เก็บเกี่ยว
เก็บเกี่ยว
กลางเดือนกันยายน เข้าสู่ช่วงฤดูเก็บเกี่ยวอย่างเป็นทางการ แม้แต่เสี่ยวถางที่ทำงานในแปลงผักก็ยังกูกเกณฑ์ให้ไปเกี่ยวข้าวสาลี ด้วยร่างกายที่เพิ่งหายป่วยได้ไม่นาน อีกทั้งอากาศยังเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าจะเป็นช่วงกลางวันอากาศก็ยังคงเป็นเลขตัวเดียว
“หนาวชะมัด” เจินเจินบ่น แต่มือก็ยังถือเคียวเกี่ยวข้าวสาลีไม่หยุด
“ไหวไหม” อาซิ่วถามเสี่ยวถางด้วยความเป็นห่วง
“อือ”
“จะว่าไปแล้วเจี๋ยน่าจะลงสมัครครูอัตราจ้าง” เจินเจินบ่น
“ให้หยางเหว่ยเป็นน่ะดีแล้ว” เธอส่ายหน้าอย่างเอือมๆ
เนื่องจากผลการคัดเลือกออกมาแล้ว ว่าคนที่ได้เป็นลงเขาไปเป็นครูอัตราจ้างของโรงเรียนประจำตำบลก็คือหยางเหว่ย เพราะเขาเป็นถึงนักศึกษาของมหาวิทยาลัยชื่อดังในปักกิ่ง เรียนจบแค่ชั้นมัธยมปลายอย่างหลี่ชิ่วชิงนั้นตกกระป๋องไปเลย
“นั่นสิ ใครเป็นก็ดีหมดแหละยกเว้น” อาซิ่วมองไปทางหลี่ชิ่วชิงที่ทำหน้าบึ้ง ไม่สุงสิงกับใคร แม้แต่เม่งหลิวเองก็ตีตัวออกหากไปคบกับสหายคนอื่นแทน
“ทำงานไป ห้ามนินทาคนอื่น” เสี่ยวถางเอ่ยเตือน ก่อนที่พวกเขาจะลงมือเกี่ยวข้าวสาลีต่อไป
การเก็บเกี่ยวกินแรงทุกคนไปมากจริงๆ เริ่มงานตั้งพระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น นั่นก็คือตีสี่ และจะเลิกงานหลังพระอาทิตย์ตกดินก็คือหกโมงเย็น ที่นี่เมื่ออากาศเริ่มเย็นลงกลางวันจะสั้นกว่ากลางคืน ทำให้พระอาทิตย์เริ่มตกตั้งแต่ห้าโมงเย็น
“ขาฉัน แขนฉัน ให้ตายเถอะ ทำงานหามรุ่งหามค่ำแบบนี้ฉันได้ตายก่อนเก็บเกี่ยวเสร็จแน่”
“นั่นสิ เหนื่อยจะตายชัก พวกเขาใช้แรงงานกันหนักเกินไปแล้ว”
เสียงโอดครวญของสหายในบ้านพักดังโอดโอย ช่วงก่อนหน้ายังได้ทำแค่ถอนวัชพืช ทว่าช่วงเก็บเกี่ยวต่างหากคือของจริง บางคนหัวถึงหมอนก็หลับไปเลย ไม่แม้แต่จะกินมื้อเย็นด้วยซ้ำ
“อากาศหนาวขนาดนี้ต้มน้ำอาบเถอะ” อาซิ่วพูดขึ้น
“ถ่านของฉันหมดแล้วน่ะสิ คืนนี้สงสัยคงต้องนอนหนาว” เจินเจินพูดเสียงเศร้า เนื่องจากว่าตอนนี้ถ่ายในกระสอบเหลือเพียงแค่เศษๆ
“ได้ยินว่ามีคนไปขอเบิกกับทางคอมมูนมาใช้ก่อน พอถึงช่วงปันผลก็ค่อยไปหักแต้มคะแนนเอา ของฉันก็หมดแล้ว”
“งั้นเหรอ ถ้างั้นพรุ่งนี้ฉันจะลองไปขอดู” เจินเจินพูดขึ้นด้วยความดีใจ
เสี่ยวถางนั่งฟังอาซิ่วกับเจินเจินพูดคุยกันเรื่องถ่าน แต่เธอไม่ได้บอกใครว่าของตัวเองยังเหลืออีกกระสอบ เนื่องจากว่าครั้งที่แล้วผู้หมวดหน้านิ่งแบกมาให้เธอถึงสองกระสอบใหญ่
