หลงเสน่ห์
หลงเสน่ห์
ทางด้านซูเสี่ยวถานได้กินยาแล้วก็นอนซมทั้งวัน อาจจะเป็นเพราะป่วยวันแรกพิษเลยค่อนข้างรุนแรง รู้สึกตัวอีกทีคือมีคนเข้ามาในบ้าน
“ตัวร้อนจี๋เลย”
ทันทีที่ได้ยินเสียงของเพื่อนสาว มุมปากของหญิงสาวก็ยกยิ้มขึ้นน้อยๆ น่าแปลกคนที่แรกที่มาหาเธอกลับเป็นลู่เจินเจิน
“ทำไมยังไม่ไปทำงาน” เธอถามเสียงแหบ
“ช่างหัวงานมันสิ ไม่ใช่ว่าตอนนี้ฉันเกาะเจี๋ยกินอยู่เหรอ ขาดแค่วันเดียวไม่เป็นไรหรอก แต่เจี๋ยสิ ถ้าไม่มีคนดูแลอาจตายได้นะ”
“เธอสิตาย พูดจา” เสี่ยวถางมองค้อน แต่ก็พูดได้ไม่เยอะเพราะไม่มีแรง
สักพักอาซิ่วก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในบ้าน เห็นลู่เจินเจินกำลังช่วยเช็ดตัวอยู่ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนจะเดินเข้าไปหาทั้งสองคน
“ค่อยยังชั่วหน่อย นึกว่าเธออยู่คนเดียวเสียอีก”
“แอบออกมาเหมือนกันเหรอเนี่ย” เจินเจินถามด้วยความดีใจ
“เปล่าหรอก เจิ้งเก้อเกอเป็นคนบอกให้ฉันมาดูน่ะ”
“เจิ้นเก้อเกอ เรียกสะสนิทเชียวนะ” เจินเจินเอ่ยแซว
“นี่ไม่ใช่แบบนั้นนะ ก็แค่เขาเป็นอายุมากกว่าเราฉันก็เลยเรียกไปตามมารยาท ถางถางฉันไม่ได้คิดอะไรเลยจริงๆ นะ” หญิงสาวอธิบายเป็นพัลวัน
“จริงจังอะไร ฉันแค่แซวเล่นเท่านั้น” เจินเจินหัวเราะร่วนที่เห็นอีกฝ่ายเสียอาการ
“ก็ฉันกลัวถางถางเข้าใจผิด” อาซิ่วก้มหน้า
“กลัวฉันเข้าใจผิดทำไม ฉันกับเขาไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย” เสี่ยวถางถามเสียงเบา ต้องใช้พลังไปเยอะมากกว่าจะพูดจบ
อาซิ่วได้ยินแบบนั้นก็เงยหน้า สีหน้าของเธอบ่งบอกว่าดีใจลึกๆ แต่ก็พยายามเก็บซ่อนมันเอาไว้ไม่ให้อีกฝ่ายได้เห็น “ถางถางเธอพูดจริงเหรอ”
“ก็จริงสิ อาซิ่วเธอสมองกลับไปแล้วเหรอ คนสวยอย่างถางเจี๋ยก็ต้องได้ผู้ชายที่หล่อกว่าเจิ้งเก้อเกออยู่แล้ว” เจินเจินช่วยยืนยัน
“อื้อ ฉันก็คิดแบบนั้นแหละ” อาซิ่วยิ้มดีใจเมื่อได้ฟังแบบนั้น สำหรับเธอแล้วคำตอบบนี้ทำให้รู้สึกโล่งอกมามากที่สุดแล้ว
เสี่ยวถางนั่งพิงหัวเตียงเงียบๆ ไม่ได้พูดอะไร เธอเหนื่อยเกินกว่าจะพูดอะไรมากไปกว่านี้ได้ ถ้าถามเธอก็รู้สึกว่าหลินเจิ้งก็ไม่ได้แย่ แต่เธอแค่ไม่ได้รู้สึกพิเศษกับเขาก็เท่านั้น
เย็นวันเดียวกันนั้นแม่หลินต้มโจ๊กข้าวขาวมาเยี่ยมเสี่ยวถางถึงในบ้านพัก โดยมีหลินเจิ้งเป็นคนพาท่านมา เธอเกรงใจเพื่อนคนอื่นๆ เลยลุกออกจากที่นอนแล้วเดินมานั่งตรงแคร่หน้าบ้าน
“ป่วยแค่วันเดียวดูซูบลงไปตั้งเยอะ” แม่หลินพูดด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง
