LNCrawler

นักโทษซู

ย้อนเวลามาเป็นแม่ค้าตลาดมืด ยุค 70 — novel.dek d.com · All chapters

นักโทษซู

 

หากจะกล่าวถึงเหอซิ่ว หลังจากที่พิสูจน์ตัวเองว่าไม่มีความผิดและซูเสี่ยวถางถูกจับก็คิดจะมาขอความช่วยเหลือจากหลินเจิ้ง ถึงอย่างไรเขาก็เป็นเจ้าหน้าที่คอมมูน บางทีอาจจะช่วยพูดให้ลดโทษให้เสี่ยวถาง อย่างน้อยก็อนุญาตให้เอาของใช้เข้าไปส่งก็ยังดี

ทว่าคำตอบที่ได้ยินจากบ้านหลินก็คือ หลินเจิ้งไปส่งของที่ตัวมณฑล ยังไม่มีกำหนดการกลับที่แน่นอน ช่วงสิ้นปีเขาจะยุ่งเป็นพิเศษ เพราะต้องวิ่งส่งของหลายที่

“ว่าแต่มีเรื่องอะไรเหรอ” แม่หลินถาม ที่ต้องถามแบบนี้เพราะอีกฝ่ายมาหาลูกชายสองครั้งแล้วรวมเมื่อวาน

“เอ่อคือว่า ฉะ ฉัน” หญิงสาวอ้ำๆ อึ้งๆ ไม่รู้ว่าควรบอกเรื่องนี้กับคนอื่นดีหรือเปล่า กลัวว่าเพื่อนสาวจะเสื่อมเสียชื่อเสียง “ฉะ ฉันว่าจะขอติดรถเขาเข้าไปในเมืองน่ะค่ะ”

“ไอหยา…นึกว่าเรื่องอะไร ถ้าอยากเข้าเมืองจริงๆ ลองไปถามที่ศาลากลางหมู่บ้านสิ ช่วงนี้คนน่าจะเข้าเมืองกันเยอะ เผื่อว่าผู้นำหมู่บ้านจะเอารถไถออกไปส่ง” แม่หลินพูดยิ้มๆ

“ค่ะ งั้นฉันไปก่อนนะคะ”

“ไปเถอะ”

สุดท้ายแล้วเหอซิ่วก็ไม่ได้บอกเรื่องสำคัญนี้กับแม่หลิน น่าแปลกที่เรื่องของเสี่ยวถางออกจะดัง แต่ทำไมพวกท่านถึงทำเหมือนไม่รู้เรื่องอะไรเลย หรือว่าจริงๆ รู้แต่แค่ไม่อยากเข้าไปยุ่ง

เธอไม่ได้ตาบอด ดูก็รู้ว่าแม่หลินมีใจอยากได้เสี่ยวถางเป็นลูกสะใภ้ เพียงแต่ว่าอีกฝ่ายแสดงออกชัดเจนว่าไม่ได้คิดอะไรกับลูกชายท่าน หรือแท้จริงแล้วบ้านหลินกำลังมีเป้าหมายใหม่

 

ขณะที่เหอซิ่วกำลังสงสัยอยู่นั้น บ้านหลิวเองก็กำลังจะมีงานมงคลจริงๆ คล้อยหลังเธอกลับไปไม่เท่าไหร่ พวกท่านกับแม่สื่อก็ยกขบวนไปที่บ้านตง ทั้งนี้ก็เพื่อพูดทาบทามสู่ขอตงซินให้กับหลินเจิ้ง แม้ว่าเจ้าตัวจะไม่อยู่ แต่แม่หลินตัดสินใจแล้วว่าปีใหม่นี้ลูกชายจะต้องแต่งงานได้เสียที

“ปีใหม่นี้หลินเจิ้งก็อายุ 24 ปีแล้ว อายุไม่น้อยสมควรที่จะต้องแต่งงานเสียที” แม่หลินถอนหายใจ กลุ้มใจที่ลูกชายไม่ยอมลงหลักปักฐานกับใครสักคน

“อืม อายุก็ไม่น้อยจริงๆ ซินเอ๋อร์ของเราปีนี้เพิ่งจะ 20 ปี หน้าที่การงานมั่นคง ติดที่เลือกเยอะไปสักหน่อย” แม่ตงพูดถึงลูกสาว ชัดเจนว่ากำลังจะบอกว่าลูกสาวของตัวเองนั้นหน้าที่การงานมั่นคง บ้านไหนแต่งเข้าไปก็ถือว่ามีชามข้าวเหล็กอยู่ในมือ