ทุกคนทำงานกันหนักจนน้ำหนักลด เสี่ยวถางจากที่ผอมอยู่แล้วก็ผอมยิ่งขึ้นไปอีก เพียงแต่เธอมีของในมิติสามารถเอาออกมาบำรุงร่างกายตัวเองได้ตลอด
ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ ตอนนี้คุณผ่านเลเวลสี่แล้ว ปลดล็อกอาหารเสริมสำหรับบำรุงร่างกาย
เสียงระบบดังขึ้นในหัว พร้อมทั้งอาหารเสริมที่ตอนแรกถูกล็อกไว้ก็ถูกปลดล็อก เสี่ยวถางแอบหยิบเอายาบำรุงออกมากินเพื่อบำรุงร่างกาย แม้ว่าร่างกายจะเริ่มชินกับการทำงานหนัก ทว่าถึงยังไงก็ต้องดูแลจากภายในสู่ภายนอก
วันเวลาล่วงเลยไปจนกระทั่งเข้าสู่เดือนตุลาคม อุณหภูมิในตอนเช้าติดลบสององศา พื้นหญ้ามีน้ำค้างแข็งเกาะเป็นสีขาวโพลน คาดว่าอีกไม่นานหิมะก็คงจะตก ทำให้พวกเขาต้องเร่งมือกันหนักขึ้นไปอีก
“มือฉันแตกหมดแล้ว” เจินเจินพูดน้ำตาคลอ
“ครีมที่ให้ไปล่ะ ไม่ได้ทาเหรอ” เสี่ยวถางถามด้วยความเป็นห่วง
“ใช้ แต่ไม่ได้ใช้เยอะกลัวจะไม่พอช่วงหน้าหนาว”
พอได้ยินอีกฝ่ายพูดแบบนั้นเสี่ยวถางก็ถอนหายใจด้วยความเหนื่อยใจ “ก็บอกไปแล้วว่าถ้าไม่หมดให้มาบอก”
“เจี๋ย ของที่เจี๋ยให้ดูก็รู้ว่ามีราคา แค่เจี๋ยให้มาใช้ก็ดีแค่ไหนแล้ว ฉันจะกล้าขอเพิ่มได้ยังไง จะซื้อก็ไม่มีเงิน ทำไมชีวิตฉันมาบัดซบขนาดนี้นะ” ลู่เจินเจินตัดพ้อในวาสนาของตัวเอง
“อย่าคิดแทนคนอื่น ถ้าฉันบอกว่าได้ก็คือได้ ขายคือขาย ให้คือให้ คราวหลังห้ามคิดแทนฉัน เข้าใจหรือเปล่า” ไม่พูดเปล่า มือยังล้วงเอาตลับครีมในกระเป๋าออกมาทาให้อย่างเบามือ การกระทำของเธอทำเอาอีกฝ่ายน้ำตาซึม
“ร้องไห้เป็นเด็กๆ ไปได้”
“ฉันร้องเพราะเจ็บต่างหากล่ะ ไม่ได้ร้องเพราะซึ้งใจสักหน่อย” กลัวว่าจะถูกล้อก็เลยแก้ตัวไปอย่างอื่น
“หึ จะร้องเพราะซึ้งใจฉันก็ไม่ว่าหรอก” เสี่ยวถางหัวเราะในลำคอ
“ฮือ เจี๋ย ขอบคุณนะ เจี๋ยดีกับฉันจริงๆ ที่ผ่านมาฉันละอายใจมากที่หน้ามืดตามัวไปหลงเชื่อคำยุแยงของนางแม่มดนั่น” ลู่เจินเจินกอดเสี่ยวถางร้องไห้
“เอาล่ะๆ รู้ตัวแล้วก็ดีแล้ว ต่อไปถึงเธอจะไม่อยากคบกับฉันก็ห้ามหูเบาเชื่อคนง่ายอีกเข้าใจหรือเปล่า อย่าลงมือทำเพื่อใคร เห็นแก่ตัวได้แต่ต้องไม่ทำใครเดือดร้อน” นี่คือคติเตือนใจของเธอ
“อื้อ ฉันจำเอาไว้แล้ว” หญิงสาวเช็ดน้ำตา ก่อนจะกัดฟันลงมือเกี่ยวข้าวสาลีในทุ่งนาที่เหลือมากกว่าครึ่งทุ่งต่อ
พฤศจิกายน 1975
