ปรึกษา
ปรึกษา
วันถัดมาแม่หลินก็เป็นฝ่ายเดินเข้ามาทักเสี่ยวถางด้วยตัวเอง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนแอบขายสินค้าให้คนในหมู่บ้าน ช่วยไม่ได้ใครใช้ให้กฎระเบียบมีเยอะเกินไป
“ถางถาง” แม่หลินโบกมือทักทายท่ามกลางสาายตาของทุกคนที่กำลังมองมาทางนี้
“ฉันไปก่อนนะ” ลู่เจินเจินที่ทำอาหารเช้ามาให้เสี่ยวถาง พอเห็นว่าแม่หลินเดินมาเธอก็แยกตัวไปทำงาน
ถ้าจะบอกว่าเธอเริ่มชอบงานคนใช้แล้วจะตลกหรือเปล่า เพราะตั้งแต่ที่มาทำงานให้ซูเสี่ยวถาง สภาพความเป็นอยู่ของลู่เจินเจินก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน เพราะอีกฝ่ายมักจะเอาของกินอร่อยๆ มาให้เธอทำ แล้วพอทำเสร็จก็จะแบ่งให้เธอห่อไปกินที่ทุ่งนาด้วยทุกครั้ง
“อือ ไปเถอะ” เสี่ยวถางพยักหน้า ก่อนจะหันไปทักทายแม่หลินอย่างคนกันเอง “อรุณสวัสดิ์ค่ะป้าหลิน”
วันนี้เสี่ยวถางกับอาซิ่วเข้างานมาเก็บผักตั้งแต่ตีสาม ลู่เจินเจินเลยเอาข้าวมาส่งในช่วงเช้า และตอนนี้พวกเธอทำงานเสร็จแล้ว กำลังจะพักกินมื้อเช้า
“เข้างานเช้าอีกแล้วสิ” แม่หลินมองหน้าว่าที่ลูกสะใภ้ด้วยความสงสาร
“ค่ะ วันนี้มีเก็บผักกาด” เสี่ยวถางพยักหน้า อยากจะรีบคุยรีบจบเพราะตอนนี้หิวจนตายลาย
“ป้าว่าจะมาถามเรื่องหมี่จิ่ว พอดีว่าเมื่อวานตอนเย็นเอาไปให้เพื่อนบ้านชิม พวกเขาชอบมากเลยนะ บอกว่าจะเอาไว้กินหลังเลิกงาน น้ำหมักหวานๆ กินแล้วชื่นใจ”
“ป้าหลิน ฉันขอบคุณมากนะคะที่ช่วยเป็นธุระให้ แต่ว่าเรื่องแบบนี้จะบอกสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้นะคะ เดี๋ยวเกิดทางเจ้าหน้าที่คอมมูนรู้เข้าจะเป็นเรื่องใหญ่" แม้ว่าเธอจะลงมือหมักด้วยตัวเองก็เถอะ หมักกินคงไม่เป็นไร แต่หมักขายนั้นก็อีกเรื่อง
“วางใจเถอะ คนที่บอกขายมีแต่คนกันเองทั้งนั้น แต่ว่าถางถางฉันมาคิดๆ ดูแล้ว แผ่นละ 1 เหมามันน้อยเกินไปนะ ขายแผ่นละ 2 เหมาไปเลยดีกว่า อาเจิ้งเคยซื้อจากต่างเมืองมาราคาเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน”
“งั้นเหรอคะ บังเอิญว่าฉันไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้ด้วยสิคะ” ใครจะไปคิดว่าข้าวหมักธรรมดาๆ จะมีราคา
“เอาแบบนี้แล้วกัน วันนี้พี่เขาก็น่าจะกลับมาถึงแล้ว ถางถางลองมาปรึกษาพี่เขาดูสิ เผื่อว่าเขาจะมีช่องทางเอาหมี่จิ่วไปขายให้”
เสี่ยวถางได้ยินแบบนั้นก็ตาเป็นประกาย เพียงแต่ยังเก็บอาการเอาไว้อยู่ “ป้าหลิน เรื่องพวกนี้พูดกับฉันก็แล้วไปเถอะ แต่ว่าห้ามพูดเรื่องแบบนี้ให้ใครได้ยินเข้านะคะ ไม่อย่างนั้นเจิ้งเกอจะเดือดร้อนเอาได้”
