ป่วย
ป่วย
กันยายน 1975
ข่าวเรื่องการเปิดรับสมัครครูอัตราจ้างให้ไปสอนที่โรงเรียนประจำตำบลก็ติดประกาศที่ป้ายประกาศศาลากลางหมู่บ้าน มีปัญญาชนและยุวชนสนใจไม่น้อย เพราะนอกจากจะไม่ต้องทำงานในทุ่งนาแลกแต้มค่าแรงแล้ว ยังได้เงินเดือนอีกเดือนละ 20 หยวน อีกทั้งยังได้แต้มค่าแรงอีก 6 แต้ม สำหรับรับปันผลในช่วงเก็บเกี่ยว
“ถางถาง ลองสมัครดูไหมฉันว่าถ้าเธอสมัครน่าจะได้” อาซิ่วถามขึ้นขณะที่พวกเขากำลังซักผ้าอยู่ที่ลำธาร
“ไม่ล่ะ จากหมู่บ้านเราไปโรงเรียนเดินเท้าตั้งเท่าไหร่” เสี่ยวถางส่ายหน้าปฏิเสธ
“ถ้าได้เป็นครูจริงๆ ก็น่าจะมีบ้านพักสำหรับครูนะ” เจินเจินพูดขึ้นบ้าง
“ถ้าเป็นคนอื่นก็คงใช่ แต่อย่าลืมว่าพวกเราเป็นคนที่รัฐบาลส่งมาให้มาฝึกประสบการณ์ อีกทั้งยังมีการเช็กชื่ออยู่ตลอด คิดว่าพวกเขาจะปล่อยให้ไปอยู่ที่อื่นเหรอ”
เจินเจินมองไปรอบๆ เห็นว่าไม่มีใครก็เลยพูดขึ้นว่า “พูดถึงเรื่องเช็กชื่อมาก็ดีแล้ว หลายวันก่อนเจ้าหน้าที่เหยาเช็กชื่อ พวกเธอรู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น”
“อะไรเหรอ” อาซิ่วขยับเข้ามาใกล้ แม้แต่เสี่ยวถางเองยังเอาผมทัดหูเพื่อให้ได้ยินชัดขึ้น
“มู่ชิงเหอยังไงล่ะ หล่อนไม่ได้ไปทำงานหลายวันแล้ว ทราบภายหลังว่าหล่อนไปอยู่บ้านกับลูกชายกรรมการหมู่บ้าน”
“หมายความว่ายังไง” อาซิ่วขมวดคิ้วไม่เข้าใจ
“ก็หมายความว่าหล่อนไปตกลงปลงใจจะเป็นคนที่นี่แล้วยังไงล่ะ ได้ยินว่าถ้าใครแต่งงานกับคนที่นี่ไม่ต้องทำงานก็ได้ แต่ถ้าใครอยากจะกลับบ้านก็ยังต้องทำงานแลกแต้มค่าแรงต่อไป”
“แต่งงานก็ส่วนแต่งงานสิ แล้วทำไมต้องไม่ทำงานด้วยล่ะ” เสี่ยวถางไม่เข้าใจ อาจจะเป็นเพราะชาติที่แล้วเธอตายก่อนเลยไม่รู้ว่ามีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นด้วย
“นั่นก็เป้นเพราะสามีหล่อนไม่ให้ทำงานแล้วยังไงล่ะ ได้ยินว่าเขาทำงานในคอมมูน มีเงินเดือน เลยไม่อยากให้ภรรยาลำบาก”
“อืม โชคดีของหล่อนแล้วล่ะ” อาซิ่วคล้อยตาม
“ดีกับผีนะสิ ลองคิดดูนะการแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่ แค่ไม่กี่เดือนก็ตกลงปลงใจไปอยู่กับฝ่ายชาย แล้วทางบ้านเดิมจะทำยังไง พวกเขารู้เรื่องหรือเปล่า อย่างน้อยๆ ก็ต้องจัดงานแต่งงานทำแบบนี้ไม่ถือว่าให้เกียรติกันเลยด้วยซ้ำ” เสี่ยวถางแย้ง
“ใช่ ถางเจี๋ยพูดถูก” เจินเจินพยักหน้าเห็นด้วย
“เดี๋ยวนะ เมื่อกี้หล่อนเรียกถางถางว่าอะไรนะ” อาซิ่วถามย้ำ
“ถางเจี๋ยไง ก็เจี๋ยแก่กว่าฉันตั้ง 2 ปี หล่อนเถอะ ทำเนียนไม่เคารพรุ่นพี่” เจินเจินตอบแก้เขิน
“ฉันกับถางถางห่างกันหัวปีท้ายปีเถอะ ไม่รู้ล่ะ ถ้าเรียกถางเจี๋ยได้ก้ต้องเรียกซิ่วเจี๋ยได้เหมือนกัน ไหนลองเรียกให้ฟังหน่อยสิ”