“อือ น่าจะเป็นเพราะว่ากินอะไรไม่ค่อยลงมั้งคะ"
“กินไม่ลงก็ต้องฝืนกิน ไม่งั้นจะมีแรงได้ยังไง เร็วเข้าพี่เขาต้มน้ำแกงไก่มาให้ ชิมสักหน่อยจะได้มีแรง นี่ก็โจ๊กไก่ฉีก กินไก่จะได้ย่อยง่ายๆ” แม่หลินเปิดกระบอกน้ำร้อนที่ข้างในใส่น้ำแกงลงไปจนเต็ม กลิ่นหอมของน้ำซุปเรียกน้ำย่อยทำให้อยากอาหารขึ้นมาได้สองส่วน
“ขอบคุณค่ะ” เสี่ยวถางรับมายกดื่ม เพราะรู้ดีว่าต่อให้เธอปฏิเสธยังไง แม่หลินก็จะหาข้ออ้างมาพูดให้เธอปฏิเสธท่านไม่ได้อยู่ดี
“เด็กดี” แม่หลินมองน้ำแกงที่ถูกยกหมดไปเกินครึ่ง ท่านก็ลูบผมของเสี่ยวถางอย่างรักใคร่
“อร่อยมากเลยค่ะ” เธอพูดตามความจริง น้ำแกงนี่ทำให้อาการอยากอาหารของเธอกลับมาได้เยอะทีเดียว
“อร่อยก็กินเยอะๆ พี่เขาตั้งใจทำมากนะ” แม่หลินมองไปทางลูกชาย ที่ตอนนี้กอดอกยืนพิงรั้วหันหน้ามาทางพวกเธอสองคนอยู่
เสี่ยวถางชะงัก หันไปมองหน้าหลินเจิ้งพร้อมทั้งคิดในใจว่า “เขาอีกแล้วเหรอ”
“มาดื่มน้ำแกงแล้วก็น่าจะเรียกน้ำย่อยได้ไม่มากก็น้อย ลองชิมโจ๊กไก่ฉีกดูว่าชอบหรือเปล่า” แม่หลินเทโจ๊กใส่ชาม
“ไม่ต้องรีบหรอกครับ ท้องเพิ่งได้รับน้ำแกงไป อีกอย่างวันนี้ยังกินอะไรไม่ลงทั้งวัน ถ้าเร่งกินมากเกินไปกลัวว่าจะท้องอืดเอาได้” หลินเจิ้งปรามผู้เป็นแม่ที่ประเคนของกินให้คนป่วยจนเยอะเกินไป ดูจากรูปร่างของหล่อนแล้ว กินได้เท่านี้ก็ถือว่าเยอะแล้วสำหรับคนผอมบางแบบนั้น
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันรู้สึกหิวอยู่พอดี” เสี่ยวถางกลัวว่าแม่หลินจะเสียใจ เลยฝืนกินโจ๊กไปอีกเกือบครึ่งชาม ทำให้ตอนนี้เธอรู้สึกของทุกอย่างขึ้นมากองรวมกันที่คอหอยพร้อมจะออกข้างนอกได้ทุกเมื่อ
"แม่หลินอยู่เฝ้าคนป่วยกินข้าวจนอิ่ม ทั้งยังอาสาเอาถ้วยชามไปล้างให้ที่บ้าน การกระทำของท่านทำให้เสี่ยวถางถึงกับพูดไม่ออก จะแย่งกลับคืนมาก็ไม่มีแรง เลยได้แต่นั่งถอนหายใจอย่างจำยอม
“นี่ก็เริ่มมืดแล้วน้ำค้างเริ่มลงเยอะ กลับเข้าบ้านไปพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้เช้าจะให้พี่เขาเอาข้าวมาส่ง” แม่หลินบอกยิ้มๆ
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ” เสี่ยวถางโบกมือปฏิเสธ เธอไม่สะดวกให้สองแม่ลูกดูแลจริงๆ ไม่อยากเป็นหนี้บุญคุณใคร
“กลับเข้าบ้านไปพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้ก็หยุดต่ออีกสักวันไม่ต้องรีบไปทำงานหรอก ผมจะบอกหัวหน้าคอมมูนให้” เขาบอกก่อนจะช่วยประคองแม่หลินกลับบ้าน
