แพศยา
แพศยา
ทางด้านบ้านหลิวตอนนี้แทนที่จะได้ฉลองสิ้นปีพร้อมหน้าพร้อมตา กลับตกอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียดเมื่อเจ้าบ่าวยังไม่กลับมาสักที
“ผมออกไปดูที่สำนักงานคอมมูนดีกว่า เผื่อว่าเจ้ารองกลับมาแล้ว” พี่ใหญ่หลินพูดขึ้น
“ถ้างั้นก็รีบไปเถอะ” แม่หลินพยักหน้าเห็นด้วย
ส่วนคนอื่นๆ ตอนนี้ได้แต่นั่งมองอาหารจานเนื้อที่อุ่นแล้วอุ่นอีกจนไขขึ้น แต่ก็ยังไม่มีใครได้กินขาหมูชิ้นใหญ่นั่นเสียที นั่นก็เป็นเพราะรอคนสำคัญอยู่
“แม่คะ หนูหิว” เด็กหญิงดึงแขนผู้เป็นแม่
“รออีกนิดนะ อารองของลูกใกล้จะมาถึงแล้ว” พี่สะใภ้ใหญ่หลินปลอบใจลูกสาว
“ดึกมากแล้วให้เด็กๆ กินกันก่อนเถอะจะได้เข้านอน” พ่อหลินฟังแล้วก็สงสารหลานสาว หลานชาย เลยบอกให้เด็กๆ กินข้าวกันไปก่อน
“เย้ คุณปู่ใจดีที่สุด” เด็กน้อยร้องเสียงดังด้วยความดีใจ หยิบเนื้อชิ้นโตเคี้ยวตุ้ยๆ พวกเขาชอบวันหยุดที่สุด
“แล้วย่าล่ะ ย่าไม่ใจดีเหรอ” แม่หลินถามหลานทั้งสอง
“ใจดีค่ะ” เด็กน้อยตอบเอาใจ กลัวว่าถ้าพูดไม่เข้าหูแล้วจะถูกสั่งห้ามไม่ให้กินต่อ
ทางด้านพี่ใหญ่เห็นว่าดึกมาแล้ว แต่ละบ้านต่างก็ฉลองวันสิ้นปีกันอย่างครึกครื้น มีเพียงบ้านของเขาเท่านั้นที่เงียบเหงา เลยเร่งฝีเท้าไปตามหาน้องชาย เชื่อว่ายังไงเขาก็ต้องมา ถึงไม่มาแต่งงานก็ต้องมาคัดค้าน ไม่มีทางหนีหน้าไปแบบนั้นแน่
เมื่อมองไกลๆ ก็เห็นรถบรรทุกประจำตำแหน่งของน้องชายจอดอยู่ เขายิ้มอย่างมีความหวัง รีบเร่งฝีเท้าเร้วขึ้นไปอีก ทว่าพอเข้าไปใกล้บริเวณบ้านพักกลับได้ยินเสียงแปลกๆ เล็ดลอดออกมา
พี่ใหย่หลินลอบกลืนน้ำลาย เวลานั้นไม่คิดว่าเป็นน้องชาย แต่คิดว่าอาจจมีคนแอบเข้ามาทำเรื่องไม่ดีในห้องพักของหลินเจิ้งมากกว่า เพราะส่วนมากแล้วเขาจะไปนอนที่บ้านมากกว่าค้างที่ห้องพักสวัสดิการ
คิดได้แบบนั้นก็รีบวิ่งกลับทางเดิม เพื่อไปตามคนอื่นๆ มาช่วยเป็นพยาน มั่นใจว่าคนข้างในไม่มีทางออกไปเร็วๆ นี้เป็นแน่
“พวกชั้นต่ำ เอาไม่เลือกที่ คอยดูเถอะว่าฉันจะจัดการกับพวกแกยังไง” พี่ใหญ่หลินบ่นพึมพำ ก่อนจะไปตามคนที่บ้านให้รีบมาที่ห้องพักสวัสดิการ
“ทำไมกลับมาเร็วนักละคะ แล้วน้องรองล่ะ” พี่สะใภ้ใหญ่หลินเห็นสามีเดินหน้าตึงเข้ามาในบ้านก็รีบถาม พร้อมทั้งมองไปทางด้านหลังเพื่อหาใครอีกคน
“เจอรถเจ้ารองแล้ว แต่ไม่รู้ว่าตอนนี้ไปไหน ทุกคนไปกับผมก่อนเถอะครับ มีเรื่องด่วนกว่านั้นให้ต้องจัดการ”
“เรื่องอะไรเหรอ” พ่อหลินถามขึ้น แม้จะสงสัยแต่ก็ยอมลุกขึ้นยืนเดินไปหาลูกชายตามที่เขาบอก
“ไปก่อนแล้วค่อยว่ากันเถอะครับ” พี่ใหญ่หลินพูดขึ้น เขาคิดว่าบางทีน้องชายอาจจะไปตามคนมาช่วยเป็นพยานก็เป็นได้ ฉะนั้นเขาควรเร่งฝีเท้าให้ทัน ก่อนที่คนข้างในจะรู้ตัว
