LNCrawler

ระบายของล็อตใหญ่

ย้อนเวลามาเป็นแม่ค้าตลาดมืด ยุค 70 — novel.dek d.com · All chapters

ระบายของล็อตใหญ่

 

วันถัดมาเสี่ยวถางก็ไปดักเจอหลินเจิ้งตั้งแต่เช้าตรู่ ช่วงนี้เขาทำงานหนักที่สุดเลยก็ว่าได้ เขาเห็นเธอแล้วแต่ไม่ได้เดินมาทัก เพราะรู้สึกว่าพักหลังๆ เธอตั้งใจหลบหน้าเขาเป็นพิเศษ เลยไม่อยากทำให้อีกฝ่ายลำบากใจ รวมถึงแม่หลินเองก็ถูกสั่งห้ามด้วยเหมือนกัน

“อรุณสวัสดิ์ค่ะ” หญิงสาวเดินเข้าไปทัก

“อืม” ชายหนุ่มชะงักไปครู่หนึ่ง ขานรับในลำคอแล้วก็แบกกระสอบข้าวสาลีขึ้นรถต่อ

“กำลังจะเข้าไปในเมืองเหรอคะ ของเต็มคันรถเลย”

“ถ้าจะไปก็ไปนั่งรอในรถ อย่ามายืนตรงนี้มันเกะกะ” เขาพูดเสียงเรียบ

เสี่ยวถางได้ยินแบบนั้นก็รีบวิ่งไปเปิดประตูขึ้นไปนั่งรอในรถ ที่ประจำที่คุ้นเคย แต่นั่งในรถก็ต้องทนกับความหนาว โชคดีที่หลายวันก่อนมิติปลดล็อกแผ่นแปะความร้อนมาให้ ครั้งแรกที่ใช้ก็รู้สึกว่ามันใช้ดีและช่วยได้เยอะมากเลยทีเดียว

ผ่านไปครู่ใหญ่หลินเจิ้งก็เปิดประตูเข้ามาในรถ เข้าชะงักไปเมื่อเห็นว่าหญิงสาวนั่งหลับ บนรถกับผู้ชายสองต่อสองหล่อนก็ยังหลับลง

แต่พอเสียงสตาร์ทรถดังขึ้นเธอก็สะดุ้งตื่น ตาปรือเหลือบไปมองคนขับข้างๆ เห็นเขาไม่พูดอะไรก็เม้มปากเงียบ หลับตาพักผ่อนต่อ เพื่อที่จะมาให้ทันเขาเธอต้องตื่นตั้งแต่เช้า ตอนนี้ก็ขอนอนพักเอาแรงหน่อยก็แล้วกัน

ฤดูหนาวสิ่งหนึ่งที่ต้องทำใจยอมรับก็คือระยะเวลาในการเดินทาง ปกติใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงก็มาถึงในเมือง ทว่าวันนี้ใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงกว่าจะมาถึง ยิ่งบรรทุกของหนักก็ยิ่งต้องขับช้ากว่าปกติ

“จอดให้ฉันลงตรงนี้ก็ได้ค่ะ” เธอชี้ไปที่หน้าไปรษณีย์

“อืม”

“ขอบคุณมากนะคะ” เสี่ยวถางเปิดประตูทำท่าจะลงจากรถ แต่ถูกเขาเรียกเอาไว้เสียก่อน

“เดี๋ยวก่อน วันนี้ผมน่าจะเสร็จช้า คุณรอได้หรือเปล่า”

“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวฉันหาทางกลับเอง” เสี่ยวถางยิ้มก่อนจะลงจากรถแล้วก็ปิดประตู

เธอรู้อยู่แล้วว่าเขายุ่ง อีกอย่างก่อนมาก็สอบถามมาบ้างแล้วว่าจะหาทางกลับหมู่บ้านยังไง เธอแค่ต้องทำธุระให้เสร็จทันก่อนบ่ายสอง แล้วค่อยนั่งรถประจำทางกลับ

เมื่อไปถึงตลาดมืดก็เดินหาจือเจี๋ย อีกฝ่ายเห็นเธอแล้วก็เดินหนี นั่นเป็นเพราะช่วงสองเดือนมานี้เธอไม่ได้ส่งข่าวบอกว่าจะไม่มา เดาว่าหล่อนน่าจะมารอจนขี้เกียจรอ

“จือเจี๋ย” เสี่ยวถางเดินไปขวางหน้าอีกฝ่ายเอาไว้

“หล่อนเป็นใคร รู้จักชื่อฉันด้วยเหรอ”

