LNCrawler

ผู้ต้องสงสัยลำดับที่หนึ่ง

ย้อนเวลามาเป็นแม่ค้าตลาดมืด ยุค 70 — novel.dek d.com · All chapters

ผู้ต้องสงสัยลำดับที่หนึ่ง

 

ไม่นานเจ้าหน้าที่คอมมูนก็เข้ามาตรวจสอบ ทุกคนถูกเกณฑ์ให้ออกไปข้างนอก เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้สะดวก ไม่นานหัวหน้าคอมมูนก็เดินเข้ามา

“ของใครหายมาลงชื่อตรงนี้ ระบุรายละเอียดด้วยว่าอะไรหาย หายไปตั้งแต่เมื่อไหร่”

สิ้นสุดคำพูดของหัวหน้าคอมมูน ทุกคนก็เข้าแถวเตรียมลงชื่อและกรอกรายละเอียด มีแค่กลุ่มของเสี่ยวถางเท่านั้นที่ไม่ได้ลงชื่อ

“พูดไปแล้วก็แปลก ทำไมมีแค่พวกเราที่ของไม่หาย” อาซิ่วถามด้วยความสงสัย

“ไม่แปลกหรอก คงจะมีคนอยากเล่นงิ้วให้ดู” เสี่ยวถางยิ้มมุมปาก

ถ้าให้เธอเดา คิดว่าคนที่ทำคงตั้งใจจะโยนความผิดให้หนึ่งในกลุ่มของเธออย่างแน่นอน หรือไม่ก็ตั้งใจโยนให้พวกเธอทั้งสามคนผิด

นั่งรออยู่ครู่ใหญ่ก็มีเจ้าหน้าที่เดินหน้าเครียดมาทางเสี่ยวถาง จากนั้นก็จับแยกทั้งสามคนออกจากกันเพื่อตรวจสอบ

“ทำไมที่ตู้เก็บของถึงมีของใช้เยอะแยะเต็มไปหมด”

“ทำไมเหรอคะ หรือว่าผิดกฎ” เสี่ยวถางไม่ตอบคำถาม แต่ถามย้อนเจ้าหน้าที่กลับไป

“ไม่ผิด แต่ถ้าอธิบายถึงที่มาที่ไปไม่ได้ก็ไม่แน่ ของสหายซูเยอะขนาดนี้ ทำไมถึงไม่โดนขโมย”

“ที่มาที่ไปน่ะย่อมมีอยู่แล้ว ส่วนของใช้พวกนั้นฉันก็ซื้อมาจากในเมือง ไม่เชื่อสามารถตรวจสอบจากใบขออนุญาตออกนอกพื้นที่จากผู้นำหมู่บ้านได้ นอกจากนั้นก็ถามเจ้าหน้าที่ขับรถบรรทุกของคอมมูนได้ว่าฉันเข้าไปในเมืองจริงหรือเปล่า เพราะทุกครั้งที่ฉันเข้าไปในเมืองก็จะขอติดรถเขาไปตลอด” หญิงสาวอธิบายเป็นฉากๆ

“แล้วทำไมถึงมีถ่ายตั้งสองกระสอบ ทั้งที่สหายคนอื่นได้แค่กระสอบเดียว”

เสี่ยวถางนิ่งไป แน่นอนว่าเธอจะซัดทอดไปยังผู้หมวดหน้านิ่งเลยก็ได้ แต่เธอไม่ทำ นั่นเป็นเพราะว่าไม่สามารถเนรคุณผู้มีพระคุณได้

“เจ้าหน้าที่ตงจะไม่ถามฉันหน่อยเหรอคะว่าเข้าไปในเมืองทำไม”

“ทำไมต้องถาม ไม่ใช่ว่าหล่อนบอกไปแล้วเหรอว่าเข้าไปซื้อของ” เจ้าหน้าที่สาวทำหน้าไม่สบอารมณ์ ราวกับว่าอยากจะจบคดีนี้ให้เร็วที่สุด หรือพูดให้เข้าใจง่ายก็คือ อยากจะหาแพะสักตัวมารับผิด

ที่ต้องทำแบบนั้นก็เป็นเพราะ ของหายที่ถูกแจ้งเข้ามา บางคนบอกถ่านหายสองก้อน ข้าสาวสารสองเหลียง ของแบบนี้จะตรวจสอบยังไง อีกทั้งใครพูดจริงพูดเท็จก็ยากที่จะตรวจสอบ แต่ถ้าหากไม่มีคนมารับผิด แล้วต่อไปจะมีใครเชื่อฟังเจ้าหน้าที่อย่างพวกเธอหรือเปล่า เลยตกลงกันว่าควรหาคนที่น่าจะเป็นได้มากที่สุด

