ติดสินบน
ติดสินบน
หลายวันผ่านไป หลินเจิ้งกลับมาจากส่งของที่ต่างเมือง ขากลับเขาก็ขนของที่ชาวบ้านฝากซื้อกลับมาเต็มคันรถ ของแต่ละอย่างล้วนแต่มีในมิติของเธอทั้งนั้น หญิงสาวเห็นแล้วก็เสียดาย เพราะถ้าหากเปลี่ยนจากฝากเขาซื้อแล้วมาซื้อที่เธอคงจะดีไม่น้อย คิดได้แบบนั้นหญิงสาวก็มีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว
วันหนึ่งหลังจากเลิกงานกลับมา หญิงสาวก็แอบเอาข้าวเหนียวท่อนสั้นออกมาจากในมิติ จากนั้นก็นำมาล้างทำความสะอาด เพื่อขยัดยางข้าวออก ทั้งนี้ก็เพื่อลดการบูดเน่า
จากนั้นก็แช่ข้าวทิ้งไว้ข้ามวัน รอให้ถึงเย็นวันถัดมาหญิงสาวค่อยมาทำต่อ เสี่ยวถางตั้งใจจะทำหมี่จิ่วหรือไวน์ข้าว ทั้งนี้ก็เพื่อเอาไปผูกมิตรกับหลินเจิ้ง บุคคลที่จะทำให้ความฝันของเธอกลายเป็นจริงขึ้นมาเร็วขึ้น
“ให้ฉันแช่ข้าวทำไม” ลู่เจินเจินถาม เพราะตอนนี้เธออยู่ในสถานะคนใช้ของอีกฝ่ายอยู่
“คนใช้มีสิทธิ์ถามด้วยเหรอ ทำตามที่เจ้านายสั่งก็พอ” เสี่ยวถางบอกเสียงเรียบ ทำเอาอีกฝ่ายอ้าปากค้างแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ
หลายวันมานี้เธอพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ต่อปากต่อคำกับอีกฝ่าย แต่ดูเหมือนว่าเธอกับซูเสี่ยวถางจะเกิดมาเพื่อขัดขากันจริงๆ เพราะไม่ว่าเธอจะทำอะไรก็มักจะถูกเขาตำหนิไปหมดเสียทุกอย่าง แม้กระทั่งล้างข้าว หล่อนบ่นว่าเธฮล้างไม่สะอาด แล้วก็บอกวิธีล้างกับเธอแทน
เย็นวันถัดมา ลู่เจินเจินรีบกลับมาจากทุ่งนา เนื่องจากภารกิจของเธอต่อไปคือการเอาข้าวเหนียวมานึ่ง และจำเป็นต้องใช้ครัวก่อนที่คนอื่นจะมาใช้ด้วย
ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมงข้าวก็สุก เสี่ยวถางจึงสั่งให้เจินเจินเอาข้าวมาผึ่งเพื่อคลายความร้อน รอจนกระทั่งมันเย็นแล้วถึงใส่ลูกแป้งที่บดจนละเอียดแล้วเข้าไป
“ทำไมต้องรอให้มันเย็นล่ะ ใส่ตอนร้อนๆ ไม่ได้เหรอ” เจินเจินถามขณะที่นั่งรอข้าวเย็น
“ไม่ได้ เดี๋ยวเชื้อก็ตายหมดสิ” เสี่ยวถางตอบ
หลังจากคลุกเคล้าผงแป้งให้ทั่วเม็ดข้าวแล้ว ก็ถึงขั้นตอนบรรจุลงไปในโหลแก้ว ซึ่งก่อนหน้านี้เสี่ยวถางล้างทำความสะอาดโดยผ่านน้ำร้อนมาแล้ว
ขั้นตอนนี้เสี่ยวถางลงมือทำด้วยตัวเอง เธอน้ำข้าวใส่เข้าไปในโหล ใช้ไม้พายกดข้าวเบาๆ ให้หน้าเรียบ จากนั้นก็ใช้ไม้พายเจาะรูตรงกลางจนถึงก้นโหล ก่อนที่จะปิดฝาขวดโหลให้แน่นแล้วใช้ผ้าสะอาดห่ออีกทีเพื่อควบคุมอุณหภูมิ
“ทำไมไม่มีน้ำเลยล่ะ” เจินเจินถามด้วยความตื่นเต้น เธอเคยกินหมี่จิ่ว แต่ไม่เคยทำ พอรู้ว่ามีคนทำเป็นก็เลยตื่นเต้นเป็นพิเศษ
