เปิดโปง
เปิดโปง
ช่วงเย็นซูถิงก็เลิกเรียนกลับมา เธอรีบเข้ามาดูอาการของพี่สาว ทั้งนี้ก็เพื่อนแสดงละครให้ผู้เป็นพ่อดูว่าเธอนั้นรักและเป็นห่วงพี่สาวคนนี้มาแค่ไหน
“ต้าเจี๋ย เป็นยังไงบ้างคะ วันนี้ฉันว่าจะหยุดเรียนเพื่ออยู่ดูแล แต่เพราะมีสอบวิชาสำคัญก็เลยต้องไป” หญิงสาวก้มหน้ารู้สึกผิด ซึ่งตรงกับจังหวะที่พ่อซูกำลังจะต่อว่าลูกสาวคนเล็กว่าทำไมถึงปล่อยให้พี่สาวนอนซมไข้ขึ้นโดยไม่ดูแล
“เอาล่ะๆ ในเมื่อมีสอบก็แล้วไปเถอะ ตอนนี้เจี๋ยดีขึ้นมาแล้วล่ะ” พ่อซูกลืนคำพูดลงท้องไป รู้สึกผิดที่คิดแบบนั้นกับลูกสาว
“ค่ะ ถ้างั้นฉันขอตัวก่อนนะคะ พอดีขอให้จวิ้นเกอติววิชาต่างประเทศให้”
เสี่ยวถางได้ยินก็เงยหน้าขึ้นมองน้องสาวในทันที ที่ผ่านมาน้องสาวมักจะให้กงจวิ้นติวหนังสือให้บ่อยๆ เธอมองข้ามเรื่องพวกนี้ไปเพราะคิดว่าเขาช่วยเพราะเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นน้องสาวของเธอ หรือแท้จริงแล้วเธอจะคิดผิดมาตลอด
หญิงสาวรอจนกระทั่งน้องสาวออกจากบ้าน จากนั้นก็บอกผู้เป็นพ่อว่าอยากนอนพัก พ่อซูเห็นแบบนั้นก็ไม่ได้ขัดอะไร ตัวท่านเองก็เพิ่งกลับจากทำงานนอกเมืองมาเหนื่อยๆ เลยเข้าไปพักในห้อง
เธอรอจนกระทั่งมั่นใจว่าผู้เป็นพ่อน่าจะหลับไปแล้ว จากนั้นก็พาร่างอันบอบบางที่เพิ่งหายจากพิษไข้ไปยังบ้านกง เพื่อไปดูให้แน่ใจว่าที่สงสัยมาตลอดนั้นเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า
เดินเพียงไม่กี่ก้าวก็ถึงบ้านกงแล้ว นั่นเป็นเพราะบ้านที่เธออยู่เป็นบ้านที่ทางการจัดสรรให้สำหรับพนักงาน และบ้านซูกับบ้านกงก็อยู่ติดกัน
เวลานี้ในบ้านไม่มีคนอยู่ ป้ากงแม่ของกงจวิ้นน่าจะไปจ่ายตลาด หรือไม่ก็อาจจะทำกับข้าวอยู่ในครัว หญิงสาวถือวิสาสะเดินเข้าไปในบ้าน เธอมองสำรวจรอบๆ บ้าน ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม แม้กระทั่งรูปของเธอกับกงจวิ้นที่ถ่ายคู่กันตอนเด็กๆ ก็ยังใส่กรอบแขวนเอาไว้ที่ผนัง
“จวิ้นเกอ อย่านะคะเดี๋ยวมีคนมาเห็น”
“ไม่มีใครเห็นหรอกน่า แม่ไม่อยู่ไปบ้านป้าตวน มาให้กอดหน่อยสิคิดถึงจะแย่แล้ว”
“ทำแบบนี้จะดีเหรอคะ ถ้าเกิดเจี๋ยมาเห็นเข้าจะทำยังไง”
ชายหนุ่มปล่อยกอด พร้อมทั้งถอนหายใจ “เจี๋ยของเธอมีความรู้สึกด้วยอย่างนั้นเหรอ ฉันไม่เห็นว่าหล่อนจะสนใจคนนอกจากตำราเรียน ไม่อย่างนั้นจะปล่อยให้น้องสาวอย่างเธอเข้าใกล้คู่หมายของตัวเองได้ยังไง”
“จวิ้นเก้อเกอ พูดแบบนี้หมายความว่ายังไงคะ เหมือนกำลังน้อยใจต้าเจี๋ยอยู่เลยนะ” หญิงสาวถามอย่างจับผิด
“จะเป็นแบบนั้นได้ยังไง ฉันก็แค่เปรียบเปรย เธอก็รู้ว่าฉันรู้สึกยังไงกับเธอ ส่วนถางถางเป็นเพราะผู้ใหญ่จัดการ วางใจเถอะ รอให้หล่อนไปที่ชนบทพวกเราก็จะหมั้นกันทันที”
