LNCrawler

เตือน

ย้อนเวลามาเป็นแม่ค้าตลาดมืด ยุค 70 — novel.dek d.com · All chapters

เตือน

 

เมื่อถึงเวลามื้ออาหาร คนบ้านหลินก็มารวมตัวกันอย่างพร้อมหน้า เสี่ยวถางเห็นแล้วก็ปวดหัวกับครอบครัวใหญ่ ตั้งใจเอาไว้แล้วจะหาสามีที่เป็นลูกคนเดียว จะได้ไม่ปวดหัวกับพี่น้อง แม่สามีอย่างแม่หลินก็ไม่เลว ติดที่ชอบยุ่งเรื่องส่วนตัวมากเกินไป

“กินข้าว” พ่อหลินหยิบตะเกียบแล้วพูดขึ้น ก่อนที่คนอื่นๆ จะหยิบตะเกียบ สายตาจดจ้องไปที่ซี่โครงหมูชิ้นใหญ่ที่อยู่ตรงหน้า

ซูเสี่ยวถางหยิบตะเกียบขึ้นมา คีบเฉพาะอาหารจานผักที่คนอื่นไม่กิน ปล่อยให้พวกเขาดื่มด่ำไปกับอาหารจานเนื้อ เพราะตัวเธอนั้นกินมันจนอิ่มแล้ว

แต่แล้วเนื้อชิ้นโตก็ถูกคีบมาวางตรงถ้วยข้าวของเธอจากใครบางคน หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นว่าคนคนนั้นคือหลินเจิ้ง เขาลงทุนเดินไปหยิบตะเกียบคู่ใหม่มาคีบอาหารให้เธอโดยเฉพาะ

“ขอบคุณค่ะ”

“อืม” ชายหนุ่มขานรับในลำคอ ก้มหน้ากินข้าวของตัวเองต่อ

บ่อยครั้งที่หัวคิ้วของเขามักจะขมวดเข้าหานั่น นั่นก็เป็นเพราะว่านอกจากเนื้อชิ้นนั้นที่เขาคีบให้แล้ว เจ้าหล่อนก็ไม่แตะต้องเนื้อชิ้นอื่นเลย กินต่ออีกสองสามคำก็บอกอิ่มแล้ว ทั้งที่ข้าวยังเหลือมากกว่าครึ่งถ้วย

ทุกคนต่างมองด้วยความสงสัย แต่ไม่ได้พูดอะไร มีอาหารจานเนื้อทั้งทีข้าวสามจานก็ยังถือว่าน้อยเกินไป วันนี้น่าจะเป็นมื้อที่พวกเขาได้กินเนื้อกันอย่างเต็มที่ จะมีก็แต่ลู่เจินเจินเท่านั้นที่รู้ว่าทำไมซูเสี่ยวถางถึงกินแค่นั้น

ทว่าสิ่งที่ทำทุกคนอึ้งต่อมาก็คือ หลินเจิ้งหยิบเอาถ้วยข้าวของเธอไปกินต่ออย่างไม่นึกรังเกียจ เสี่ยวถางเห็นแล้วถึงกับอ้าปากค้าง รีบพูดขึ้นมาว่า

“ถ้วยนั้นฉันกินไปแล้วนะคะ”

“อย่ากินทิ้งกินขว้าง” เขาตอบเสียงเรียบ ก่อนจะรีบกินข้าวในถ้วยของเธอไปจนหมด เสร็จแล้วก็เดินออกไปสูบบุหรี่ที่ลานหน้าบ้าน

เสี่ยวถางหน้าแดงเพราะรู้สึกอาย ไม่ได้ขวยเขินที่เขาแสดงออกชัดเจนว่าไม่ได้รังเกียจเธอ แต่รู้สึกขายหน้าที่ถูกเขาต่อว่าทางอ้อมเรื่องกินข้าวเหลือ เกินมาทั้งชีวิตนี้ยังไม่เคยมีใครกินของเหลือต่อจากเธอเลยสักครั้ง แม้แต่พ่อแท้ๆ ของเธอก็ตาม

จากที่ตั้งใจจะมาคุยเรื่องธุรกิจกับเขา เสี่ยวถางก็ตัดสินใจกลืนคำพูดลงท้องไป ปกติก็ไม่ได้ชอบหน้าเขาอยู่แล้ว ยิ่งมาเห็นเขาทำแบบนี้เธอก็ยิ่งไม่ชอบเพิ่มขึ้นไปอีก