“ฝันไปเถอะ นี่แนะ” เจินเจินไม่ยอมเรียก อีกทั้งยังวักน้ำใส่ทุกคน กลายเป็นว่าจากที่จะมาซักผ้า กลับต้องเล่นน้ำอย่างชวยไม่ได้ กว่าจะกลับถึงบ้านพักก็ค่ำมืด
อากาศเดือนกันยายนแม้ว่าจะยังไม่ถึงฤดูหนาว ทว่ากลางคืนก็ยังหนาวมาก อุณหภูมิเกือบจะเป็นเลขตัวเดียว ทำให้เสี่ยวถางจับไข้เพราะเล่นน้ำเมื่อตอนเย็น
“ถางถาง”
“อือ” หญิงสาวครางรับในลำคอ เพียงแต่เสียงที่เปล่งออกมานั้นเบาหวิว แล้วก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อมีผ้าเปียกมาวางตรงหน้าผาก
“ตัวร้อนเป็นไฟเลย ต้องรีบเช็ดตัว” เสียงเจินเจินค่อนข้างเป็นกังวล พยายามเช็ดตามตัวเพื่อให้ไข้ลด
“อือ นี่ฉันตายอีกแล้วเหรอเนี่ย” หญิงสาวพึมพำ เปลอคิดไปว่าตัวเองอาจจะป่วยตายอีกรอบ
“ตายอะไรล่ะ เจี๋ยแค่เป็นไข้ ปากอัปมงคลจริงๆ เลย" เจินเจินบ่นอุบแต่มือก็คอยเช็ดตามตัวให้คนป่วย
ส่วนเหอซิ่วตอนนี้รีบวิ่งไปที่ที่ทำการของคอมมูน เพื่อเบิกยารักษา แต่เพราะยังเช้าอยู่ยังไม่มีใครมาทำงาน เธอเลยเดินวนอยู่แบบนั้นจนกระทั่งหลินเจิ้งเดินมา
“เหอซิ่ว” เป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่เขาเรียกชื่อเธอ
“เจิ้งเก้อเกอ” อาซิ่วตกใจ เดินถอยหลังไปหลายก้าว
“อืม”
“คะ คือฉันมาหาเจ้าหน้าที่น่ะค่ะ” เธอรีบอธิบาย
“มาหาทำไม” คิ้วเรียวเป็นรูปกระบี่ขมวดเข้าหากัน ถามเสียงเรียง
“พอดีว่าถางถางไม่สบาย ฉันเลยอยากจะมาขอเบิกยาลดไข้ไปก่อน แต่ดูเหมือนว่าจะยังไม่มีใครมา”
“ถางถางไม่สบายงั้นเหรอ เป็นอะไรมากหรือเปล่า” น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินชื่อน้ำตาลก้อนน้อยนี้
“ก็แค่จับไข้นิดหน่อยค่ะ เมื่อวานเล่นน้ำนานไปหน่อยเลยเป็นไข้”
“รอเดี๋ยว"
พูดจบชายหนุ่มก็ไขกุญแจเข้าไปในห้องทำงาน แม้ว่าเขาจะเป็นคนขับรถบรรทุก แต่ถึงยังไงก็เป็นเจ้าหน้าที่คอมมูน ย่อมต้องมีกุญแจของสำนักงานอยู่แล้ว ไม่นานชายหนุ่มเดินออกมาจากห้องพร้อมยาถุงใหญ่
“ไปกันเถอะ”
“ไปไหนคะ” อาซิ่วถามอย่างงงๆ
“ก็เอายาไปให้เพื่อนเธอไง ไม่ใช่ว่ามาเอายาไปให้เพื่อนเหรอ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด ไม่เคยเห็นใครซื่อบื้อเท่านี้มาก่อนเลย
“อ้อ ไปค่ะไป” อาซิ่มพยักหน้าหงึกๆ แล้วก็เดินตามหลังคนตัวใหญ่ไป ไม่รู้ว่าเธอเดินช้าหรือเขาเดินเร็ว สองก้าวของเธอเท่ากับครึ่งก้าวของเขาด้วยซ้ำ
หญิงสาวกึ่งวิ่งกึ่งเดินเพื่อไม่ให้ระยะห่างระหว่างทั้งสองห่างกันเกินไป เธอหยุดกลัวเขาไปชั่วขณะ เพราะเวลานี้อยากไปให้ถึงบ้านพักเร็วๆ เพื่อที่ว่าจะได้เอายาไปรักษาเพื่อนให้ทันท่วงที