“จริงนะคะ ห้ามหลอกฉันนะ” หญิงสาวถามด้วยความดีใจ
“จริงสิ คราวนี้จะให้เกอชิมรสหวานที่ปากได้หรือยัง ขอชมหน่อยสิว่าไม่ได้เจอกันตั้งหลายวัน ปากเล็กๆ นี้จะยังหวานอยู่หรือเปล่า”
จากนั้นภาพชายหนุ่มหญิงสาวที่กำลังนัวเนียกันอยู่ก็ถูกซูเสี่ยวถางเห็นเต็มสองตา หญิงสาวไม่รอช้ารีบไปปลุกผู้เป็นพ่อให้มาดูภาพบัดสีนี้ทันที
ชาติที่แล้วพวกเขาหมั้นหมายกันอย่างเอิกเกริก โดยไม่สนใจเลยว่าเธอจะรู้สึกยังไง ชาตินี้เธอไม่เอาผู้ชายเฮงซวยคนนี้ก็ได้ นอกจากหน้าตาแล้วเขาก็ไม่มีอะไรดีสักอย่าง
ทางด้านพ่อซูที่กำลังหลับสนิท ถูกลูกสาวปลุกขึ้นมากะทันหันก็ตกใจแกมโมโห แต่พอเห็นสีหน้าซีดเผือดของลูกสาวก็สูดหายใจเข้าปอดลึกๆ แทน
“ถางถางปลุกพ่อตอนนี้มีเรื่องอะไรหรือเปล่า”
“พ่อไปดูกับฉันก่อนเถอะค่ะ เรื่องอื่นค่อยว่ากัน” หญิงสาวเร่ง เพราะกลัวว่าสองคนนั้นจะไหวตัวทันเสียก่อน
แต่เธอคงจะไร้เดียงสาเกินไป ในเมื่อเหยื่อไปให้เสือขย้ำถึงที่ มีหรือที่มันจะปล่อยไปง่ายๆ พ่อซูผู้ที่ไม่รู้เรื่องอะไร แต่ยังคงเดินตามลูกสาวไปแบบงงๆ
พอไปถึงก็เห็นป้ากงกำลังจะเดินเข้าบ้าน เสี่ยวถางทำมือไม่ให้ท่านเสียงดัง จากนั้นก็ค่อยๆ เปิดประตูเดินย่องเข้าไปในบ้าน ได้ยินเสียงครางน่าเกลียดเล็ดลอดออกมาจากห้อง สีหน้าของพ่อซูดำคล้ำ เพราะท่านจำได้ก่อนหน้านี้ลูกสาวคนเล็กบอกว่าจะมาให้กงจวิ้นติวหนังสือ
“อะ อาจวิ้น” ป้ากงถึงกับเรียกชื่อลูกชายไม่ออก คนที่ผ่านน้ำร้อนมาก่อนทำไมจะไม่รู้ว่าคือเสียงอะไร
พ่อซูทนฟังไม่ไหว จะเข้าไปก็กลัวว่าจะบัดสี เลยได้แต่เคาะประตูเรียก แต่เสี่ยวถางไม่ยอมให้เป็นแบบนั้น เธอใช้เท้าถีบประตูทันที ทำให้เห็นภาพที่กงจวิ้นกำลังขึ้นคร่อมน้องสาวของเธออยู่
“ว้าย” ซูถิงตกใจร้องเสียงหลง รีบยกผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปง กงจวิ้นเองก็มุดเข้าไปในผ้าห่ม สภาพของทั้งสองเปลือยเปล่า
“ใส่เสื้อผ้าแล้วออกมาคุยกันข้างนอก” พ่อซูสั่งเสียงเข้ม
“ถางถาง” กงจวิ้นร้องเรียกชื่อคนรักเสียงเบา
“หึ ติวหนังสือกันถึงใจเลยสิท่า ว่าแต่ติววิชาอะไรล่ะถึงได้ลงเอยด้วยท่านั้น” พูดจบหญิงสาวก็เดินออกจากห้องไป บอกตัวเองว่าห้ามร้องไห้ให้ผู้ชายเฮงซวยแบบนั้นเด็ดขาด
ป้ากงเข้าไปทุบตีลูกชาย มองหน้าซูถิงราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ท่านรักและเอ็นดูเสี่ยวถางด้วยใจจริง เพราะเธอคือลูกสาวของเพื่อนรัก อีกทั้งยังเป็นเด็กน่าสงสารมาตั้งแต่เด็ก
ไม่นานทั้งสองคนก็ออกจากห้องมาในสภาพเรียบร้อย ซูถิงตกใจร้องไห้ไม่หยุด ก้มหน้าคุกเข่าต่อหน้าผู้เป็นพ่อ ตัวสั่นงกๆ ไม่รู้จะพูดอะไร เพราะที่ผ่านมาเธอคือลูกสาวที่ว่านอนสอนง่ายมาโดยตลอดในสายตาผู้เป็นพ่อ