“ต้องรอประมาณ 2 วันถึงจะเริ่มมีน้ำหมักออกมา” เสี่ยวถางอธิบายอย่างใจเย็น ก่อนที่ทั้งสองจะช่วยกันยกขวดโหลมาใส่ไว้ในตู้เสื้อผ้า ซึ่งเป็นสถานที่เดียวที่ปลอดภัย
ทว่าปริมาณหมี่จิ่วที่ทำนั้นมากเกินไป ขวดโหลเลยใส่ตู้เก็บของเสี่ยวถางไม่พอ เจินเจินเห็นแบบนั้นก็ขันอาสา
“เอาไปเก็บไว้ในตู้ของฉันก่อนก็ได้นะ”
เสี่ยวถางมองหน้าอีกฝ่ายอย่างช่างใจ “แน่ใจนะว่าจะไม่แอบเอาไปกิน”
“ฉันไม่ทำแบบนั้นหรอกน่า เห็นว่าเพราะทำมาอย่างยากลำบากหรอกนะ อย่าลืมว่าฉันก็มีส่วนร่วมในการทำเจ้านี่ด้วย”
สุดท้ายเสี่ยวถางก็ยอมพยักหน้า ยกเอาขวดโหลที่เหลือไปเก็บไว้ในตู้เก็บของของลู่เจินเจิน ถ้าหากไม่กลัวคนสงสัย เธอก็อยากจะเอามันมาเก็บไว้ในมิติ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะเก็บรักษษเอาไว้ได้นาน เพราะของที่อยู่ในมิติจะคงสภาพอย่างแบบนั้นไม่เปลี่ยนแปลง
ผ่านไปสองวัน กลิ่นหอมของเหล้าเริ่มส่งกลิ่น ทุกคนต่างก็ตั้งตารอเพื่อที่จะได้ชิมหมี่จิ่วของเสี่ยวถาง จะมีก็หลี่ชิ่วชิงเท่านั้นที่รังเกียจบอกว่าเหม็น
“ไม่รู้ว่าทำอะไร กลิ่นเหม็นลอยคลุ้งไปทั่วบ้าน” หญิงสาวบีบจมูกด้วยความรังเกียจ
“ได้ยินว่ากำลังทำหมี่จิ่วกันอยู่” เมิ่งหลิวตอบเสียงเบา ตอนนี้เธอเข้ากลุ่มชิงชิงอย่างไม่มีทางเลือก เพราะนอกจากหล่อนแล้วก็ไม่มีใครอยากคบค้าสมาคมกับเธอด้วย แม้กระทั่งเพื่อนร่วมงานกลุ่มเดียวกัน พวกเขาก็ยังแสดงท่าทีรังเกียจ
“ทำได้เหรอ”
“ได้สิทำไมจะไม่ได้ แค่ทำกินไม่ผิดกฎหมายหรอก”
“ก็ไม่แน่ ก่อนหน้านี้ฉันเคยได้ยินว่าซูเสี่ยวถางมักจะเอาของแปลกๆ มาให้กับเพื่อนร่วมงานดู แต่ละอย่างไม่ซ้ำหน้า คิดดูสิว่าหล่อนไปเอาของพวกนี้มาจากไหนถ้าไม่ใช่…” ชิงชิงเว้นจังหวะการพูดไว้แค่นั้น ที่เหลือให้คนอื่นไปจินตนาการกันเอาเอง
“ไม่ใช่ว่าทางบ้านหล่อนส่งมาให้เหรอ ฉันได้ยินว่าวันก่อนมีไปรษณีย์ส่งใบตอบรับมาให้หล่อนไปรับเงินตั้ง 10 หยวนแหนะ” เพื่อนคนหนึ่งได้ยินก็แย้งขึ้น
“ว่ายังไงนะ 10 หยวนเลยเหรอ”
“ใช่แล้ว ถ้าจะบอกว่าหล่อนทำไปเพราะเงินก็คงจะไม่ใช่ เพราะเท่าที่ดูฐานะทางบ้านของหล่อนก็ไม่เลว ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ดีๆ ทั้งนั้น”
ที่เป็นแบบนั้นเพราะทุกครั้งที่เข้าไปในเมือง เสี่ยวถางก็มักจะหยิบเอาของใช้ต่างๆ ออกมาจากในมิติ เร็วๆ นี้ก็เห็นจะเป็นเสื้อคลุมที่เหมาะสำหรับใส่ในฤดูใบไม้ร่วงที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้
