หวน
หวน
ถึง ต้าเจี๋ย
กว่าที่เปะติดปะต่อยจะได้อ่านจดหมายฉบับนี้ ฉันกับจวิ้นเกอก็คงจะหมั้นกันแล้ว ฉันต้องขอโทษด้วยที่ทำแบบนี้ เป็นเพราะบ้านกงเร่งรัดเรื่องงานหมั้นทุกวัน พ่อกับแม่ก็เลยตัดสินใจโดยพลการ หวังว่าต้าเจี๋ยจะอวยพรให้พวกเราสองคน
ซูถิง
หญิงสาวอ่านเนื้อความในจดหมายซ้ำแล้วซ้ำเล่า หยาดน้ำตาที่ไม่รู้หลั่งไหลมาจากไหนนักหนาก็ทะลักออกมาราวกับเขื่อนแตก
เธอคือซูเสี่ยวถาง หญิงสาวอายุ 20 ปี นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง ถูกส่งให้มาเป็นยุวชนเพื่อเรียนรู้ตามที่ผู้นำสั่ง ทว่ามาได้ทันถึงเดือน น้องสาวต่างแม่ก็ส่งจดหมายมาบอก ว่าหล่อนหมั้นกับคนรักของเธอแล้ว
กงจวิ้น ชายหนุ่มอายุ 20 ปี เขาเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยอนาคตไกล ครอบครัวของเขาและเธอสนิทกันมาก อยู่บ้านติดกัน นั่นเป็นเพราะพ่อของเขาและพ่อของเธอทำงานในสถานที่ราชการแห่งหนึ่งในหางโจว อีกทั้งแม่ของเธอและเขาก็ยังเป็นเพื่อนกันตั้งแต่สมัยเด็ก พอรู้ว่าตั้งท้องเลยสัญญากันว่า หากลูกของทั้งสองคนเป็นชายหญิงจะให้แต่งงานกัน
น่าเสียดายที่แม่ของซูเสี่ยวถางเสียชีวิตไปก่อน สาเหตุก็เป็นเพราะตอนที่คลอดเสี่ยวถางท่านเสียเลือดมาก ส่งผลให้สุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง สุดท้ายก็ล้มป่วยจากไปตั้งแต่เสี่ยวถางอายุได้เพียงหนึ่งขวบ
หลังจากนั้นพ่อซูก็แต่งงานใหม่ สาเหตุก็เป็นเพราะท่านต้องแต่งภรรยาเพื่อมาดูแลลูกสาวที่ยังเล็ก แล้วก็มีซูถิงในเวลาต่อมา สองพี่น้องอายุห่างกัน 2 ปีโดยประมาณ
หญิงสาวพับจดหมายใส่เข้าไปในกระเป๋าเสื้อ ทั้งนี้ก็เพื่ออยากจะย้ำเตือนและให้พวกเขาได้รู้ถึงสาเหตุที่เธอต้องจบชีวิตลง นั่นก็เป็นเพราะพวกเขาสองคนสวมเขาให้กับเธอยังไงล่ะ
เสียงคนกระโดดน้ำท่ามกลางกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยว ตามมาด้วยเสียงของคนที่ตะโกนเซ็งเซ่
“ช่วยด้วย มีคนตกน้ำ ช่วยด้วย”
“มีคนตาย มีคนตาย”
จากนั้นไม่นานเสียงของคนกระโดดน้ำตามไปก็ดังขึ้นมาติดๆ แต่เพราะกระแสน้ำไหลเชียว ทำให้เขาไม่สามารถคว้าตัวของเธอเอาไว้ได้ อีกทั้งอีกฝ่ายก็ไม่ได้คิดที่จะมีชีวิตอยู่ สุดท้ายก็ถูกกระแสน้ำพัดไปยังหมู่บ้านถัดไป กว่าจะเจอศพก็ผ่านไปแล้ว 3 วัน ทราบภายหลังว่าชื่อ ซูเสี่ยวถาง อายุ 20 ปี เป็นยุวชนที่มาจากหางโจว
ภายในบ้านหลังหนึ่ง ในห้องนอนมีหญิงสาวรูปร่างผอมบาง ผิวขาวเนียนกำลังนอนจับไข้กระสับกระส่ายไปมา ความรู้สึกหนาวเหน็บกัดกินไปถึงขั้วหัวใจ เธอเข้าใจว่าตัวเองคงตายไปแล้ว