เสี่ยวถางได้ยินอีกฝ่ายถามแบบนั้นก็ยิ้มเจื่อน พร้อมทั้งพูดเอาใจว่า “ไม่เอาน่า ฉันขอโทษที่หายไปไม่ได้ส่งข่าวมาบอก แต่ว่าที่หมู่บ้านของฉันต้องเก็บเกี่ยวผลผลิต ไม่เชื่อดูมือฉันสิ” เธอถอดถุงมือออกแล้วยื่นมือให้อีกฝ่ายดู

“ไอหยาอากาศหนาวขนาดนี้จะถอดถุงมือทำไมเล่า ฉันผิดเองแหละที่งอนไม่เข้าเรื่อง ฉันรู้ว่าหล่อนอาจจะยุ่ง แต่ที่คิดมากไปกว่านั้นคือกลัวว่าหล่อนอาจจะไม่อยู่ที่เมืองนี้แล้วต่างหากล่ะ”

เสี่ยวถางได้ยินแบบนี้ก็เดาได้ทันทีว่าอีกฝ่ายน่าจะเดาฐานะของเธอออกแล้ว “ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ฉันจะบอกเจี๋ยเป็นคนแรก”

“สัญญาแล้วนะ” จือเจี๋ยตาเป็นประกาย

“อื้อ สัญญา”

หลังจากปรับความเข้าใจกันได้แล้ว เสี่ยวถางก็ทำการซื้อขายให้กับลูกค้ารายใหญ่ สองเดือนที่ผ่านมานี้สินค้าในมิติของเธอเยอะพอสมควร อีกทั้งช่วงฤดูหนาวนี้ราคาของก็เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ทำให้รอบนี้ขายของได้เงินมากถึง 500 หยวน

“เม่ยเมย จะว่าไปแล้วพวกเราก็ทำการค้ากันหลายค้า หล่อนไม่คิดจะเปิดหน้าให้ดูหน่อยเหรอ”

“ขออภัยเจียเจีย ฉันไม่สะดวกจริงๆ ค่ะ” เสี่ยวถางปฏิเสธ รู้สึกเกรงใจเหมือนกัน แต่เพื่อความปลอดภัยเธอจำเป็นต้องป้องกันไว้ก่อน

“ไม่เป็นไรๆ ฉันเข้าใจ แค่คิดเผื่อว่าถ้าเจอกันข้างนอกก็จะได้ทักได้”

“ไม่ต้องห่วง ถ้าเจอกันข้างนอกฉันจะเป็นฝ่ายเดินไปทักเจี๋ยเอง” หญิงสาวให้คำสัญญา จากนั้นก็เดินออกจากตลาดมืดไป

หลังจากออกมาจากตลาดมืดแล้วเธอก็ไม่รีบร้อน ยังมีเวลาอีกเกือบสามชั่วโมงกว่าที่รถประจำทางจะออก เลยเดินเข้าร้านอาหาร กินของอร่อยๆ ที่ลู่เจินเจินทำไม่เป็น แวะซื้อขนมเจ้าดังไปฝากสองสาว ก่อนจะแวะร้านเสื้อผ้าเป็นที่สุดท้าย เพื่อดูว่าตอนนี้ในเมืองใส่เสื้อผ้าแบบไหน

ในมิติของเธอมีเสื้อผ้าสวยๆ อยู่มากมาย เพียงแต่ตั้งเป็นเลเวลสูงๆ ถึงจะสามารถเอามันออกมาได้ ตอนนี้เธออยู่เพียงเลเวลห้าเท่านั้น ยังอีกไกลกว่าจะผ่านไประดับนั้น เลยต้องอดทนซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูปข้างนอกใส่ไปก่อน

“น้องสาวตาถึงจริงๆ ชุดนี้กำลังนิยมมากในเมืองหลวง” เจ้าของร้านเดินยิ้มมาแต่ไกล

เสี่ยวถางนึกใจว่า ถ้าเป็นแบบนั้นแสดงว่าในเมืองคงเลิกใส่กันไปแล้ว เธอวางชุดนั้นลงแล้วเลือกชุดกระโปรงธรรมดามาลองใส่ ตั้งใจว่าจะใส่ไว้ฉลองปีใหม่กับสหายในช่วงสิ้นปี

โชคดีที่วันนี้ขายของได้คูปองผ้ามาหลายใบ คูปองพวกนี้มีอายุการใช้งาน ถ้าไม่ได้ใช้พอหมดอายุแล้วก็เป็นเพียงกระดาษใบหนึ่ง เสี่ยวถางเลิกดูใบที่ใกล้จะหมดอายุก่อนขึ้นมาใช้แล้วจ่ายเงิน

