LNCrawler

จัดฉาก

ย้อนเวลามาเป็นแม่ค้าตลาดมืด ยุค 70 — novel.dek d.com · All chapters

จัดฉาก

 

ทางด้านซูเสี่ยวหลาน หลังจากที่ถูกจับมาขังไว้ในห้องมืดก็ไม่สามารถติดต่อใครได้อีกเลย ในนี้ทั้งมืดแล้วก็เหม็นอับ ได้แต่หวังว่าลู่เจินเจินจะทำสำเร็จ

หญิงสาวทิ้งตัวลงนั่งพิงผนังดินที่ทั้งชื้นแล้วก็เย็น โชคดีที่เธอมีมิติติดตัวมา หญิงสาวหลับตาลงแล้วเข้ามาในมิติ มองดูเสื้อผ้าหรูหราและอบอุ่น แต่ก็น่าเสียดายที่เลเวลของเธอยังไม่ถึง ไม่สามารถปลดล็อกเอามาใช้ได้

ตอนนี้ของที่หยิบออกมาได้มีเพียงผ้าเช็ดตัว เสี่ยวถางหยิบออกมาปูบนเตียงไม้เก่าๆ เพื่อเป็นที่นอน หญิงสาวถอนหายใจออกมาเบาๆ กับความโง่ของตัวเอง เธอนึกไม่ออกจริงๆ ว่าเป็นฝีมือใคร

ถ้าจะบอกว่าเป็นหลี่ชิ่วชิงก็พูดได้ไม่เต็มปากเท่าไหร่นัก เพราะตั้งแต่ที่เปิดใจครั้งนั้น ก็ดูเหมือนว่าหล่อนจะไม่หาเรื่องตนเองอีก แต่นอกจากชิงชิงแล้วเธอก็ไม่มีศัตรูที่ไหน ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว จึงทำได้เพียงเอนตัวลงนอนบนเตียงไม้เก่าๆ หยดน้ำใสๆ ไหลออกมาจากหางตาเบาๆ ได้แต่บอกกับตัวเองว่าจำเรื่องนี้ไว้เป็นบทเรียน ต่อไปอย่าได้ปล่อยให้ใครมาตลบหลังเราได้อีก

 

ทางด้านผู้นำหมู่บ้านตอนนี้ก็เดินทางมาที่ตัวเมืองตั้งแต่เช้า เดินไปหาตู้โทรศัพท์สาธารณะแล้วกดตัวเลขตามกระดาษที่ตนได้มา รอไม่นานก็มีเสียงคนรับสาย

“สวัสดีค่ะ”

“สวัสดีครับ ที่นั่นที่ไหนเหรอครับ” ผู้นำจางรีบพูด เพราะทันทีที่มีคนรับสายยอดเงินในตู้ก็จะถูกกินไปเรื่อยๆ ฉะนั้นเขาจำเป็นต้องเร่งทำเวลา

“นั่นใครคะ” ปลายสายกรอกเสียงออกมาฟังดูก็รู้ว่ารำคาญ

“คะ ผมเป็น…” ผู้นำจางอ้ำอึ้ง เพราะท่านไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเจ้าของเบอร์โทรนี้เลย

“ถ้าเป็นพวกก่อกวนฉันวางนะคะ เปลืองค่าโทรศัพท์"

“เดี๋ยวก่อน ซูเสี่ยวถาง”

“ว่าไงนะ” ปลายสายชะงักไป

“คุณรู้จักซูเสี่ยวถางหรือเปล่า เป็นแม่ของเธอหรือเปล่าครับ” เขาโยนหินถามทาง ฟังจากน้ำเสียงแล้วก็น่าจะอายุไม่ห่างจากเขาเท่าไหร่นัก

“ไม่รู้จัก จำเอาไว้นะ ไม่ว่าเด็กคนนั้นจะเป็นตายร้ายดียังไงก็ไม่ต้องโทรมาที่นี่อีก แม่ของหล่อนตายไปตั้งนานแล้ว ห้ามโทรมาอีก จำไว้”

ผู้นำจางยกหูโทรศัพท์ออกแทบไม่ทันเมื่อถูกปลายสายกระแทกเสียงใส่ เขาถอนหายใจออกมาแรงๆ หนึ่งที ก่อนจะส่ายหน้าอย่างจนใจ ขณะที่กำลังจะออกจากตู้โทรศัพท์ก็เห็นทหารกลุ่มหนึ่งเดินผ่าน ทำให้ท่านนึกถึงคำพูดของคนคนหนึ่งขึ้น

“ถ้ามีเรื่องอะไรติดต่อผมได้ตลอด”