แม่หลินจากที่ยิ้มๆ เห็นเสี่ยวถางทำหน้าบึ้งก็เริ่มใจคอไม่ดี คิดจะรั้งให้อีกฝ่ายอยู่ต่อเพื่อปรับความเข้าใจกับลูกชาย แต่หญิงสาวก็ยืนกรานที่จะกลับบ้านพัก อ้างว่าตื่นเช้าทำงานเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว วันนี้อยากจะเข้านอนเร็วหน่อย

สองสาวเดินออกจากบ้านหลินตั้งแต่ยังไม่สองทุ่ม ลู่เจินเจินเห็นอีกฝ่ายถอนหายใจมาตลอดทาง อดไม่ไม่ได้ที่จะถาม

“หล่อนถอนหายใจรอบที่สิบแล้วตั้งแต่ออกจากบ้านหลิน”

เสี่ยวถางหันไปมองหน้าอีกฝ่าย เธอไม่รู้ตัวมาก่อนเลย “งั้นเหรอ”

“ไหนบอกว่ามีเรื่องจะคุยกับหลินเจิ้ง ทำไมถึงไม่คุยกับเขาแล้วล่ะ”

พอได้ยินชื่อนี้ หญิงสาวก็หน้าบึ้งขึ้นมาทันที “คนไม่มีอารยธรรมคนนั้นน่ะเหรอ ฉันว่าอยู่ให้ห่างจากเขาบ้างก็ดี”

 

"แต่ฉันว่าเขาก็ไม่เลวเลยนะ ได้ยินว่าทั้งหมู่บ้านนี้เขาได้เงินเดือนเยอะสุดแล้ว คนในหมู่บ้านเคารพเขายิ่งกว่าผู้นำหมู่บ้านเสียอีก”

“ทำไมล่ะ” เธอไม่ค่อยเชื่อข่าวลือของลู่เจินเจินสักเท่าไหร่

“ก็เพราะว่าเขาเป็นคนขับรถบรรทุกน่ะสิ หล่อนลองคิดดูนะว่าเขาต้องไปส่งของกี่เมือง มีอะไรบ้างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน ของดีๆ ล้วนต้องผ่านมือผ่านตาของเขามาแล้วทั้งนั้น ใครอยากได้อะไรก็ต้องวานให้เขาซื้อให้”

“แล้วยังไงล่ะ ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะมีมารยาทนี่ มีอย่างที่ไหนมาหยิบถ้วยข้าวของคนอื่นไปกินหน้าตาเฉย รวยขนาดนั้นไม่เห็นต้องเอาของเหลือคนอื่นไปกิน”

“นึกว่าเรื่องอะไร ที่แท้ก็เรื่องนี้เอง ถึงเขาไม่ทำฉันก็ว่าจะหยิบถ้วยของหล่อนมากินต่อเหมือนกัน ไม่บ่อยหรอกนะที่พวกเขาจะกินข้าวสวยเรียงเม็ดสวยทั้งบ้านแบบนั้นเพราะมันสิ้นเปลือง เต็มที่ก็แค่ต้มโจ๊กกินจะได้ประหยัดหน่อย บ้านเธอมีฐานะละสิเลยไม่รู้ถึงความลำบากของคนจน”

เสี่ยวถางได้ยินแบบนั้นก็ชะงักไป “เธอคิดแบบนั้นเหรอ”

“ก็ใช่นะสิ เขาทำแบบนั้นก็เพื่อไม่ให้เธอถูกคนในบ้านหลินมองเป็นตัวประหลาด นอกจากจะไปฝากท้องบ้านพวกเขาแล้ว ยังเสียมารยาทกินของเหลืออีกใช้ได้ที่ไหนกัน มหาวิทยาลัยไม่ได้สอนหรือไงว่าห้ามกินข้าวเหลือ”

“จะมีเรื่องแบบนั้นได้ยังไง ถ้างั้นคงจะเป็นฉันเองที่คิดน้อยเกินไป” เสี่ยวถางได้ยินแบบนั้นก็ไม่ได้รู้สึกดีขึ้นมาก เพียงแต่มันทำให้เธอเลิกนึกถึงเรื่องวันนี้ได้ชั่วคราว

 

หลายวันผ่านไปหมี่จิ่วของเสี่ยวถางก็เริ่มรุนแรงมากขึ้น จากที่กินเพื่อให้สดชื่น กลายเป็นว่าตอนนี้กินแค่แก้วเดียวก็เมาหัวทิ่มแล้ว

“ถางถาง หมี่จิ่วของเธอยังเหลือหรือเปล่า แบ่งให้พวกเราบ้างสิ” หนุ่มๆ ในค่ายเดินมาหาถึงบ้านพัก เนื่องจากว่าพรุ่งนี้เป็นวันหยุด คืนนี้เลยตั้งใจจะดืื่มคลายหนาว

