียบเลยนะ”
เสี่ยวถางได้ยินแบบนั้นก็ชะงัก พร้อมทั้งถามอีกฝ่ายอย่างระมัดระวังว่า “แล้วเจี๋ยรู้ได้ยังไงว่าฉันจะมาวันนี้”
“ไอหยา…ก่อนหน้านี้ฉันก็ไม่รู้หรอก เล่นมาดักรอเธอที่นี่ทุกวันแต่ไม่เห็นมา พอมานั่งนึกๆ ดูอีกทีเหมือนว่าหล่อนจะมาในวันคอมมูนหยุดก็เลยลองเสี่ยงนัดลูกค้าให้มาวันนี้ดูน่ะ”
“อ้อ เป็นแบบนี้นี่เอง” เสี่ยวถางไม่เชิงยอมรับแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าเธอทำงานที่คอมมูน ในแถบนี้ใครบ้างไม่ทำงาน
“เรื่องนั้นช่างเถอะ ว่าแต่มีของดีมาอีกหรือเปล่า” จือเจี๋ยเอามือถูกเข้าหากัน ลุ้นว่าวันนี้ของดีจะเป็นอะไร
ใกล้ฤดูหนาวเข้ามาทุกทีแล้ว เสี่ยวถางเลยเลือกที่จะเก็บเนื้อเอาไว้ก่อน เพราะยังไงในมิติก็ให้เนื้อได้แค่วันละ 10 แพคเท่านั้น เพราะบนชั้นของจะมีเพียง 10 ชิ้น และของจะถูกเติมในอีก 24 ชั่วโมงถัดมา
เนื้อก็เช่นเดียวกัน เพียงเนื้อหมูก็แยกประเภทไปอีก เนื้อหมูชั้นดี สามชั้น ซี่โครงหมู และน้ำหนักของแต่ละแพคจะอยู่ที่ 1 ชั่ง เท่ากับว่าในแต่ละวันเธอจะมีเนื้ออยู่เพียงอย่างละ 10 ชั่งเท่านั้น
“เจียเจีย วันนี้เธอคงไม่คิดว่าฉันจะเอาเนื้อมาขายให้อีกหรอกนะ เพราะถ้าเป็นแบบนั้นบ้านฉันคงต้องเป็นเจ้าของฟาร์มแล้วล่ะ” เธอขยิบตาให้อีกฝ่าย
จือเจี๋ยได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มเจื่อนๆ ทำไมเธอจะไม่คิดเรื่องนี้ เพียงแต่ลึกๆ ในใจก็แอบหวังว่าอีกฝ่ายจะเป็นตัวนำโชคจริงๆ
“เพียงแต่ว่าถึงจะไม่มีเนื้อ แต่ก็มีอย่างอื่นมานำเสนอ”
ว่าแล้วก็หยิบผลไม้หลากหลายชนิดออกมาให้อีกฝ่ายดู ผลไม้แต่ละชนิดล้วนแล้วแต่หากินยากและมีราคาแพง หญิงสาวกลืนน้ำลายเหนียวคอ หัวใจเต้นแรงเพราะมองเห็นกำไรตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มขาย
“เม่ยเมย หล่อนนี่มันสุดยอดจริงๆ ถ้าบอกว่าเป็นลูกหลายทหารตำรวจแล้วแอบเอาเสบียงของทางบ้านมาขายฉันก็จะเชื่อ”
“ไม่ใช่หรอกค่ะ อย่าคิดมาก” เสี่ยวถางรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังโยนหินถามทาง เพียงแต่เธอจะบอกหล่อนได้ยังไงว่าตัวเองมีมิติวิเศษ ที่สามารถบันดาลของให้ได้ทุกอย่าง
การค้าวันนี้จบลงที่เสี่ยวถางได้เงินมากถึง 100 หยวน ก่อนเดินเข้ามาในตลาดมืด เธอก็แอบเอาของออกมาใส่ไว้ข้างตึกแล้วเรียบร้อย ที่เหลือก็แค่รอให้จือเจี๋ยจัดการเคลื่อนย้ายของเองตามความสามารถ
เงินมาของไป ส่วนเธอก็แยกตัวออกไปจากตลาด ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตอนนี้ในมิติเธอมีเงินเกือบห้าร้อยหยวนแล้ว หัวใจของหญิงสาวเต้นรัวแรง เพราะอีกไม่นานเธอก็จะเป็นเศรษฐีที่มีเงินมากถึงหนึ่งพันหยวนในอีกไม่ช้า
โดยทั่วไปแล้วเงินเดือนของคนทำงานเฉลี่ยแล้วจะอยู่ที่ 30 หยวน คิดดูว่าต้องทำงานนานแค่ไหนถึงจะมีเงินเก็บห้าร้อยหยวน เพราะอย่าลืมว่าในแต่ละวันก็ต้องกินต้องใช้ แค่ค่าใช้จ่ายก็ยังจะไม่พอ
