แพะ
แพะ
หลังจากที่ทุกคนแสดงตัวว่าเป็นเจ้าของของกลางเรียบร้อยแล้ว หัวหน้าคอมมูนก็เรียกประชุมหารือกันอีกรอบ ทั้งนี้ก็เพื่อสรุปว่าใครคือหัวขโมยตัวจริง
“เหอซิ่วกับลู่เจินเจินตัดทิ้งไปได้เลย เพราะเมื่อสองเดือนก่อนยังมีเบิกถ่านกับเสบียงล่วงหน้าอยู่เลย” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งพูดขึ้นหลังจากที่ตรวจสอบรายงาน
“อืม ดูท่าว่าจะมีแค่ซูเสี่ยวถางคนเดียวที่ไม่เคยเบิกเสบียงล่วงหน้า อีกทั้งยังมีเสบียงเก็บเยอะกว่าทุกคนในบ้านพัก เผลอๆ อาจจะเยอะกว่าชาวบ้านบางหลังคาเรือนเสียด้วยซ้ำ”
“แต่ท่าทางของหล่อนดูมั่นใจมากนะว่าไม่ใช่คนผิด” หัวหน้าคอมมูนทำหน้าครุ่นคิด
“หัวหน้าคะ อย่าลืมว่านี่ไม่มช่ครั้งแรกที่ของหาย เด็กๆ พวกนั้นต่างก็เป็นผู้เสียหาย บางทีทำบ่อยๆ เข้าหล่อนก็อาจจะติดเป็นนิสัยไปแล้วก็ได้นะคะ” เจ้าหน้าที่ตงพูดขึ้น
“ไม่สู้เราลองเรียกหลินเจิ้งมาสอบถามดีไหม ว่าหล่อนเข้าไปในเมืองแล้วซื้อของกลับมาจริงหรือเปล่า”
“จะไปรบกวนการทำงานของเจิ้งเกอทำไมล่ะ อีกอย่างช่วงนี้งานของเขาก็ยุ่งมากด้วย ถ้าเรื่องแค่นี้ยังจัดการเองไม่ได้ แล้วต่อไปเด็กพวกนั้นจะเคารพพวกเราได้ยังไง”
“อืม เจ้าหน้าที่ตงพูดมามีเหตุผล ไม่ว่าซูเสี่ยวถางคนนี้จะมีหลักฐานหรือเหตุผลมากนี้แค่ไหน แต่หลักฐานที่มีก็มากพอที่จะตัดสินว่าหล่อนเป็นคนผิด เอาตามนี้ก็แล้วกัน มีคำสั่งลงไปสั่งขับซูเสี่ยวถางในห้องมืด จนกว่าจะรับสารภาพ หักแต้มค่าแรงครึ่งหนึ่งเพื่อไม่ให้คนอื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่าง”
คำสั่งของหัวหน้าคอมมูนถือเป็นเด็ดขาด เจ้าหน้าที่ตงซินยิ้มมุมปาก อีกทั้งยังอาสาเอาคำตัดสินนี้ไปแจ้งที่บ้านพัก ทั้งนี้ก็เพื่ออยากจะดูว่าอีกฝ่ายจะทำหน้ายังไง
ทันทีที่เจ้าหน้าที่สาวมาถึง ก็อ่านรายงานสรุปของกรรมการตรวจสอบ ทำเอาเกิดเสียงฮือฮา ต่างตกใจเพราะไม่คิดว่าจะเป็นซูเสี่ยวถาง
“เพ้ย…ฉันก็นึกว่าเป็นลูกเศรษฐีมาจากไหนถึงได้กินดีอยู่ดีทุกวัน ที่ไหนก็มาจากน้ำพักน้ำแรงของพวกเราทุกคน”
“นั่นสิๆ ฉันประหยัดแทบตาย ทนนอนหนาวสั่นทุกคืนเพื่อให้มีชีวิตรอด แต่หล่อนกลับได้นอนเตียงเต่าอุ่นๆ ทุกคืน ที่แท้ก็เป็นของของพวกเรา”
เสียงเอะอะโวยวายจนซูเสี่ยวถางเกือบจะถูกทุกคนรุมทึ้งเมื่อคำตัดสินออกมา แน่นอนว่าเธอต้องไม่ยินยอมเพราะตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิด
“ฉันขอพบหัวหน้าคอมมูนเพื่อชี้แจงความบริสุทธิ์ค่ะ” เสี่ยวถางพูดขึ้น แม้ว่าภายในใจจะรู้สึกไม่ชอบมาพากลมากก็ตาม