แม่หลินหันซ้ายหันขวา เห็นว่าไม่มีคนเลยพูดขึ้นว่า “ถางถางไม่ต้องตกใจ ไม่ใช่มีแค่พวกเราหรอก คนอื่นก็ฝากอาเจิ้งซื้อของมาจากเมืองอื่นๆ เหมือนกัน ตลาดมืดน่ะ” แม่หลินกระซิบ
“เรื่องนี้อาจจะต้องคุยกันยาว พอดีว่าวันก่อนที่บ้านส่งเงินมาให้ ก็เลยซื้อซี่โครงหมูติดมือมานิดหน่อย เอาไว้ฉันจะเอาไปทำที่บ้านของป้าหลินแล้วกันค่ะ ว่าแต่จะเป็นอะไรไหมถ้าฉันจะขอใช้ครัวที่บ้าน”
“ไม่มีปัญหา ถางถางอยากมาใช้เมื่อไหร่ก็ได้ทั้งนั้น มาทุกวันยังได้ ดีเสียอีกทำอาหารให้เขากินมา 23 ปีแล้ว อยากจะเปลี่ยนให้เขาลองกินฝีมือคนบ้างพอดี”
คำพูดกำกวมของแม่หลินบ่งบอกชัดเจนว่าต่อไปอยากจะให้เสี่ยวถางเป็นคนทำอาหารให้ลูกชายของท่าน ไม่เท่ากับว่าท่านกำลังทาบทามเธอไปเป็นลูกสะใภ้อยู่เหรอ ติดที่สาวเจ้าไม่ได้คิดอะไร แล้วก็ไม่เก็บคำพูดของอีกฝ่ายมาใส่ใจ
เธอไม่ได้ซื่อจนดูไม่ออกว่าป้าหลินเอ็นดูเธอแตกต่างจากคนอื่น แต่ก็คิดว่าอาจจะเพราะเธอเป็นคนตรงไปตรงมาท่านก็เลยชอบนิสัย ส่วนเรื่องหมายตาให้ไปเป็นลูกสะใภ้นั้นเลิกคิดไปได้เลย เพราะเธอไม่มีเรื่องนี้อยู่ในหัวเลยแม้แต่น้อย
หลังจากเลิกงานเสี่ยวถางก็หิ้วลู่เจินเจินไปเป็นเพื่อน ทั้งนี้จะได้มีพยานปากเอกยืนยัน จะได้ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกกล่าวหาเสียๆ หายๆ อีก
“หล่อนไปบ้านหลินแล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันด้วย” ลู่เจินเจินอิดออด เพราะไม่กล้าสู้หน้าบ้านหลิน
“เกี่ยวสิทำไมจะไม่เกี่ยว หล่อนก็ไปในฐานะคนใช้ของฉันไง อย่าลืมนะว่าเรามีสัญญากันสามเดือน” เสี่ยวถางทวนความจำ
“รู้แล้วน่า แต่ฉันไม่คิดว่านอกสถานที่ฉันจะเป็นคนใช้ของหล่อนด้วย”
“ถ้าไม่ไปเป็นคนใช้ก็ไปเป็นเพื่อนฉันสิ ฉันไม่อยากไปคนเดียว เดี๋ยวจะมีคนเอาไปพูดอีก รำคาญ”
คนพูดไม่ได้คิดอะไร เพียงแต่คนฟังได้ฟังแล้วก็รู้สึกดี แบบนี้ไม่เท่ากับว่าอีกฝ่ายมองตนเป็นเพื่อนมาตลอดหรอกเหรอ
หญิงสาวนึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น ถ้าตัดเรื่องที่ต้องตื่นเช้าแล้วก็กลับเร็วเพื่อมาทำงานบ้าน ทำกับข้าว อย่างอื่นถือว่าซูเสี่ยวถางไม่เคยปฏิบัติกับเธอเหมือนคนใช้เลยแม้แต่น้อย
หน้าที่ของเธอคือแค่ทำกับข้าว แล้วก็ทำความสะอาดนิดๆ หน่อย เสื้อผ้าหล่อนก็ซักเอง ถ้าเป็นคนอื่นก็อาจจะถูกใช้จนหัวหมุนแล้วก็ได้ หรือแม้กระทั่งใช้ให้ไปทำงานเพื่อเอาแต้มค่าแรงไปใส่ในช่องของตัวเองแทน