ชิงชิงได้ยินแบบนั้นก็ยิ่งกำหมัดแน่น ดูเหมือนว่าไม่ว่าจะทางไหน เธอก็แพ้ซูเสี่ยวถางราบคาบ
ผ่านไป 5 วันสำหรับการหมักหมี่จิ่ว พบว่าวันนี้ข้าวเริ่มลอยตัวขึ้น ปริมาณน้ำก็มีมากขึ้นจนเกือบจะเต็มข้าวด้านบน ซึ่งขั้นตอนนี้เหล้าจะหวานมาก ถ้าใครชอบกินเหล้าหวานก็สามารถตักมากินกับเข้าหมักก่อนได้
“อร่อยมาก” เสี่ยวถางตักข้าวหมักราดด้วยน้ำข้าวแล้วยื่นให้เจินเจินกับอาซิ่วลองชิม
“อือ อร่อยจริง หวานสดชื่นมากเลย” อาซิ่วพยักหน้าเห็นด้วย
กลิ่นหอมของหมี่จิ่วเรียกความสนใจของคนอื่นๆ ได้เป็นอย่างดี พอเห็นทั้งสามคนตักหมี่จิ่วกินอย่างเอร็ดอร่อยก็ได้แต่กลืนน้ำลายตาม
เย็นวันเดียวกันนั้นก็มีคนมาติดต่อขอซื้อหมี่จิ่วจากเธอไปเป็นจำนวนมาก อีกทั้งเสี่ยวถางก็ขายให้ราคาไม่แพง แป้งหมักขายชินละ 1 เหมาเท่านั้น แล้วก็ราดด้วยน้ำหมักตาม
อย่าดูถูกเงินเพียงแค่ 1 เหมา เพราะหลายคนที่ได้ลิ้มลองรสต่างติดใจกลับมาขอซื้อไปเก็บไว้กินเวลาทำงานมาเหนื่อยๆ มันแก้กระหายและสดชื่นได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว
แน่นอนว่าถ้าหากเธอจะเอาไปผูกมิตรกับหลินเจิ้ง จำเป็นต้องรอให้กระบวนการต่างๆ หมักนานกว่านี้หน่อย เพียงแต่ตอนนี้เธอต้องเอาไปติดสินบนกองสนับสนุนอย่างแม่หลินเสียก่อน
คิดได้แบบนั้นหญิงสาวก็ยกขวดโหลหมี่จิ่วที่มีเกินกว่าครึ่งไปยังบ้านตระกูลหลิน ทั้งนี้ก็เพื่อนติดสินบนคนในครอบครัวของเขาก่อน ถ้าหากเกิดอะไรขึ้น บางทีแม่หลิวอาจจะนึกถึงหมี่จิ่วของเธอขึ้นมาก็เป็นไป
“ไอหยา…หอบอะไรมาเยอะแยะ” แม่หลินรู้สึกแปลกใจที่เห็นซูเสี่ยวถางที่นี่
ท่านไม่ได้เรียกอีกฝ่ายมากินข้าวที่บ้าน ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะลูกชายไม่อยู่บ้าน อีกส่วนหนึ่งเพราะท่านไม่เห็นหน้าซูเสี่ยวถางเลย จนบางครั้งคิดว่าหล่อนอาจจะพยายามหลบหน้าท่าอยู่ แต่พอมาเห็นหมี่จิ่วที่หล่อนถือมาฝากแล้วก็ทำให้ท่านรู้ว่าอาจจะคิดผิด
“หมี่จิ่วค่ะ พอดีคิดถึงบ้านก็เลยลองทำหมี่จิ่วสูตรของที่บ้านกินดู แต่น่าจะกะปริมาณเยอะไปหน่อยเลยทำออกมาเยอะ”
“งั้นเหรอ น่าเสียดายนะที่เจ้ารองไม่อยู่ รายนั้นชอบกินหมี่จิ่วมากเลยล่ะ” ท่านมองหน้าเสี่ยวถางยิ้มๆ
“งั้นเหรอคะ ถ้างั้นเอาไว้รอบหน้าฉันจะเอามาให้เจิ้งเกอนะคะ พอดีว่ารอบนี้ทำไว้เยอะทีเดียว”
“ถ้ามีเยอะก็ลองเอามาให้ป้าปล่อยให้สิ เผื่อว่าพวกเขาอยากจะลองหมี่จิ่วสูตรใหม่”
หญิงสาวได้ยินแบบนั้นก็หูผึ่ง ดุเหมือนว่าเธอจะติดสินบนบ้านหลินสำเร็จแล้ว