“เสียใจด้วยนะสหายซู พอดีว่าเป็นวันหยุดของหัวหน้ากับเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ตอนนี้พวกเดินทางกลับบ้านกันหมดแล้ว ถ้าหล่อนจะเรียกร้องขอพิสูจน์ตัวเอง ก็คงต้องรอให้ถึงกำหนดเปิดงานปีหน้าแล้วล่ะ แต่ว่าตอนนี้คงต้องไปอยู่ในห้องมืดไปก่อน”
“เอาตัวไป” เจ้าหน้าที่สาวสั่ง ไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะยินยอมหรือไม่ ยังไงวันนี้เธอก็ต้องเอาก้างชิ้นใหญ่นี้ออกไปให้พ้นคอให้จงได้
ที่ต้องบอกแบบนั้นก็เป็นเพราะ ตอนนี้ญาติผู้ใหญ่ทั้งสองสองอบ้านระหว่างบ้านหลินกับบ้านตง กำลังจะมาเจรจาตกลงสู่ขอเธอให้กับหลินเจิ้งในวันหยุดสิ้นปีนี้ ตอนนี้เขาไม่อยู่ แล้วเธอเองก็เตรียมปิดเรื่องนี้เป็นความลับ ถ้าไม่มีซูเสี่ยวถางเสียอย่าง เธอก็มั่นใจว่าเขาต้องยอมตกลงแต่งงานกับเธออย่างแน่นอน
ไม่ว่าจะเป็นหน้าตา หน้าที่การงาน ระหว่างเธอกับเขานั้นล้วนแต่เหมาะสมกันทั้งสิ้น แต่พอมีซูเสี่ยวถางเข้ามา ท่าทางของเขาที่มีต่อเธอก็เปลี่ยนไปเย็นชายิ่งกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ เรื่องนี้ทำให้เธอรับไม่ได้
สิ่งที่ซูเสี่ยวถางคิดกับความเป็นจริงนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง ในยุคที่ประชาชนเป็นเพียงเบี้ยล่าง ไหนเลยจะต่อกรกับเจ้าหน้าที่ได้ ยิ่งถูกชี้ตัวมาแล้วว่าต้องเป็นขโมยในข้อกล่าวหานี้ สุดท้ายคำตัดสินก็มาว่าเธอเป็นขโมย และถูกนำไปขังไว้ที่ห้องมืด
อยู่ไกลบ้านขนาดนี้ เธอไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากใครได้เลย ทั้งที่ตั้งใจว่าจะได้ใส่ชุดใหม่ฉลองวันหยุดสิ้นปี กลับกลายเป็นว่าต้องมาถูกคุมขังแทน
“เจี๋ย" ลู่เจินเจินเดินตาม เธอไม่เชื่อเต็มหัวใจว่าซูเสีย่วถางขะเป็นขโมย แต่ก็ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้
“ไปหาป้าจาง ส่งจดหมายฉบับนี้ให้ท่านให้ได้” หญิงสาวยัดกระดาษก้อนกลมใส่ไปในมือของลู่เจินเจิน ทั้งยังกระซิบบอกเสียงเบา
ในหัวของเธอเวลามีเพียงเขาเท่านั้นที่พอจะช่วยเธอได้ เธอไม่กลัวถูกขังลืมในห้องมืด เพราะยังไงก็มีมิติติดตัว แต่กลัวว่าของกลางที่โดนยึดไปจะถูกทำลายหรือไม่ก็หายไปจนเอากลับคืนมาไม่ได้ คงได้แต่ฝากความหวังไว้กับผู้นำหมู่บ้าน ให้เขาหาวิธียึดของกลางเอาไว้จนกว่าเธอจะสามารถออกมาชี้แจงความบริสุทธิ์ของตัวเองได้
ทางด้านลู่เจินเจินได้ยินแบบนั้นก็ไม่รอช้า รีบวิ่งไปบ้านของผู้นำหมู่บ้านทันที ในขณะที่คนอื่นๆ เดินสาปส่งเธอไปจนถึงห้องขังมืดที่เอาไว้ลงโทษคนที่กระทำความผิด และดูเหมือนว่าเธอจะได้ใช้มันเป็นคนแรก
เมื่อไปถึงบ้านผู้นำหมู่บ้าน ไม่ต้องอธิบายอะไรมากท่านก็เข้าใจ เพราะได้ยินเรื่องขโมยในบ้านพักมาบ้างแล้ว แม้แต่พวกเขาเองก็ยังไม่เชื่อว่าซูเสี่ยวถางจะเป็นขโมย