“มี” หญิงสาวพยักหน้าก่อนจะเดินไปหยิบหมี่จิ่วโหลสุดท้ายส่งให้กับพวกเขา “กินน้อยๆ นะเพราะมันแรงมาก” ก่อนจะยื่นให้ก็ไม่ลืมเตือน

“ไอหยา…เอามาเถอะน่ามันจะสักแค่ไหนกัน” หนึ่งในนั้นแย่งโหลหมี่จิ่วจากมือของเสี่ยวถางไป แล้วก็ยัดเงินใส่มือของเธอ ก่อนที่พวกเขาจะรีบเดินจากไป

“ขายของในค่าย ถ้าเจ้าหน้าที่คอมมูนรู้จะเกิดอะไรขึ้นนะ” ชิงชิงเดินคู่มากันหลิวหลิว

เสี่ยวถางหันไปมองแต่อีกฝ่ายหลับก้มหน้าหลบสายตา ก่อนที่เธอจะหันไปสบตากับหลี่ชิ่วชิงที่ยืนกอดอกจ้องเธออย่างผู้ชนะ

“หล่อนนี่มันกัดไม่ปล่อยจริงๆ สินะ ถามหน่อยว่าฉันไปทำอะไรให้ ถึงได้จ้องจับผิดกับอยู่เรื่อยไป”

“หึ ก็ใครใช้ให้เธอทำตัวเด่นเกินคนอื่นเข้าล่ะ” ใกล้จะถึงวันคัดเลือกครูอัตราจ้างเข้ามาทุกวัน กันยายนนี้ก็จะเปิดเทอมใหม่แล้ว ยังไงตำแหน่งนี้เธอก็ต้องได้

“ฉันเหรอ” เสี่ยวถางยิ้มขำพร้อมทั้งชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง

“ใช่ หล่อนนั่นแหละ”

“ถ้าเธอคิดจะเอาเรื่องนี้มาขู่เพราะคิดว่าว่าฉันจะไปแย่งตำแหน่งครูอัตราจ้างของเธอ งั้นก็สบายใจได้เพราะฉันไม่ได้เก่งมากพอที่จะเอาความรู้ไปสอนใคร แต่ถ้ายังอยากจะหาเรื่องอยู่ก็ลองดูได้ ฉันก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าใครมันจะอ้าปากยอมรับว่ารับซื้อของเถื่อน คนขายผิดน่ะใช่ แต่คนซื้อไม่ผิดเหรอ ลองคิดดูว่าจะมีอีกกี่คนที่เดือดร้อนเพราะเรื่องนี้ แล้วถ้าคนพวกนั้นรู้ว่าเป็นฝีมือใครที่เอาไปฟ้อง เธอคิดว่าคนฟ้องจะอยู่ที่นี่ได้หรือเปล่า”

เสี่ยวถางพูดขู่ จริงๆ แล้วไม่ใช่การขู่แต่มันคือเรื่องจริง ถ้าเธอเดือดร้อนเพราะปาก หลี่ชิ่วชิงก็ต้องไม่อยู่ดีเพราะปากด้วยเหมือนกัน ถึงเวลานั้นเธอก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าหล่อนจะยังกอดตำแหน่งครูอัตราจ้างนั้นได้อยู่หรือเปล่า

“นี่หล่อนขู่ฉันเหรอ” อีกฝ่ายโวยวาย

“เปล่า แต่ถ้าไม่เชื่อก็ลองดูได้ เพียงแต่จะกล่าวหาใครหลักฐานต้องแน่นนะ ไม่เชื่อลองเดินไปถามหนุ่มๆ พวกนั้นดูสิว่าพวกเขาเอาหมี่จิ่วมาจากไหน ซื้อจากฉันหรือว่าฉันให้พวกเขาเอง หลี่ชิ่วชิงนะหลี่ชิ่วชิง การที่จะเป็นครูสั่งสอนนักเรียนได้ ไม่ใช่แค่มีความรู้เพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องมีจิตใจเมตตาด้วย ไม่อย่างนั้นผู้ปกครองที่ไหนจะวางใจให้ลูกของพวกเขาไปเรียนกับครูที่มีจิตใจคับแคบ”

“หึ ทำเป็นพูดดีไปเถอะ อย่าให้ฉันรู้ก็แล้วกันว่าหล่อนคิดจะแย่งตำแหน่งนี้กับฉัน” พูดจบอีกฝ่ายก็รีบเดินหนีไปทันที

“เธอน่ะ ถ้าไม่อยากกลายเป็นคนแบบหลี่ชิ่วชิงก็ควรอยู่ให้ห่างจากหล่อน”