ส่วนแม่หลินได้แต่นึกในใจว่า “อายุ 20 ปีแล้วแต่ยังไม่แต่งงาน ปีหน้าก็เรียกสาวทึนทึก ยังจะเล่นตัวอะไรได้อีก” แน่นอนว่าเป็นเพียงความคิดที่อยู่ในก้นบึ้งของหัวใจเท่านั้น ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาแม้เพียงครึ่งคำ

หลังจากนั้นก็เป้นหน้าที่ของแม่สื่อที่ต้องเจรจาเรื่องสินสอด ซึ่งเป็นการเจรจาสู่ขอที่แปลกไปสักหน่อย เพราะไม่มีว่าที่เจ้าบ่าวมาร่วมสู่ขอด้วย เพียงแต่แม่หลินยกเอาเรื่องที่เขาทำงานมาเป็นข้ออ้าง

การเจรจาผ่านไปด้วยดี บ้านตงตกลงรับหมั้นหลินเจิ้ง โดยวางเงิน 300 หยวนเป็นของหมั้น สมัยนี้ถือว่าเป็นเงินที่ค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว

“แม่ทำแบบนี้น้องรองจะไม่ว่าเอาเหรอคะ” ขระที่บ้านหลินกำลงัเดินทางกลับ สะใภ้ใหญ่หลินก็ถามขึ้น

“ว่าก็ให้มันมาว่าฉัน แก่ขนาดนี้แล้วยังจะครองตัวเป็นโสด แล้วเมื่อไหร่ฉันถึงจะได้อุ้มหลาน”

“ซูเสี่ยวถางละคะ ไม่ใช่ว่าแม่อยากได้หล่อนมาเป็นสะใภ้เหรอ” สะใภ้คนเล็กของบ้านถามขึ้น

แม่หลินฟังแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ “เพราะเรื่องนี้แหละฉันถึงต้องเร่งหมั้นหมายให้เจ้ารอง คิดว่าฉันดูไม่ออกเหรอที่เหอซิ่วมาหาเจ้ารองถึงสองครั้งเป็นเพราะอะไร ไม่ใช่ว่าหล่อนอยากจะให้เขาไปช่วยซูเสี่ยวถางหรอกเหรอ เด็กนั่นหน้าตาสะสวยก็จริง เพียงแต่ชื่อเสียงมีมลทินแล้วจะแต่งเข้าบ้านหลินได้ยังไง อะไรเสียก็เสียไปเถอะ ได้ขึ้นชื่อ่าขโมยจะให้ใครไว้ใจอีกก็คงยาก”

“ฉันนึกว่าแม่ไม่รู้เรื่องนี้เสียอีก”

“ฉันไม่ได้ตาบอดนะ เห็นผู้นำจางวิ่งเต้นเข้าช่วยเหลือคิดว่าน่าจะมีหวัง แต่ตงซินบอกว่าหัวหน้าคอมมูนตัดสินแล้วว่าหล่อนมีความผิด ไม่รู้ว่าจะถูกเนรเทศไปทางใต้หรือเปล่า โชคดีแค่ไหนแล้วที่ยังไม่แต่เข้ามาบ้านของพวกเรา” แม่หลินอธิบาย

“อืม นับว่าพระโพธิสัตว์ยังเมตตาตระกูลหลินของพวกเราอยู่บ้าง ไม่อย่างนั้นคงได้ชื่อว่าเป็นหัวขโมยกันทั้งบ้าน” สะใภ้ใหญ่หลินพยักหน้าเห็นด้วย

 

ทางด้านโจวเฉวียนก็ออกเดินทางทันทีที่ทราบข่าว เขาไม่หลับไม่นอน ทั้งเดินทางด้วยรถโดยสารประจำทางแล้วก็รถไฟ คนอื่นใช้เวลาครึ่งเดือนกว่าจะมาถึงเฮยหลงเจียง ทว่าเขากลับใช้เวลาเพียงสามวันก็ถึงเฮยหลงเจียงแล้ว เพียงแต่จะต้องนั่งรถเข้าไปอีกเป็นวันกว่าจะไปถึงหมู่บ้านบนเขา

แม้ว่าจะร้อนใจดั่งไฟเผา แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เนื่องจากว่าเขามาถึงมณฑลก็มืดแล้ว ไม่มีรถรับจ้างที่ไหนกล้าเดินทางบนเขาตอนกลางคืน จึงจำเป็นต้องค้างที่นี่สักคืนพรุ่งนี้เช้าค่อยเดินทางต่อ

ส่วนคนที่อยู่ในห้องมืดข้างในที่ไม่รู้วันเวลา โชคดีที่มีระบบคุยเป็นเพื่อน และยังดีที่มิติมีน้ำขวดพอให้เธอดื่มกินแล้วก็ชำระร่างกาย เรียกได้ว่าแม้จะถูกขังแต่เธอก็สะอาดกว่าคนข้างนอกบางคนเสียอีก