“จะเป็นแบบนั้นได้ยังไง หล่อนยังเคยเอาซี่โครงตุ๋นน้ำแดงมาให้ฉันกินอยู่เลย คนที่มีความสามารถซื้อเนื้อได้ จะไปขโมยถ่านแค่ก้อนสองก้อนให้ถูกลงโทษทำไม” ป้าจางเป็นคนแรกที่แสดงความเห็น อีกทั้งยังไม่เชื่อว่าเสี่ยวถางจะเป็นขโมย น่าจะเป็นแพะที่ทางคอมมูนเลือกมากกว่า
“อย่าเพิ่งโวยวายไป ลุงจะลองหาทางเก็บเอาของกลางบางส่วนกลับมาดู แต่ถ้าจะให้ยึไว้ทั้งหมดคิดว่าคงยาก”
“ได้เอาไงก็เอากัน ตอนนี้เจี๋ยถูกพาตัวไปขังในห้องมืดแล้ว ได้ยินว่าที่นั่นเป็นห้องใต้ดิน ทั้งมืดแล้วก็ทั้งอับ กว่าที่หัวหน้าคอมมูนจะกลับมาก็อีกครึ่งเดือน ฉันกลัวว่าเจี๋ยจะทนไม่ไหวเอาเสียก่อน” เจินเจินเล่าทั้งน้ำตา
“ไอหยา…ถางถาง” ป้าจางเอามือปิดปาก รู้สึกสงสารลูกน้องของตัวเองจับใจ พร้อมทั้งหันไปขอความช่วยเหลือจากสามี จนผู้นำจางถึงกับถอนหายใจด้วยความเหนื่อยใจ
“เอาล่ะๆ เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงหรอก ถึงคำตัดสินจะออกมาแล้วว่าถางถางมีความผิด แต่พวกเขาก็ไม่สามารถขังลืมคนได้หรอก อาจจะเชือดไก่ให้ลิงดูเท่านั้นแหละ” ผู้นำจางพูดปลอบใจภรรยา
“จริงสิ ถางเจี๋ยยังบอกให้ฉันมอบสิ่งนี้ให้ป้าจาง” เจินเจินยื่นก้อนกระดาษให้ป้าจางก่อนที่ท่านจะคลี่ออกมาดู
“นี่มันตัวเลขนี่” ป้าจางคลี่ดูแล้วก็ขมวดคิ้ว
“ไหน ขอผมดูหน่อย” ผู้นำจางรับจดหมายไปดู “ดูเหมือนว่าจะเป็นเบอร์โทร” ท่านพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยแน่ใจ
“เป็นไปได้ไหมคะว่าเจี๋ยจะให้พวกเราติดต่อเบอร์นี้ให้มาช่วยเธอ” เจินเจินสันนิษฐาน
“ก็อาจจะเป็นไปได้นะ”
“ถ้างั้นมัวรออะไรอยู่ละคะ รีบเข้าไปในเมืองไปโทรศัพท์หาเจ้าของเบอร์นี้ดูสิ” ป้าจางเร่งสามี
“ใจเย็นๆ ก่อน ผมรู้ว่าคุณเป็นห่วงลูกน้อง เพียงแต่ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว เดินทางตอนนี้อันตราย ต่อให้จะชำนาญทางแต่อย่าลืมว่าหิมะตกทำให้ถนนลื่น เอาไว้พรุ่งนี้เช้าผมจะหาทางเข้าไปโทรศัพท์ในเมืองแต่เช้าดีหรือเปล่า”
หมู่บ้านบนเขาไม่มีโทรศัพท์เพราะไม่มีสัญญาณ เวลาจะติดต่อราชการถ้าเร่งด่วนก็จะมีคนในเมืองเดินทางมาบอก หรือไม่ก็ฝากบุรุษไปรษณีย์มาแจ้งข่าวจะได้ทันท่วงที
“ถางเอ๋อร์ ป่านนี้คงตกใจแย่” ป้าจางบ่นพึมพำ เป็นห่วงหญิงสาวจากใจจริง
“ถ้างั้นฉันไปดูเจี๋ยก่อนนะคะ เอาไว้พรุ่งนี้ฉันจะมาฟังข่าวแต่เช้า” เจินเจินเห็นว่าตนอยู่ที่นี่ก็ไม่มีประโยชน์ ไม่สู้ไปดูเพื่อนดีกว่าว่าต้องการความช่วยเหลืออะไรหรือเปล่า
“ไปเถอะ ทางนี้พวกเราจัดการเอง” ผู้นำจางพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต ก่อนที่ยืนส่งเจินเจินจนลับสายตา ส่วนท่านก็เดินหน้าเครียดไปที่ทำการคอมมูนเพื่อดูว่าของลกางยังอยู่ดีหรือเปล่า