ส่วนคนข้างในตอนนี้กำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม โดยเฉพาะหลินเจิ้งชายหนุ่มแท้ทั้งแท่งที่เพิ่งเคยผ่านการร่วมรักครั้งแรก ถึงจะเป็นอย่างนั้นเขาก็ทำมันออกมาได้ดีตามสัญชาตติญาณของมนุษย์
เสียงหวานร้องครวญครางยิ่งเพิ่มอารมณ์ดิบเถื่อนในตัวของเขาที่ถูกปลุกขึ้นมาจนฉุดไม่อยู่ เขาไม่สนใจด้วยซ้ำว่าคนใต้ร่างนั้นจะเป็นยังไง รู้แค่ว่าหล่อนเต็มใจ เพราะระหว่างที่ทำไม่มีการขัดขืนเลยแม้แต่น้อย
“ถางเอ๋อร์ อ่า ถะ ถางเอ๋อร์” เขาเรียกชื่อซูเสี่ยวถางซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะทุกครั้งที่เรียกชื่อนี้ความสุขมักจะเอ่อล้นจนท่วมใจของเขา
“อื้อ อ๊ะ อ๊ะ” เสียงหวานตอบรับเบาๆ นั่นยิ่งทำให้หัวใจของเขารู้สึกจักจี้ อยากจะขยี้เธอให้แลกคามือแต่ก็รู้ดีว่าทำไม่ได้
จึงทำได้เพียงเอื้อมมือหยาบมาบีบเคล้นสองเต้าเพื่อระบายอารมณ์ แม้ว่าจะเล็กไปสักหน่อยสำหรับเขา แต่เพราะความสาว ความซิง ทำให้มองข้ามเนื้ออันน้อยนิดไปได้ เพราะส่วนอื่นก็คับแน่นจนเอาแทบระเบิดออกมาแล้วหลายรอบ ติดที่อยากเสียวกับเธอนานๆ
“อ่าห์” ไม่นานน้ำขาวขุ่นก็ถูกปล่อยออกมาจนล้นทะลัก ตามด้วยร่างสูงใหญ่ฟุบลงมาทาทับร่างเล็กจนมิด
เขาจูบแรงๆ ที่ขมับที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ บรรยากาศข้างนอกหนาวเหน็บ ทว่าข้างในห้องกับร้อนระอุ อบอวลไปด้วยกลิ่นของน้ำคาวโลกีย์
เขาหลับตาพริ้มด้วยความสุขสม รู้สึกสบายตัวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แม้จะเคยช่วยตัวเองปลดปล่อยนับครั้งไม่ถ้วน แต่ก็ไม่มีความสุขเท่ากับทำกับคนที่แอบรัก
หลินเจิ้งดึงร่างบางเข้ามากอด ตัวของเธอสั่นนิดๆ ตั้งแต่ต้นจนจบเธอไม่พูดอะไรกับเขาเลยสักคำ มีเพียงเสียงครวญครางที่ทำให้เขารู้ว่าเธอยังมีสติอยู่
“ถางเอ๋อร์ ขอบคุณนะ ไม่ต้องห่วงผมจะจัดการเรื่องแต่งงานให้เรียบร้อย เจ้าสาวของผมต้องเป็นคุณคนเดียวเท่านั้น" เขาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นแล้วก็ก็ดึงเธอเข้าไปกอดแทนคำสัญญา
เหอซิ่วตอนนี้เจ็บปวดไปทั้งกายใจ ทั้งที่เตรียมใจมาบ้างแล้วว่าอาจจะไม่ถูกเขายอมรับ เพื่อความอยู่รอดเธอจำเป็นต้องทำ แต่ไม่คิดว่าเอาเข้าจริงกลับเจ็บปวดจนไม่อยากมีชีวิตอยู่
“ไหนมันอยู่ไหนพวกหน้าด้าน ขอดูหน้าให้ชัดๆ หน่อยเถอะ”
เสียงเอะอะข้างนอกทำเอาคนข้างในตกใจ เหอซิ่วรีบคว้าผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างกายเปลือยเปล่า ทว่าหลินเจิ้งกลับนอนอนนิ่ง
“ไม่ต้องกลัว มีคนมาเห็นก็ดีจะได้ไม่ต้องพูดอะไรมาก” ชายหนุ่มยิ้มมุมปาก ดึงร่างบางเข้ามาจูบ สอดลิ้นเข้าไปหาความหวาน กลิ่นสาวของเธอยั่วยวนจนเขาอดใจแทบไม่ไหว แบบนี้หรือเปล่านะที่เขาเรียกว่า กลิ่นใหม่