จากที่เป็นเพียงข่าวลือ ตอนนี้เริ่มจะมีเค้าโครงความจริงของเธอกับหลินเจิ้งขึ้นมาบ้างแล้ว อีกทั้งยังมีแม่หลินเข้ามาเสริมทัพ ทำให้โอกาสที่เธอจะเป็นคู่ต่อไปที่จะได้แต่งงานกับคนในหมู่บ้านนั้นมีสูงมาก
เมื่อเข้ามาในบ้านพัก ทุกคนต่างจ้องมองเสี่ยวถางด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา บางคนก็แสดงความยินดีที่เธอมีคนดูแล บางคนก็อิจฉาเพราะรู้แล้วว่าหลินเจิ้งคือผู้ชายที่น่าฝากผีฝากไข้ได้มากที่สุดในหมู่บ้านแห่งนี้
“เจี๋ย ไหนบอกว่าไม่ได้เป็นอะไรกันไง ดูแลเช้าเย็นแบบนี้ชักจะยังไงๆ แล้วนะ” เจินเจินเป็นคนแรกที่เดินมาหาถึงเตียง พร้อมทั้งสอบถามเรื่องเธอกับหลินเจิ้ง
“ก็ไม่มีอะไร แค่ป้าหลินมีน้ำใจมาเยี่ยม หลินเจิ้งมาเป็นเพื่อนแม่ของเขาก็เท่านั้น” เธออธิบายหน้าตาเฉย
“ฉันว่าไม่ใช่นะถางถาง ปกติแล้วหลินเจิ้งคนนี้คบหาด้วยยากจะตาย แม้แต่ชาวบ้านเองก็ยังพูดว่าเขาเข้าถึงยาก จะฝากซื้อของแต่ละครั้งก็ต้องดูสีหน้าของเขาด้วย บางทีวันนี้รับปาก พอถึงวันจริงๆ เขากลับบอกว่าลืมก็มี” สหายคนหนึ่งพูดขึ้น
“ใช่แล้วๆ แต่เท่าที่พวกเรารู้มา หลินเจิ้งคนนี้แหละที่เป็นผู้ชายในฝันของสาวๆ ในหมู่บ้าน มีแม่สื่อตั้งเยอะที่มาทาบทามสู่ขอแต่ก็ถูกเขาไล่ตะเพิดกลับไปทุกคน”
“ขนาดนั้นเลยเหรอ ไม่เห็นจะหล่อตรงไหนเลย” เจินเจินฟังแล้วก็รู้สึกไม่ชอบหน้า
“หน้าตาอาจจะดูธรรมดา แต่ว่ารูปร่าง ส่วนสูงของเขากินขาดนะ อีกอย่างฐานะทางครอบครัวก็ดี แถมเงินเดือนยังสูงอีกด้วย”
เสี่ยวถางนอนฟังสาวๆ กำลังพูดถึงชายในฝันของผู้หญิงในหมู่บ้านแห่งนี้ ชาติที่แล้วทำไมเธอถึงไม่รู้ว่ามีคนชื่อหลินเจิ้ง หรืออาจจะเป็นเพราะว่าเธอปักใจรักเพียงคนรักของเธอ เลยไม่สนใจผู้ชายคนไหน
“เอาล่ะๆ ถึงเขาจะดีขนาดไหนพวกหล่อนก็หมดสิทธิ์แล้วล่ะ เพราะเท่าที่ดูเขาแสดงออกชัดเจนว่าชอบเจียเจียของฉัน” เจินเจินกอดแขนเสี่ยวถางแล้วพูด
“เพ้อเจ้อ เขาไม่ใช่ของฉันสักหน่อย” เสี่ยวถางส่ายหน้า คนอย่างเธอไม่จำเป็นต้องพึ่งพาผู้ชายเก่งหรอก อีกอย่างเธอไม่ชอบแย่งผู้ชายคนเดียวกับใคร แล้วเธอก็ตั้งใจเอาไว้แล้วว่าจะเลือกสามีด้วยตัวเอง
ทุกคำพูด ทุกการกระทำอยู่ในสายตาของอาซิ่วทั้งหมด หญิงสาวนั่งนิ่ง ฟังคนอื่นพูดคุยเรื่องหลินเจิ้งอย่างเคลิบเคลิ้ม แต่ก็มีบ้างที่หันไปมองเสี่ยวถางเพื่อนสนิท ที่ตอนนี้นอนหลับไปแล้ว โดยเดาไม่ออกว่าอีกฝ่ายคิดยังไงกันแน่
หญิงสาวได้แต่ภาวนาว่าอีกฝ่ายจะไม่คิดแบบเดียวกับเธอ เพราะดูเหมือนว่าตอนนี้เธอจะหลงเสน่ห์ผู้ชายดิบๆ อย่างหลินเจิ้งเข้าให้แล้ว
ไปหลงพี่เขาตอนไหนละลูก ก่อนหน้ายังกลัวพี่เขาอยู่เลย หรือว่าเมากล้าม ฮิๆ