“อาจวิ้น ช่วยบอกน้ามาทีว่ามันเกิดอะไรขึ้น ไม่ใช่ว่านายกำลังตบหาดูใจกับลูกสาวคนโตของน้าอยู่เหรอ ทำไมถึงได้ทำเรื่องแบบนี้กับลูกสาวคนเล็กของน้าล่ะ” พ่อซูมองกงจวิ้นด้วยสายตาผิดหวัง
“น้าซู คือผม ผมก็ไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรลงไป ผม” ชายหนุ่มมองหน้าเสี่ยวถางที่ตอนนี้เธอไม่แม้แต่จะมองหน้าเขาเลยแม้แต่น้อย
“ฮึก พ่อคะ ฉะ ฉันผิดไปแล้ว” ซูถิงร้องไห้ฟูมฟาย
“ดี ดีจริงๆ ลูกสาวของฉัน ฉันอุตส่าห์ทำงานหาเงินส่งเสียให้เรียนสูงๆ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องลำบาก แต่ตอนนี้ลูกสาวไม่รักดีของฉันกำลังทำงามหน้า หักหลังได้แม้กระทั่งพี่สาวของตัวเอง” พ่อซูใช้เท้าถีบลูกสาวคนเล็ก
“นั่นคุณกำลังทำอะไรน่ะ หยุดเดี๋ยวนี้นะ” เสียงของแม่เลี้ยงซูดังมาแต่ไกล แล้วก็รีบเข้ามาบังร่างของลูกสาวเอาไว้
“คุณมาก็ดีแล้ว มาดูว่าลูกสาวตัวดีทำเรื่องฉาวโฉ่อะไรเอาไว้” พ่อซูพูดด้วยความโมโห
แม่เลี้ยงซูเห็นสภาพลูกสาวกับกงจวิ้นที่นั่งคุกเข่าก้มหน้าก็พอจะเดาออก เธอแสยะยิ้มก่อนจะพูดขึ้นว่า
“ในเมื่อเด็กมันรักกัน ผู้ใหญ่อย่างเราก็ควรจะสนับสนุนไม่ใช่เหรอ”
“โจวหลิว นี่คือคำพูดที่ออกจากปากของคนเป็นแม่เหรอ” พ่อซูชี้หน้าด้วยความโกรธ
“ใช่ แล้วคุณจะให้ฉันทำยังไง ในเมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วก็เปลี่ยนจากถางถางเป็นถิงเอ๋อร์ก็แล้วกัน”
“สวรรค์ นี่ฉันทำเวรทำกรรมอะไรเอาไว้ โถ่ถางเอ๋อร์ของป้า” ป้ากงคว้าเสี่ยวถางเข้ามากอด พร้อมทั้งปล่อยโห ทั้งรู้สึกเสียใจแล้วก็ผิดหวังในตัวของลูกชาย
“คุณกงคะ พูดให้ดีๆ นะคะ ลูกสาวของฉันไม่ดีตรงไหน ปีนี้ถิงเอ๋อร์ก็เรียนจบมัธยมปลาย แล้วก็จะสอบเข้ามหาวิทยาลัย ส่วนถางถางต้องถูกส่งตัวไปที่เฮยหลงเจียง ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ถึงจะกลับมา คิดดูให้ดีแล้วกันว่าใครกันแน่ที่เหมาะสมกับลูกชายของคุณ” แม่เลี้ยงซูกอดอกทำหน้าเอือมระอา
ซูเสี่ยวถางนั่งเงียบไม่พูดอะไร เธอต้องเสียใจอยู่แล้วแต่เจ็บใจมากกว่า เพราะที่แม่เลี้ยงพูดมานั้นก็ถูก แม้แต่ตัวเธอเองก็ยังไม่รู้ว่าจะถูกปล่อยตัวกลับมาวันไหน มีแต่ส่งไปไม่มีใครได้กลับบ้านเลยสักคนเดียว
“แต่นั่นก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่ฉันจะต้องเสียคู่หมั้นไปไม่ใช่เหรอคะ” เสี่ยวถางพูดขึ้นบ้าง
“แล้วหล่อนจะเอายังไง จะแต่งพร้อมกันสามคนผัวเมียเลยไหมล่ะ” แม่เลี้ยงพูดท้า เพราะรู้ว่ายังไงก็เป็นไปไม่ได้
“ฉันคงไม่ลดตัวขนาดนั้นหรอกค่ะ แต่อย่างน้อยก็ต้องมีคนรับผิดชอบไม่ใช่เหรอคะ” หญิงสาวลุกขึ้นยืน พร้อมทั้งจ้องหน้าแม่เลี้ยงอย่างไม่มีใครยอมใคร