“ถางถาง เป็นยังไงบ้าง ผมไม่อยู่แค่ไม่กี่วัน ทำไมถึงปล่อยให้ลูกเป็นไข้หนักขนาดนี้” เสียงของชายวัยกลางคนเอ่ยขึ้นด้วยความร้อนใจ
“ฉันจะไปรู้เหรอคะ เมื่อวานตอนเย็นก็ยังดีๆ อยู่เลย เรากำลังคุยกันเรื่องที่ต้องเตรียมตัวไปค่ายยุวชน ป่วยการเมืองไม่อยากไปหรือเปล่า” แม่เลี้ยงซูเบ้ปาก
เธอเป็นผู้หญิงสาวที่จัดว่าสวยคนหนึ่ง และไม่ใช่ผู้หญิงที่จะอยู่บ้านเลี้ยงลูกให้สามีเลี้ยง แต่เป็นผู้หญิงมีการศึกษาและทำงานแผนกบัญชีในโรงงานเหล็กกล้า ซึ่งขึ้นชื่อว่ารับคนยากและมีสวัสดิการดีเป็นอันดับต้นๆ เลยก็ว่าได้
“เหลวไหล พาไปหาหมอมาหรือยัง” พ่อซูเช็ดเหงื่อตามกรอบหน้าให้ลูกสาวด้วยความเป็นห่วง
“ก็บอกอยู่ว่าเพิ่งจับไข้ แล้วตอนนี้ก็ยังนอนไม่ตื่นจะพาไปตอนไหนละคะ ไหนๆ คุณก็มาแล้วจัดการเองก็แล้วกันลูกสาวคุณนี่ ฉันไปก่อนนะคะสายแล้ว” พูดจบแม่เลี้ยงก็สะพายกระเป๋าออกไปทำงาน ทิ้งให้สามีดูแลลูกติดของเขาตามลำพัง
พ่อซูมองตามแผ่นหลังเหยียดตรงของภรรยาแล้วก็ถอนหายใจ ในตอนนั้นที่ท่านรีบร้อนแต่งภรรยาเข้าบ้าน เป็นเพราะต้องการคนมาดูแลลูกสาวเพียงคนเดียวของท่าน แต่ใครจะไปคิดว่าหลังจากแต่งงานกันได้เพียงสามปี หล่อนก็ขอกลับไปทำงานตามเดิม แล้วให้แม่ยายของเขามาเลี้ยงดูเด็กๆ แทน
หญิงสาวที่นอนจับไข้ตัวสั่นได้ยินเสียงผู้เป็นพ่อก็ร้องไห้สะอื้นด้วยความน้อยใจ แต่ไหนแต่ไรพ่อรักเธอมากที่สุด แต่เสียดายที่ท่านมักจะเดินทางไปนอกเมืองอยู่บ่อยครั้ง ทำให้เธอต้องอยู่กับยายเลี้ยงและแม่เลี้ยง
พวกเขาไม่ได้เป็นแม่เลี้ยงใจร้ายเหมือนในละครน้ำเน่า แต่ก็ไม่ได้สนใจเธอถึงขั้นนั้น เรียกได้ว่าไม่รังแก แต่เลี้ยงดูตามมีตามเกิด เสี่ยวถางโตมาได้เพราะบ้านกงที่มักจะเรียกเธอไปกินข้าวด้วยบ่อยครั้ง กงจวิ้นจึงเป็นทุกอย่างในชีวิตของเธอ
“พ่อคะ ฮึก พ่อ” เสี่ยวถางร้องไห้สะอึกสะอื้น แม้ในความฝันเสียงของพ่อก็ยังคงชัดเจน
“ถางถางพ่ออยู่นี่แล้ว” เสียงทุ้มต่ำพูดกับลูกสาวแผ่วเบา
“พ่อ” หญิงสาวขมวดคิ้ว รับรู้ถึงผ้าเปียกที่เช็ดตามกรอบหน้า จากนั้นเธอก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา ภาพแรกที่เห็นคือผู้เป็นพ่อกำลังนั่งจ้องหน้าของเธอด้วยนัยน์ตาแดงก่ำ
หญิงสาวมองสำรวจไปรอบๆ ถึงได้รู้ว่าที่นี่ก็คือห้องนอนส่วนตัวของเธอนั่นเอง
“นี่ฉันตายไปแล้ว แล้วกลับมายังบ้านเดิมของตัวเองงั้นเหรอ” หญิงสาวได้แต่คิดคนเดียวในใจ
“ถางถาง ในที่สุดลูกก็ฟื้นแล้ว รู้หรือเปล่าว่าลูกตัวร้อนมาก พ่อนึกว่าลูกจะเป็นอะไรเสียอีก”
“ตัวร้อน หมายความว่าฉันแค่เป็นไข้เหรอคะ พ่อมารับฉันกลับบ้านแล้วใช่ไหมคะ” หญิงสาวถามเสียงสั่น