ซูเสี่ยวถางคือคนที่ถูกเลือก นั่นเป็นเพราะว่าเธอมีของในตู้เก็บของมากที่สุด เสบียงก็เหลือเยอะกว่าคนอื่นๆ เพราะฉะนั้นมีความเป็นไปได้มากว่าของทุกคนอาจจะถูกนำมารวมกับของของเธอไปแล้ว

“นั่นมันก็ใช่ ทว่าจะซื้อของได้ก็ต้องมีเงิน มีคูปองไม่ใช่เหรอคะ”

“เรื่องนั้นฉันยิ่งไม่ต้องถาม นั้นเพราะหล่อนเอาเงินที่ทางคอมมูนให้ไปซื้อของนะสิ”

เสี่ยวถางฟังแล้วก็ยิ้มเยาะ “เงินแค่นั้นจะไปพออะไรละคะ ที่ฉันมีของมากมายเป็นเพราะว่าฉันใช้เงินที่ทางบ้านส่งมาให้ต่างหากล่ะ”

“งะ งั้นเหรอ” เจ้าหน้าที่สาวลอบกลืนน้ำลาย อีกฝ่ายดูเหมือนจะไม่ใช่ลูกพลับนิ่มให้รังแกได้ง่ายๆ

“แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าหล่อนจะพ้นผิด ถึงยังไงก็ต้องให้คนอื่นๆ มาดู และชี้ว่าใช่ของตัวเองหรือเปล่า”

“ถ้างั้นฉันขอถามเจ้าหน้าที่ตงสักคำถามได้หรือเปล่าคะ”

“ว่ามาสิ” เจ้าหน้าที่สาวหยุดนิ่ง

“จะมั่นใจได้ยังไงว่าขอที่พวกเขาชี้เป็นของพวกเขาจริงๆ แล้วถ้าฉันพิสูจน์ได้ว่าตัวเองไม่ได้เป็นขโมย จะชดใช้ชื่อเสียงของฉันที่เสียไปได้ยังไง” เสี่ยวถางกอดอกยืนถามนิ่งๆ

“สหายซูอย่าเพิ่งร้อนตัวไป ฉันยังไม่ได้พูดสักคำว่าเธอเป็นขโมย แค่จะให้ผู้เสียหายมาดูว่าในนั้นมีของของพวกเขาหรือเปล่า ถ้าเธอบริสุทธิ์ใจจริงๆ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร”

“ฉันบริสุทธิ์ใจแน่ค่ะถ้าหารตรวจสอบโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพียงแต่เจ้าหน้าที่ตงยังไม่ตอบคำถามของฉันเลยว่าจะพิสูจน์ได้ยังไงว่าจะไม่มีใครแอบอ้างเอาของที่ไม่ใช่ของตัวเองแล้วบอกว่าเป็นของตัวเอง”

“ถ้างั้นหล่อนรอฉันที่นี่เดี๋ยวเดียว ขอฉันไปปรึกษากับหัวหน้าก่อน” พูดจบเจ้าหน้าที่สาวก็รีบเดินไปหาหัวหน้างาน แล้วก็รายงานเสียเครียด

หัวหน้าคอมมูนดูเป็นงานกว่าลูกน้องมาก เขาไม่ได้โวยวายหรือแสดงอาการใดๆ เพียงแต่เดินเข้ามาหาเธอ แล้วก็เรียกคนอื่นๆ ให้มารวมตัวกันภายในห้องพัก

“สหายทุกท่าน ขณะนี้เจ้าหน้าที่ของเราตรวจสอบแล้ว พบว่าของบางอย่างที่แจ้งหายอาจจะยังอยู่ภายในบ้านพักหลังนี้ เพราะฉะนั้นเลยอยากจะขอให้ทุกคนเดินมาชี้ของกลาง ว่าชิ้นไหนที่เป็นของตัวเองบ้าง ขอย้ำอีกครั้งว่าถ้าหากมีใครเล่นตุกติก แอบอ้างของที่ไม่ใช่ของตัวเอง จะถูกลงโทษสถานหนัก สหายซูแบบนี้พอใจหรือเปล่า” หัวหน้าคอมมูนหันมาถามเสี่ยวถาง

หญิงสาวยิ้มบางก่อนจะทำหน้าสงสัยและถามกลับไปว่า “หัวหน้าคะ ฉันไม่กล้าสงสัยในการทำงานของเจ้าหน้าที่หรอกนะคะ เพียงแต่อยากเพิ่มข้อเสนอ ไม่รู้ว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพิสูจน์นี้หรือเปล่า”

“สหายซูพูดมาได้เลย”

“ฉันอยากจะให้แต่ละคนเข้ามาชี้ของกลางทีละคนค่ะ จากนั้นให้เจ้าหน้าที่จดชื่อเอาไว้ว่าชิ้นไหนเป็นของใคร ไม่ทราบว่าได้หรือเปล่าคะ”