เมื่อมาถึงบ้านหลิน พี่สะใภ้ใหญ่หลินก็พาทั้งสองคนเข้าครัว โดยเธอยืนเป็นลูกมือห่างๆ เห็นซี่โครงหมูชิ้นใหญ่แล้วก็ตาโต ไม่ใช่ว่าวันนี้บ้านหลินจะมีอาหารจานเนื้อกินอีกแล้วเหรอ
ขณะที่เสี่ยวถางกับสหายกำลังง่วนอยู่ในครัว หลินเจิ้งก็เลิกงานกลับมาจากต่างเมืองพอดี เขากลับมาได้สักพักแล้ว เพียงแต่เดินแจกจ่ายของที่เพื่อนบ้านฝากซื้ออยู่ครู่ใหญ่ ที่เหลือในมือก็คือของฝากคนที่บ้าน แต่เหมือนว่าจะเกินมาชิ้นหนึ่ง
“ใครซื้อเนื้อมาเหรอครับ” ชายหนุ่มได้กลิ่นเนื้อก็เลยเอ่ยถามขึ้นอย่างงุนงง อาศัยให้คนที่บ้านของเขาซื้อเนื้อมาทำกินก็คงจะเป็นไปไม่ได้
“ไอหยาลืมบอกเรื่องนี้กับน้องรองเสียสนิทเลย พอดีว่าวันนี้ซูเสี่ยวถางกับเพื่อนมาทำอาหารให้พวกเรากินน่ะ นายรีบไปล้างหน้าล้างตาเปลี่ยนเสื้อผ้า อีกเดี๋ยวก็ใกล้จะเสร็จแล้วล่ะ” พี่สะใภ้ใหญ่หลินพูดขึ้นยิ้มๆ
“ถางถางมาเหรอครับ” ชายหนุ่มเผลอเรียกชื่ออีกฝ่ายอย่างสนิทสนม ทั้งที่ความจริงคุยกับเธอแค่ไม่กี่ประโยคเท่านั้น
พี่สะใภ้ใหญ่หลินได้ยินน้องสามีเรียกชื่ออีกฝ่ายอย่างสนิทสนมก็ไม่ได้พูดอะไร ทุกคนต่างรู้ดีว่าหลินเจิ้งกำลังสนใจซูเสี่ยวถางอยู่
“ใช่แล้วล่ะจ้ะ มาได้สักพักแล้ว รีบไปเถอะจะได้กินข้าวพร้อมกัน”
เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งว่าจะเดินไปทักอีกฝ่ายก่อนดีไหม หรือว่าควรจะไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ก่อน แต่พอมาคิดอีกทีตอนนี้ตามตัวเขาเต็มไปด้วยฝุ่น ผมก็ไม่ได้สระมาหลายวันจนจะเป็นสีแดงฝุ่นอยู่แล้ว สุดท้ายเขาบังคับฝีเท้าให้เดินไปที่ห้องของตัวเองแทน
ทางด้านเสี่ยวถางตอนนี้ชิมซี่โครงหมูตุ๋นจวนจะอิ่มอยู่แล้ว ถ้าได้ข้าวสวยร้อนๆ สักถ้วยก็คงจะดี ผิดกับเจินเจินที่เอาแต่ซดน้ำ ไม่ยอมแตะซี่โครงหมูเลยสักชิ้น
“ทำไมไม่กินล่ะ ไม่ชอบเหรอ” เสี่ยวถางถาม ขณะที่แทะซี่โครงไปเป็นชิ้นที่สามแล้ว
“เปล่า แต่คิดว่าไว้กินพร้อมกับคนอื่นดีกว่า”
เสี่ยวถางพยักหน้า พร้อมกับเรอออกมาเบาๆ “ฉันเริ่มอิ่มแล้วแฮะ” หญิงสาวยิ้มเขินอายที่มีเสียงเรอออกมาให้คนอื่นได้ยิน เธอไม่รู้ตัวเลยตัวเองทำตัวเป็นกันเองกับลู่เจินเจินมากแค่ไหน
“ก็เล่นกินเยอะขนาดนั้นไม่อิ่มได้ยังไง ถ้าบอกว่ามาอาศัยครัวคนอื่นมากกว่ามาทำให้พวกเขากินฉันก็คงจะเชื่อ ป้าหลินจะรู้หรือเปล่าว่าหล่อนแค่อยากใช้ครัว เพราะไม่ต้องการให้สหายคนอื่นเห็น” เจินเจินพูดขึ้นอย่างรู้ทัน
“แสนรู้จริงๆ” เสี่ยวถางเอื้อมมือขึ้นมาเกาคางของเพื่อนแล้วก็ยิ้มเจ้าเล่ เธอเป็นเจ้าของเนื้อก็ต้องได้กินก่อนคนอื่นน่ะถูกแล้ว