“ถางถางนี่ลูกพูดอะไร ตอนนี้ลูกนอนอยู่ที่บ้านของเรา แล้วพ่อก็เพิ่งกลับมาจากนอกเมืองเมื่อเช้านี้” พ่อซูอธิบายอย่างใจเย็น ท่านคิดว่าลูกสาวน่าจะพูดไปเรื่อยเพราะพิษไข้
“ฉันอยู่บ้านตลอดอย่างนั้นเหรอคะ”
“ก็ถ้าลูกไม่ได้หนีเที่ยวก็คงใช่”
เสี่ยวถางมองไปรอบๆ เห็นปฏิทินที่ถูกขีด แล้วก็มีวงกลมสีแดงที่ตัวเลข เธอจำได้ดี เพราะวันที่ตรงนั้นคือกำหนดการที่เธอจะต้องเดินทางไปยังพื้นที่ห่างไกลตามคำสั่งของผู้นำประเทศ
“10 มิถุนายน 1975” หญิงสาวอ่านเสียงเบา
“ใช่แล้ว วันนี้วันที่ 10 พ่อว่าลูกคงจะเพ้อเพราะพิษไข้ เอาแบบนี้ก็แล้วกันพ่อจะไปต้มยามาให้ ระหว่างนี้ลูกก็นอนพักไปก่อน” พ่อซูลูบศีรษะลูกสาวคนโตอย่างเอ็นดู แล้วก็เดินออกจากห้องไป ทิ้งให้เสี่ยวถางนอนนึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น
ทว่าหลังจากที่พ่อปะติดปะต่อไปแล้ว กลับมีแสงสว่างจ้าเข้ามาในหัว คล้ายกับพาเธอเข้าไปยังอีกโลกที่ไม่สามารถบอกได้เหมือนกันว่าคือที่ไหน
ข้างในนี้มีสิ่งของมากมายถูกจัดเรียงเอาไว้อย่างดี ราวกับห้างสรรพสินค้าของต่างชาติ ทว่าสินค้าบางตัวก็ถูกล็อกเอาไว้ไม่สามารถจับต้องได้ มีเพียงของไม่กี่อย่างที่เธอหยิบจับได้จริง
ยินดีต้อนรับโฮสต์เข้าสู่มิติมินิมาร์ท เสียงหนึ่งดังขึ้นในหัว
“มิติมินิมาร์ทอย่างนั้นเหรอ” หญิงสาวทวนคำ
“ของในมิตินี้โฮสต์สามารถนำออกไปใช้ได้ และภายใน 24 ชั่วโมงจะมีการเติมของชิ้นนั้นเข้าไปใหม่ ส่วนของที่ถูกล็อกเอาไว้นั้นก็รอให้โฮสต์ทำภารกิจสำเร็จถึงจะทำการปลดล็อกไปทีละเลเวล”
หญิงสาวขมวดคิ้วมุ่น เนื่องจากฟังในสิ่งที่เรียกตัวเองว่าระบบไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อย แล้วก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงมาที่นี่
“หรือว่าฉันจะตายแล้วจริงๆ” หญิงสาวพึมพำคนเดียวเบาๆ
“ระบบจะทำการพาโฮสต์ออกไป และสามารถเข้ามาในนี้ได้ทุกเมื่อที่ต้องการ ขอให้สนุกกับชีวิตครั้งใหม่นี้”
สิ้นเสียงพูดของระบบ แสงสีขาวก็เข้ามาในโสตประสาท ลืมตาขึ้นมาอีกทีก็เห็นพ่อซูกำลังเดินถือถ้วยยาเข้ามาในห้อง
“มาแล้วๆ ถางถาง เร็วเข้ากินยาก่อน” พ่อซูวางถ้วยยาแล้วประคองลูกสาวให้นั่งพิงหัวเตียง
ซูเสี่ยวถางปะติดปะต่อเรื่องราวชวนปวดหัวที่เกิดขึ้น ถึงได้ข้อสรุปว่าเธอน่าจะย้อนกลับมาใหม่ในตอนที่ยังไม่ไปเฮยหลงเจียง หมายความว่ากงจวิ้นกับซูถิงก็ยังไม่หมั้นหมายกัน แค่คิดหัวใจของหญิงสาวก็เต้นรัวแรง เธอจะต้องไปถามเขาให้รู้เรื่องว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ หรือว่าชาตินี้เธอจะต้องเสียคู่หมั้นให้กับน้องสาวไปอีก