ไอหยา…ก็นึกว่าเรื่องอะไร ได้ เรื่องนั้นไม่มีปัญหา ทำตามที่สหายซูบอกก็แล้วกัน เรียงตามตัวอักษรแล้วเรียกเข้ามาทีละคน"

จากนั้นทุกคนก็ถูกเกณฑ์ให้เข้ามาในห้องทีละคน โดยเสี่ยวถางขออยู่และยืนดูเจ้าหน้าที่จดบันทึก ขณะเดียวกันนั้นเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวก็เริ่มมีเหงื่อซึมออกมาทีละนิด ทั้งที่อากาศหนาวจนเข้ากระดูก

เนื่องจากคนเยอะจึงใช้เวลาพอสมควร กว่าจะชี้ของกลางเสร็จก็มืดแล้ว ถึงอย่างนั้นเสี่ยวถางก็ยังอยากให้เรื่องจบลงในวันนี้ เพื่อที่ว่าเธอจะได้หาทางรอดให้ตัวเองได้

หัวหน้าคอมมูนมีสีหน้าไม่สู้ดี ก่อนหน้านี้เขายังมั่นใจว่าจะสามารถจับตัวคนร้ายได้ เพียงแต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกว่าเรื่องยุ่งยากกำลังจะตามมาไม่จบไม่สิ้น

“ในเมื่อตอนนี้ฉันถูกพุ่งเป้ามาแล้วว่าเป็นผู้ต้องสงสัยลำดับหนึ่ง ฉันอยากจะถามว่าถ้าหากฉันพิสูจน์ตัวเองได้ว่าไม่ใช่คนผิด ใครจะรับผิดชอบเรื่องนี้ให้ฉันได้บ้าง”

“สหายซูไม่ต้องเป็นห่วง ถ้าหากไม่ได้ทำผิดจริงๆ พวกเราในที่นี้ก็ยินดีที่จะขอโ? ษอย่างจริงใจ”

“เท่านั้นคงไม่พอหรอกค่ะ เพราะว่าเรื่องนี้รู้ไปทั่วทั้งหมู่บ้านแล้ว ชื่อเสียงของฉัรที่เสียไปก็ไม่สามารถเอากลับคืนมาได้อีก” เสี่ยวถางส่ายหน้า ไม่ยินดีรับคำขอโทษที่เป็นเพียงลมปาก

“ถ้างั้นสหายซูต้องการให้พวกเราทำยังไงเหรอ”

“หัวหน้าลองเสนอมาก่อนสิคะ ว่าชื่อเสียงของผู้หญิงคนหนึ่งที่เสียไปแล้วนั้นคู่ควรได้รับสิ่งใดเป็นการปลอบขวัญ แต่ถ้าหากความรู้สึกของฉันยังถูกเพิกเฉยครั้งแล้วครั้งเล่า ฉันก็ไม่กลัวที่จะเขียนจดหมายรายงานเรื่องนี้ให้กับทางเขตอำเภอทราบและช่วยลงมาตัดสิน” เธอเอาเขตอำเภอขึ้นมาอ้าง ซึ่งแน่นอนว่าเธอไม่ได้เส้นสายถึงขั้นนั้น

“สหายซูอย่าเพิ่งคิดไปถึงขั้นนั้น เอาไว้ยืนยันตัวเองให้ได้ก่อนดีกว่า” เจ้าหน้าที่ตงพูดขึ้น มองด้วยสายตาดูถูก จะถูกจับเข้าตะรางอยู่แล้วยังปากดี

“พูดแบบนี้คือไม่ได้มีแผนสำรองมาสินะคะ ได้ถ้างั้นก็พิสูจน์มาเลยว่าใครพูดจริงพูดโกหก”

ท่าทางของเสี่ยถางทำเอาเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ กลัว แม้แต่หัวหน้าคอมมูนเองก็เริ่มหวั่นใจว่าจับหัวขโมยถูกตัวหรือเปล่า ทว่าหนึ่งในสามคนนั้นซูเสี่ยวถางเข้าข่ายมากที่สุด เพราะฉะนั้นเขาจึงพุ่งเข้ามาที่เธอ

ส่วนเสียวถางตอนนี้ไม่ได้ร้อนใจเหมือนเพื่อนทั้งสอง เธอยังคงยืนนิ่ง รอดูว่าพวกเขาจะพูดในรูปแบบไหนให้เธอกลายเป็นแพะรับบาปในสิ่งที่เธอไม่ได้ก่อ แต่ถึงจะมารูปแบบไหนก็มั่นใจว่าตัวเองจะสามารถรอดพ้นไปได้ แล้วก็คิดสินไหมตอบแทนที่สาสมให้พวกเขาเอาไว้เรียบร้อยแล้ว