เมื่อมาถึงบ้านพักหลินเจิ้งก็หยุดชะงัก เขาเกือบลืมไปเลยว่าที่นี่คือบ้านพักหญิง เขเาป็นผู้ชายเดินสุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไปอาจจะเกิดเรื่องได้
“เอาไป” ชายหนุ่มยื่นถุงยาให้กับเหอซิ่วที่ยืนหายใจหอบอยู่ด้านหลังของเขา
“ขะ ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวเอื้อมไปรับด้วยมือที่สั่นเทา
“อืม ขาดเหลืออะไรก็ให้ไปบอกไม่ต้องเกรงใจ” ก่อนกลับเขาก็ไม่ลืมกำชับอีกฝ่าย ยืนรออยู่ครู่หนึ่งไม่เห็นคนข้างในออกมาเลยต้องเดินกลับทางเดิม
ทางด้านเสี่ยวถางตอนนี้กำลังกินโจ๊กข้าวฟ่างที่เจินเจินทำให้กิน แต่กินไปไม่กี่คำก็ส่ายหน้าพร้อมทั้งดันถ้วยข้าวลงตามเดิม
“อิ่มแล้ว”
“กินไปนิดเดียวเอง จะมีแรงได้ยังไง” เจินเจินไม่ยอมวางถ้วยข้าว แต่กำลังต่อรองกับคนป่วยแทน
“อือ เจ็บคอกลืนไม่ลง”
“ยามาแล้วๆ” อาซิ่วกำห่อยาแน่น
“รีบเอามาเร็วเข้า” เจินเจินวางชามข้าวแล้วหันไปสนใจยาห่อใหญ่แทน ก่อนจะยื่นให้คนป่วย
“สายแล้ว พวกเธอไปทำงานเถอะ อาซิ่วฝากลางานกับป้าจางด้วยนะ”
“แน่ใจนะว่าอยู่คนเดียวได้” เจินเจินไม่วางใจให้คนป่วยอยู่คนเดียว
“วางใจเถอะ กินข้าวกินยาแล้วนอนพักสักตื่นก็คงดีขึ้น” เสี่ยวถางพูดด้วยความยากลำบาก เพราะเจ็บคอ แต่ก็ยังฝืนพูดเพื่อให้ทุกคนสบายใจ
“อืม ถ้าอย่างนั้นตอนพักกลางวันฉันมาดูอีกรอบ ตอนนี้นอนพักก่อนเถอะ” สุดท้ายก็ยอมทำตามที่คนป่วยบอก เพราะขืนขาดงานกันหมดน่าจะถูกให้ใบเตือนได้
ทางด้านหลินเจิ้งตอนนี้จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เขาแก้ลงเดินไปที่แปลงผักเห็นแต่อาซิ่วที่มาทำงาน ถึงได้รู้ว่าซูเสี่ยวถางน่าจะป่วยหนัก
“เจิ้งเกอมีอะไรหรือเปล่า เห็นเดินมาแปลงผักพวกเราหลายรอบแล้ว” หนึ่งในชาวบ้านถามขึ้นด้วยความหวาดระแวง เกรงว่าอีกฝ่ายจะมาจับผิดเสียมากกว่า
“เปล่า ทำงานไปเถอะ แล้วนี่ทำไมวันนี้คนงานดูน้อยๆ”
“อ่อ วันนี้ถางถางลาป่วยน่ะก็เลยดูโล่งไปบ้าง แต่รับรองว่าไม่มีใครอู้อย่างแน่นอน” ป้าจางรีบพูด
“ไม่สบาย เป็นอะไรหนักหรือเปล่า มีคนไปเยี่ยมหรือยัง”
“ยะ ยังเลย พวกเราเพิ่งทราบข่าวก็ตอนที่อาซิ่วมาบอก ตั้งใจว่าตอนเย็นถึงจะแวะไปดู”
“ทำไมไม่ส่งคนไปดูหน่อยล่ะ อยู่บ้านพักคนเดียวถ้าเกิดเป็นอะไรขึ้นมาใครจะรับผิดชอบ หล่อนกลับไปดูแลเพื่อนเถอะ ฉันจะบอกเจ้าหน้าที่เวินให้เอง” เขาชี้ไปทางอาซิ่วที่นั่งทำหน้างง
“ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ” อาซิ่วพูดเสียงสั่น เพราะเธอเองก็เป็นห่วงเพื่อนมากเช่นกัน
มาแบบเนียนๆ แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความห่วงใย อิอิ