ครั้งแรกที่เสี่ยวถางได้ยินเสียงคนเดินเข้ามา ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นตงซิน ในมือของเธอถือชามข้าวเข้ามาด้วย ท่าทางของหล่อนดูรีบร้อนผิดปกติ

มาถึงก็ไขกุญแจด้วยมือที่สั่นเทา แล้วรีบโยนชามข้าวเข้ามาข้างในจนมันหก ยังไม่ทันที่หล่อนจะได้พูดอะไร ผู้นำจางก็รีบร้อนเดินเข้ามาดู ในมือของท่านยังมีปิ่นโตถือติดมาด้วย เสี่ยวถางเห็นแบบนั้นก็รู้สึกแสบตาแสบจมูก จำได้ดีว่าปิ่นโตใบนี้เป็นของใคร

“ถางถาง” ท่านเรียกชื่อเธอเสียงเบา น้ำเสียงดูเวทนาเหลือล้น

“ลุงจาง” หญิงสาวเรียกชื่อท่านเสียงสั่น แม้ว่าจะพยายามเต็มที่แล้วก็ตาม

“เห็นหรือยังล่ะ ฉันบอกแล้วว่านักโทษซูไม่เป็นอะไร อีกทั้งฉันก็ยังเอาข้าวมาให้ตลอด ผู้นำจางยังสงสัยอะไรอีกหรือเปล่า”

“ไม่แล้วๆ ขอบคุณเจ้าหน้าที่ตงมากที่ช่วยเป็นธุระให้” ลุงจางรีบก้มหน้าขอบคุณเป็นการใหญ่ แม้ว่าในใจจะรู้สึกโกรธเมื่อได้ยินอีกฝ่ายเรียกเสีย่วถางว่านักโทษ

“เหอะ ติดที่หลานสาวกำมะลอของผู้นำจางออกจะพยศเกินไปสักหน่อย ดูสิทั้งที่ฉันเพิ่งเอาข้าวมาให้แท้ๆ แต่กลับโยนทิ้งเสียได้”

“ลำบากเจ้าหน้าที่ตงแล้ว” ผู้นำจางยังคงนอบน้อมต่อไป

“ในเมื่อเห็นแล้วก็ออกไปกันเถอะ เกิดมีคนเอาไปฟ้องหัวหน้าว่าฉันให้คนนอกเข้ามาข้างในนี้จะยุ่ง ลุงจางเห็นแก่ที่เราเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกัน ลุงคงไม่อยากให้ฉันเดือดร้อนหรอกนะ ถ้าเทียบกันแล้วฉันน่าจะเป็นคนที่ควรปกป้องมากกว่าคนนอก” เธอปรายตาไปที่เสี่ยวถางที่กำลังจ้องหน้าราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ แต่แล้วอย่างไรล่ะ ไม่ใช่ว่าหล่อนอยู่ในสถานที่อดสูนี้ได้ก็เพราะเธอหรอกหรือ

“ได้ๆ แต่ขอเอาข้าวไปให้ถางถางหน่อยได้หรือเปล่า พอดีว่าข้าวที่บ้านเหลือจะทิ้งก็เสียดาย เห็นแก่ที่เคยรู้จักกันเลยแสดงความมีน้ำใจนิดหน่อย”

“ลุงจางพูดเกินไปแล้ว ฉันจะใจดำขนาดนั้นได้ยังไง แต่ถ้าหากหัวหน้ารู้เรื่องนี้นักโทษซูอาจะโดนหนักกว่าเดิม” เธอเอาซูเสี่ยวถางมาขู่ ในเมื่อตอนนี้อำนาจอยู่ในมือของเธอ จะรายงานให้หัวหน้าฟังยังไงก็ได้

“ไม่รู้ หัวหน้าคอมมูนไม่มีทางรู้แน่นอน ท่านจะรู้ได้ยังไงในเมื่อฉันไม่เคยมาที่นี่ เจ้าหน้าที่ตงล้อเล่นแล้ว” ลุงจางเข้าใจคำพูดของอีกฝ่ายดี

“ได้ งั้นก็เทใส่ชามข้าวที่หกนั่นแล้วกัน”

“ได้ๆ”

ผู้นำจางเช็ดน้ำตาหางตาลวกๆ สงสารอีกฝ่ายจับใจ ท่านปะติดปะต่อเรื่องราวได้แล้ว นางหนูซูคนนี้คงจะไปขวางทางแต่งงานของตงซินเข้าถึงได้ถูกเล่นงาน ได้แต่หวังว่าอีกฝ่ายจะอดทนได้จนถึงวันที่ผู้หมวดโจวเฉวียนเข้ามาช่วย เขาน่าจะเป็นความหวังเดียวแล้วในตอนนี้