ระหว่างที่รอรถของทางคอมมูนไปรับปุ๋ย ยังมีเวลาเหลือเสี่ยวถางเลยเลือกที่จะเดินเล่นในเมือง ชีวิตของผู้คนในเมืองช่างแตกต่างจากในหมู่บ้านบนเขาอย่างสิ้นเชิงนัก
“ถางถาง”
เสี่ยวถางหันไปมองก็เห็นหยางเหว่ยยืนโบกมือให้เธออยู่ ก่อนที่เขาจะข้ามถนนเดินมาหาเธอ ในมือของชายหนุ่มถือถุงของใช้มากมาย ดูก็รู้ว่าเขาน่าจะเป็นลูกคนรวย
“ทำไมมาเดินคนเดียวล่ะ นึกว่าจะมีเพื่อนมาด้วยเสียอีก” เขามองไปทางด้านหลัง ไม่เห็นว่ามีใครเดินตามเธอมาเลยสักคน
“อ้อพอดีว่าฉันชอบเดินคนเดียวน่ะค่ะ”
คำตอบแบบไร้เยื่อใยของเธอ ทำเอาหยางเหวายยิ้มกว้าง “ยังมีเวลาเหลืออยู่พอดี ไปหาของอร่อยๆ กินกันไหม วางใจเถอะฉันเลี้ยงเอง”
“หารเถอะ ฉันมีเงิน” หญิงสาวพูดดัก ก่อนจะเดินเคียงข้างเขาไป ยังไงการมีเพื่อนกินข้าวก็ดีกว่ากินข้าวคนเดียว
เธอเลือกที่จะมาร้านเดิม เพราะติดใจซี่โครงหมูตุ๋น หยางเหว่ยให้เธอเลือกสั่งก่อน ส่วนเขาดูเมนูแล้วก็สั่งตามทีหลัง ท่าทางนิ่งๆ ไม่ลนลานของเขา ดูก็รู้ว่าน่าจะมาร้านแบบนี้บ่อย
“มากินร้านนี้บ่อยเหรอ” เขาเป็นฝ่ายชวนคุย
“เปล่าครั้งนี้ครั้งที่สอง” เธอตอบไปตามความจริง
“อืม วันหยุดครั้งที่แล้วสินะ” ชายหนุ่มพยักหน้าวิเคราะห์
“นายล่ะ เคยมาร้านนี้เหรอ”
“จะเป็นไปได้ยังไง ฉันเพิ่งเคยมาครั้งแรก พอดีว่าฉันมารับเงินที่ทางบ้านส่งมาให้น่ะ จริงสิฉันเห็นเธอที่ไปรษณีย์ด้วยนะ แต่ว่าตอนนี้ถึงคิวเรียกพอดี หันมาอีกทีก็ไม่เห็นเธอแล้ว”
“อือ” หญิงสาวพยักหน้าแต่ไม่ยอมบอกเหตุผล
ชายหนุ่มเห็นแบบนั้นก็ไม่เซ้าซี้ เข้าใจว่าเป็นเรื่องส่วนตัว ก่อนหน้านี้เขาทำใจไม่ได้ที่ถูกส่งมาที่นี่เลยไม่คุยกับใคร เก็บตัวเงียบ ทำงานในส่วนของตัวเอง จนกระทั่งเกิดเรื่อง ได้ยินว่ามียุวชนทำเรื่องเสื่อมเสียชื่อเสียง เขาเลยค่อยๆ ซึมซับผู้หญิงชื่อซูเสี่ยวถาง
แต่พอความจริงปรากฏ เขากลับเลื่อมใสในการแก้ปัญหาของเธอ ไม่โวยวาย แต่เชือดนิ่มๆ ลู่เจินเจินถูกเรียกไปเชือดที่ลานกิจกรรมหมู่หบ้านก็ไม่ผิดเท่าไหร่นัก
ระหว่างนั้นหยางเหว่ยก็ชวนอีกฝ่ายคุย ถึงได้รู้ว่าเขารุ่นเดียวกับเธอ แต่เขาเป็นนักศึกษาจากปักกิ่ง แทบกับเธอแล้วเขาดูจะผิดหวังยิ่งกว่าเธออีก
“ผิดหวังมากเลยสินะ” เธอเอาความรู้สึกของตัวเองในชาติที่แล้วมาพูด
“อืมมากๆ เลยล่ะ แต่พ่อกับแม่บอกแล้วว่าจะหาทางช่วยให้กลับได้เร็วที่สุด เพราะฉันยังมีความฝันว่าอยากเรียนให้จบแล้วช่วยพัฒนาประเทศให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น"
“เอาตัวเองให้รอดก่อนดีไหม” เธอรู้ดีว่ามันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ถ้าง่ายจริงเขาคงไม่มีรายชื่อส่งตัวมาตั้งแต่แรก
“ก็จริง” ชายหนุ่มถูกดับฝัน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคำพูดของเธอนั้นจริงที่สุดแล้ว
เอ็นดูเนอะ จะจีบสาวแต่ถฏสาวเบรกมันทุกดอกเลย ทำไงได้เขาไม่ชอบคนหล่อ เขาว่างั้นนะ อิอิ