หิมะแรกของปีก็ตกลงมา โชคดีที่พวกเขาเก็บเกี่ยวผลผลิตกันเสร็จพอดี ตอนนี้อยู่ในช่วงนับและส่งมอบผลผลิตให้กับรัฐ โดยใส่รถบรรทุกขนส่งไปยังสถานีธัญพืชของรัฐ เพื่อส่งมอบตามโควตาภาษีเกษตรกรรมและเกณฑ์การจัดซื้อของรัฐบาล ส่วนที่เหลือก็จะแจกจ่ายให้กับชาวบ้านตามแต้มค่าแรงของแต่ละคน
เสี่ยวถางนั่งมองหิมะตกโปรยปราย กับมือเรียวยาวของเธอที่แตกเพราะถูกความเย็นกัด แม้ว่าจะดูแลตัวเองดีแค่ไหน แต่ร่างกายมีเลือดเนื้อ จะทนทานความหนาวเหน็บของธรรมชาติได้อย่างไร
“ไหนบอกว่าครีมนี้ดี ทำไมมือเจี๋ยแตกเยอะกว่าของพวกเราล่ะ” ลู่เจินเจินทาครีมให้ทั้งน้ำตา นิ้วเรียวสั่นระริกเพราะปวดแสบ ทว่ากลับไม่มีเสียงร้องออกมาให้ได้ยินเลยแม้แต่น้อย
“คนนะไม่ใช่เหล็กหินจะได้ทนทาน” เสี่ยวถางพูดยิ้มๆ
“ในที่สุดก็ผ่านพ้นความยากลำบากนี้ไปเสียที อุตส่าห์คิดว่าได้ทำงานที่แปลงผักแล้ว ก็ยังไม่วายถูกเกณฑ์ให้ไปช่วยทำนา แล้วทำไมไม่มีใครมาช่วยพวกเราเก็บผักตอนอากาศหนาวๆ บ้างเลย"
ที่อาซิ่วพูดมาก็มีเหตุผล พวกเธอต้องตื่นเช้ากว่าคนอื่นเพื่อที่จะต้องเก็บผักส่งไปขายยังในสหกรณ์ในเมืองก่อน เสร็จงานแปลงผักแล้วก็ลงไปช่วยเก็บเกี่ยวที่ทุ่งนา เท่ากับว่าพวกเธอทำงานสองหน้าที่ แต่โชคดีที่ผู้นำหมู่บ้านลงคะแนนให้ทั้งสองที่ด้วยเช่นกัน
“ต่อไปฉันจะตื่นเช้าไปช่วยเก็บผักก่อน” เจินเจินอาสา
“ไม่ต้องหรอก ป้าจางบอกแล้วว่าจะได้ลงไปช่วยก็แค่ช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต เพราะต้องเร่งทำงานแข่งกับเวลา ดูสิพวกเราตากข้าวยังไม่ทันแห้งดีหิมะก็ตกลงมาแล้ว ถ้าช้ากว่านี้ข้าวกับธัญพืชคงเน่า ขายไมไ่ด้ราคา เท่ากับว่าที่ทำมาตลอดหลายเดือนนั้นสูญเปล่า” เสี่ยวถางอธิบายอย่างใจเย็น
“เจี๋ย ถ้าไม่บอกว่ามาจากในเมือง ฉันคงเข้าใจว่าเป็นคนที่นี่ เข้าใจไปหมดเสียทุกอย่าง”
“ใครจะไปเหมือนหล่อนล่ะ โวยวายไปเสียทุกอย่าง หัดใช้สมองมากกว่าใช้ปากบ้างเถอะ” อาซิ่วช่วยรับหน้าแทน
ในขณะที่เสี่ยวถางทำเพียงยักไหล่ไม่ใส่ใจ พรางคิดไปว่าหนาวๆ แบบนี้ก็ได้กินมันเผาร้อนๆ ก็คงดี คิดได้แบบนั้นหญิงสาวก็หลับตาเข้าไปในมิติเพื่อดูว่ามีมันหวานในนั้นหรือเปล่า น่าเสียดายที่เลเวลของเธอยังไม่ถึง ไม่สามารถเอาออกมาจากในมิติได้
ตลอดสองเดือนที่ผ่านมานี้เธอไม่ได้เข้าไปในเมืองเลย นั่นเป็นเพราะว่าผู้นำหมู่บ้านไม่ยอมให้หยุด ทว่าหลังจากนี้พวกเธอจะออกไปบ่อยแค่ไหนก็ได้ เสียอย่างเดียวหิมะตกถนนลื่น ผู้คนจำศีลเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน เห็นทีว่าเธอคงต้องพึ่งพาพ่อหนุ่มรถบรรทุกอีกเป็นแน่