“พวกหน้าด้าน เจ้ารอง”
ทันทีที่ประตูถูกผลักให้เปิดออก ภาพตรงหน้าก็ทำเอาแม่หลินลมแทบจับ ท่านมั่นใจเต็มสิบส่วนว่าคนข้างในไม่ใช่ลูกชายของตนเอง จะต้องมีพวกมากรักแอบบุกเข้ามาพลอดรักกันที่ห้องของลูกชายท่านเป็นแน่
“ว้าย” เหอซิ่วร้องตกใจ ก่อนจะมุดเข้าหาอ้อมกอดของหลินเจิ้ง อยู่กับเขาเธอรู้สึกปลอดภัยมากที่สุดแล้ว
“หลินเจิ้ง” คนอื่นๆ ที่อยากจะมาเห็นความรื่นเริง ต่างเรียกชื่อชายหนุ่มด้วยน้ำเสียงแปลกใจ ที่บาดหูแล้วก็เสียใจที่สุดก็คงจะเป็นตงซิน
“เจิ้งเกอ” เธอได้ยินว่ามีคนมาทำไม่ดีที่ห้องพักของว่าที่สามี เลยตัง้ใจจะมากระชากหน้ากากด้วยตัวเอง แต่ใครจะไปคิดว่ากลับกลายเป็นคนเดียวกับที่กำลังจะเข้าพิธีแต่งงานในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้แทน
“ไอหยา อุบาทว์ตา” เสียงวิพากย์วิจารณ์ดังขึ้นต่อเนื่อง
หลินเจิ้งนอนฟังนิ่งไม่พูดอะไร จนกระทั่งคนในอ้อมกอดของเขาสั่นไม่หยุด ตัวเขาที่เป็นคนเริ่มจึงจำเป็นต้องปกป้องผู้หญิงของตัวเอง
“อุบาทว์ตรงไหน ฉันทำในห้องพักของฉัน พวกคุณต่างหากบุกเข้ามาห้องคนอื่นยามวิกาลต้องการอะไร”
คำพูดของเขาทำเอาคนอื่นๆ พูดไม่ออก จะมีก็แต่ตงซินที่พอจะเอ่ยปากได้บ้าง เพราะถึงยังไงเธอก็ได้ชื่อว่าเป็นคู่หมั้นของเขา เนื่องจากทั้งสองครอบครัวมอบของหมั้นกันแล้ว
“ทำไมฉันจะเข้ามาไม่ได้ ในเมื่อฉันเป็นคู่หมั้นของเกอ แล้วเราก็กำลังจะแต่งงานกัน”
“ใครบอกว่าฉันจะแต่งงานกับเธอ ฉันไปหมั้นกับเธอตั้งแต่เมื่อไหร่” ชายหนุ่มถามเสียงเรียบ
“เจิ้งเกอ แม่สื่อก็เข้ามาทาบทามสู่ขอ วันเกิดปีเกิดเราก็แลกเปลี่ยนกันเรียบร้อยแล้ว อีกทั้งสินสอดที่มาสู่ขอบ้านหลินก็ส่งให้กับพ่อแม่ของฉันแล้ว แบบนี้ไม่เรียกว่าหมั้นอีเหรอ”
“หึ ถ้าอย่างนั้นใครยกสินสอดไปขอหมั้น เธอก็แต่งกันคนนั้นก็แล้วกัน ส่วนฉันทุกคนก็เห็นแล้วว่าฉันมีคนรักอยู่แล้ว” เขาพูดเสียงเรียบ แต่กลับปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย ไม่สนใจเลยสักนิดว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกยังไง
“เจิ้งเกอ ป้าหลินพูดอะไรบ้างสิคะ” ตงซินถูกฝ่ายชายพูดหักหน้า เลยหันไปขอความช่วยเหลือจากแม่หลินแทน
“เจ้ารอง ที่ซินเอ๋อร์พูดมาทั้งหมดเป็นความจริงนะ แกกับซินเอ๋อร์หมั้นหมายกันแล้ว” แม่หลินยืนยัน
“แม่เป็นคนหมั้น งั้นก็ให้พ่อแต่งหล่อนเข้าไปเป็นเมียน้อยพ่อก็แล้วกันครับ” เขาเองก็สุดจะทนกับการกระทำของแม่หลินแล้วเหมือนกัน
“จะ เจ้ารอง” แม่หลินถึงกับพูดไม่ออก ไม่คิดว่าลูกชายจะกล้าพูดแบบนี้ ที่ผ่านมาเขาค่อนข้างให้ความสำคัญกับท่านมาก
“ฉันขอดูหน้าผู้หญิงหน้าด้านหน่อยเถอะ ทั้งที่เขาจะแต่งงานกันแล้วแท้ๆ ทำไมถึงได้แพศยาขนาดนี้”