นายทหารหนุ่มพูดกับเขาด้วยสีหน้าจริงจัง วันนั้นเขายังหัวเราะกับพูดนั้นอยู่เลยว่าเขาจะไปมีเรื่องอะไรไปขอร้องทหารได้ แต่ดูเหมือนว่าวันนี้คำพูดนั้นจะเป็นความหวังสุดท้ายที่ตนมี

คิดได้แบบนั้นก็รีบหยิบสมุดพกเล่มเล็กที่มักจะติดตัวไปไหนาไหนด้วยตลอด ในนี้มีเบอร์โทรสำคัญๆ ที่เขาจดเอาไว้กันลืม เปิดอยู่สักพักหาเจอ รอไม่นานก็มีคนรับสาย

“กองบัญชาการ 72” ปลายสายตอบกลับมา

“สะ สวัสดีครับ คือจางซูเนี่ยน ผู้นำหมู่บ้านบนเขาเฮยหลงเจียง ขอสายผู้หมวดโจวเฉวียนครับ”

“รอสักครู่” น้ำเสียงเข้มงวดและดุดันแฝงไปด้วยพลังตอบกลับมา ทำเอาผู้นำจางในหนีดีฝ่อ นึกอยากจะวางสายเสียให้รู้แล้วรู้รอด

เพราะทุกวินาทีล้วนแต่มีค่าใช้จ่าย เขาเลยเลือกที่จะวางสายไปก่อนแล้วค่อยโ? รกลับไปใหม่ ทำแบบนี้จะทำให้ประหยัดเงินไปได้มาก แต่เพราะวางสายแล้วก็ต้องออกมายืนต่อแถวรอข้างนอก เนื่องจากว่ามีอีกหลายคนที่ต่อแถวรอใช้บริการ

 

ทางด้านผู้หมวดหนุ่มที่กำลังเตรียมตัวจะออกจากการเข้าเวร เห็นลูกน้องวิ่งกระหืดกระหอบมาตามบอกว่ามีสายจากเฮยหลงเจียง ได้ยินแบบนั้นเขาก็รีบก้าวเท้ายาวๆ ตรงไปยังกองบัญชาการในทันที

ทันทีที่ลูกน้องเห็นผู้บัญชาการเดินเข้ามาก็ทำความเคารพ แล้วก็รายงาน “วางสายไปแล้วครับ”

นายทหารหนุ่มขมวดคิ้วเข้ม เตรียมจะหันหลังเดินจากไป แต่ไม่รู้อะไรดลใจทำให้เขากดดูข้อมูลแล้วก็โทรกลับไป รออยู่นานถึงมีคนรับสาย

“ฮัลโหล” น้ำเสียงนี้เขาจำได้แม่น

“ผู้นำจางเหรอครับ” ชายหนุ่มกรอกเสียงไปตามสาย

“ผู้หมวดโจว ใช่คุณจริงๆ ด้วย” แค่ฟังเสียงก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายดีใจแค่ไหนที่เขาโทรกลับมา

“อืม”

หลังจากนั้นปลายสายก็เล่าถึงความจำเป็นในครั้งนี้ที่โทรเข้ามา ชายหนุ่มหัวใจเต้นแรงเมื่อได้ยินชื่อนี้อีกครั้ง เดิมทีเขาไม่ควรคิดอะไร เพราะเห็นว่าเจ้าตัวดูท่าแล้วจะไม่ได้สนใจอะไรในตัวเขา อีกทั้งยังอยู่ไกลกันเลยคิดว่าควรตัดใจตั้งแต่เนิ่นๆ เสียดีกว่า

แต่ไม่นึกเลยว่าวันนี้พอได้ยินชื่อซูเสี่ยวถางอีกครั้ง สมองกลับผุดภาพหญิงสาวหน้าตาสะสวยยากที่จะลืมเลือนขึ้นมาอีกครั้ง

“เธอ เป็นยังไงบ้างครับ”

“ตอนนี้ยังไม่รู้เลยครับ แต่ได้ยินว่าถูกขังในห้องมืืด อีกอย่างตอนนี้เจ้าหน้าที่คอมมูนก็กลับบ้านกันหมดแล้ว กว่าจะกลับมาทำงานก็อีกสามสัปดาห์ ไม่รู้ว่าถางถางจะทนอยู่ที่นั่นไหวหรือเปล่า”

“ความผิดร้ายแรงขนาดนั้นเลยเหรอถึงได้ขังในห้องมืด ไม่ใช่เป็นแค่คดีลักขโมยเท่านั้นหรอกเหรอ แต่ถึงอย่างนั้นก็ควรให้เจ้าตัวชี้แจงก่อนสิถึงค่อยตัดสิน” เขาแย้ง ตอนนี้คิ้วของเขาแทบจะขมวดเป็นปมเข้าหากันได้