เธอได้ชุดกระโปรงมาสองชุด แล้วก็ชุดทำงานในทุ่งนาอีกสองสุด เท่านี้ก็ถือว่าดีมากแล้วสำหรับยุคนี้ เพราะบางคนชุดทำงานกับชุดใส่อยู่บ้านคือชุดเดียวกัน

 

เมื่อกลับถึงหน้าหมู่บ้าน หญิงสาวก็หยิบเอาของออกมาจากในมิติ เป็นที่รู้กันดีว่าถ้าหากเธอเข้าไปในเมือง คือไปรับเงินที่ทางครอบครัวส่งมาให้ แต่ถ้าสังเกตดีๆ ของแต่ละครั้งที่เธอเอาออกมานั้นน่าจะเยอะกว่าเงินเดือนหลายเท่า

“ถ้าหลินเจิ้งเป็นผู้ชายที่สาวๆ อยากแต่งงานด้วยมากที่สุด ฉันว่าผู้หญิงก็คงจะหนีไม่พ้นซูเสี่ยวถางหรอก”

“นั่นสินะ ฉันละอิจฉาหล่อนจริงๆ ทางบ้านคงจะรักหล่อนมากถึงได้ส่งเงินมาให้ทุกเดือน”

“ดูเหมือนว่าเดือนนี้หล่อนจะได้เงินเยอะเป็นพิเศษ หิ้วของมาจนเต็มมือ”

“สงสัยจะเก็บกดจากสองเดือนที่ผ่านมา รู้แบบนี้ฉันน่าจะไปตีสนิทกับหล่อนตั้งแต่แรก”

เสียงซุบซิบนินทาเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเห็นเสี่ยวถางหิ้วของกินของใช้เข้ามาในบ้าน ท่ามกลางสายตาอิจฉาของสหายในบ้านพัก

“ซื้ออะไรมาเยอะแยะ” เจินเจินรีบวิ่งเข้าไปช่วย

“ของใช้น่ะ” เสี่ยวถางตอบยิ้มๆ ก่อนจะหยิบเอาขนมเจ้าดังในเมืองมายื่นให้ต่อหน้าของเจินเจิน “ขนม ได้ยินว่าเจ้านี้ดังมากเลยลองซื้อมาให้กิน เผื่อว่าต่อไปหล่อนจะแกะสูตรได้ จะได้ไม่ต้องไปซื้อไกลถึงในเมือง”

“เจี๋ย”

“รับไปเถอะน่า” เสี่ยวถางทำท่าหงุดหงิดกับอาการบ่อน้ำตาแตกของอีกฝ่าย

ทุกคนต่างมองลู่เจินเจินกับเหอซิ่วด้วยสายตาอิจฉา แต่ก็ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่จ้องข้างของที่เสี่ยวถางซื้อมาตาเป็นมัน เนื่องจากเสบียงที่มีร่อยเหรอจนแทบไม่เหลือ ต้องอดมื้อกินมื้อ บางคนถึงขั้นต้มน้ำเปล่าผสมเกลือกินเพื่อประทังชีวิตรอปันผลแจกจ่าย

หลายวันผ่านไป เริ่มมีเสียงลือหนาหูเรื่องของหาย เริ่มจากเล็กๆ น้อยๆ อย่างถ่าน บางคนถึงขั้นนับว่าเหลือกี่ก้อน บางคนหายแม้กระทั่งชุดชั้นใน

“มันจะมากเกินไปแล้วนะ แค่นี้ก็อดอยากมากพออยู่แล้ว ยังจะมาขโมยของกันอีก” เพื่อนคนหนึ่งโวยวายเมื่อเธอถูกขโมยถ่านเป็นครั้งที่สองในสัปดาห์นี้

“แจ้งหัวหน้าคอมมูนหรือยัง”

“แจ้งแล้ว เห็นบอกว่าวันนี้จะมาตรวจสอบ ให้ทุกคนอยู่แต่ในบ้านห้ามออกไปข้างนอก” เพื่อนคนหนึ่งพูดขึ้น

เสี่ยวถางมองไปรอบๆ ไม่ได้สงสัยใครเป็นพิเศษ เพราะเธอเป็นคนเดียวที่ของไม่หาย นั่นก็เป็นเพราะว่าของส่วนใหญ่จะเก็บเอาไว้ในมิติ เวลาจะใช้ถึงเอาออกมาใช้ แล้วก็ล็อกกุญแจแน่นหนายากที่จะมีคนมาขโมยไปได้