“ก็นั่นนะสิครับ ก่อนหน้าถางถางให้เบอร์ของทางบ้านมา ผมโทรไปแล้วแต่พวกเขาบอกว่าไม่รู้จัก บอกแค่ว่าแม่ของเธอตายไปแล้วไม่ให้โทรไปหาอีก ได้ยินแบบนี้แล้วก็อดสงสารไม่ได้ ถูกส่งมาไกลขนาดนี้ทางบ้านยังตัดขาดไม่สนใจว่าจะเป็นตายร้ายดียังไงอีก”

“ผู้นำจางลองเจรจาต่อรองกับเจ้าหน้าที่เวรยามที่นั่นดู อย่างน้อยๆ ก็ต้องมั่นใจว่าเธออยู่ในนั้นแล้วจะไม่เป็นอะไร ที่เหลือผมจัดการเอง” นายทหารหนุ่มสั่งเสียงเครียด

“ได้ๆ ผมจะลองเข้าไปถามดู ผู้หมวดชีวิตของผู้หญิงคนนี้คงต้องฝากคุณแล้วล่ะ” ผู้นำจางพูดทิ้งท้าย

“เข้าใจแล้ว” เขาวางสายไป ก่อนจะสั่งลูกน้องเสียงเข้ม

“เขียนรายงานเจ้าหน้าที่เฮยหลงเจียปฏิบัติเกินขอบเขต จำเป็นต้องลงไปตรวจสอบด่วน”

“ครับ” ลูกน้องตะเบะท่ารับคำสั่ง พร้อมทั้งขนลุกเกรียว คิดไปเผื่อคนที่กล้ากระตุกหนวดเสือ ไม่บ่อยนักที่ผู้หมวดหนุ่มไฟแรงโกรธจริงจังขนาดนี้

ที่ต้องพูดแบบนั้นเพราะโจวเฉวียนคนนี้อายุเพียงแค่ 22 ปี แต่เขากลับเป็นถึงร้อยเอก และคาดว่าไม่เกินสองปีเขาน่าจะได้เลื่อนขั้นเป็นผู้พัน

 

เวลานี้ในบ้านพักไม่มีใครไม่พูดถึงซูเสี่ยวถาง เวลาเพียงแค่คืนเดียวลู่เจินเจินกลับดูซูบผอมลงอย่างเห็นได้ชัด

“ตกลงว่าใครถูกขังกันแน่ หล่อนหรือว่าซูเสี่ยวถาง” หลี่ชิ่วชิงที่ไม่รู้เดินมาจากทางไหนพูดขึ้น

“ถ้าจะมาซ้ำเติมบอกเลยว่าให้ไปไกลๆ ก่อนที่ฉันจะทนไม่ไหว ดีเหมือนกันจะได้ถูกจับไปขังกับเจี๋ย เอาเลยไหม” หญิงสาวดึงแขนเสื้อขึ้น ตั้งท่าจะหาเรื่องชิงชิงที่เพิ่งเดินมาหา

“ไร้สาระ ฉันไม่อยากถูกหักแต้มค่าแรงเพราะเรื่องตบตีกันหรอกนะ เสียศักดิ์ศรี” ชิงชิงเบ้ปาก ก่อนจะนั่งลงข้างๆ

“งั้นก็ไปไกลๆ สิ” เจินเจินพูดเสียงสั่น

“ฉันก็ไม่อยากอยู่นานหรอก แต่ฉันแค่จะมาบอกว่าฉันไม่เชื่อว่าซูเสี่ยวถางจะเป็นขโมย คนหยิ่งในศักดิ์ศรีอย่างยัยนั่นไม่มีทางทำเรื่องโง่แบบนั้นได้หรอก แต่ฉันได้ยินมาว่า ตงซินกับหลินเจิ้งกำลังจะแต่งงานกัน”

เจินเจินฟังแล้วก็ขมวดคิ้ว “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้”

“เกี่ยวสิ เพราะคนที่สอบปากคำถางถางก็คือเจ้าหน้าที่ตง ใครในนี้ดูไม่ออกบ้างว่าหลินเจิ้งหมายตาถางถาง”

เจินเจินตาโต “หล่อนกำลังจะบอกว่า ตงซินจงใจใส่ร้ายถางเจี๋ยเหรอ”

“ฉันไม่รู้ ฉันแค่เดา แต่ตราบใดที่ยังจับขโมยตัวจริงไม่ได้ ซูเสี่ยวถางก็ยังเป็นแพะต่อไป แค่ไม่คิดว่าหัวหน้าคอมมูนจะสั่งลงโทษหนักขนาดนี้ ที่อยากพูดก็มีแค่นี้แหละ ลองใช้สมองอันน้อยนิดของเธอคิดดูว่าจะช่วยต้าเจี๋ยของเธอยังไง” พูดจบก็เดินหนีไป ทิ้งให้ลู่เจินเจินดึงทึ้งหัวตัวเองอย่างใช้ความคิด แต่ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่าเหอซิ่วหายไป