สามคนผัวเมีย
สามคนผัวเมีย
“เหอซิ่ว”
ทุกคนในที่นี้ต่างเรียกชืื่อหญิงสาวเป็นเสียงเดียวกัน จากที่ตกใจอยู่แล้วก็ยิ่งตกใจตัวสั่นเพิ่มขึ้นไปอีก เมื่อถูกคนที่สวมกอดผลักออกอย่างแรง โดยไม่สนใจเลยว่าตอนนี้เธอไม่ได้สวมใส่อะไรแม้แต่ชิ้นเดียว
“ทำไมถึงเป็นเธอ” คำพูดที่ทั้งตกใจแล้วก็เย็นชาออกมาจากปากของผู้ชายที่เพิ่งบอกรักซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งยังบอกว่าจะรับผิดชอบเธออีกด้วย
“เจิ้งเกอ” หญิงสาวเรียกชื่อเขาเสียงสั่น
“หึ นางหน้าด้าน น่าจะขังให้ไปอยู่เป็นเพื่อนซูเสี่ยวถางเสียก็สิ้นเรื่อง” ตงซินพูดขึ้นอย่างเหลืออด
“ว่ายังไงนะ ซูเสี่ยวถางอยู่ที่ไหน”
หลินเจิ้งงงวย จับต้นชนปลายไม่ถูก เขาเข้าใจมาตลอดว่าคนที่ตนเองกอดก่ายและสอดใส่นั้นคือซูเสี่ยวถาง ทั้งที่เขาเรียกชื่ออีกฝ่ายไม่หยุดหย่อน หากไม่ใช่ก็น่าจะปฏิเสธให้เขารู้ตัวบ้าง
“อยู่ในห้องขังใต้ดินยังไงล่ะคะ หล่อนถูกนำตัวไปขังข้อหาเป็นขโมย”
“ไม่จริง ถางเอ๋อร์ไม่มีทางเป็นขโมย” หลินเจิ้งปฏิเสธเสียงแข็ง เขาไม่เชื่อเด็ดขาดว่าซูเสี่ยวถางจะเป็นขโมย
“ช่างซูเสี่ยวถางก่อนเถอะ ตอนนี้พวกแกสองคนรีบใส่เสื้อผ้าเร็วเข้า” พี่ใหญ่หลินสั่งด้วยน้ำเสียงร้อนรน เนื่องจากว่าเริ่มมีชาวบ้านมามุงดูกันเยอะ
จากนั้นคนบ้านหลินก็ช่วยกันต้อนชาวบ้านให้ออกไปจากห้อง แล้วปล่อยให้ทั้งสองคนได้ใส่เสื้อผ้าในเรียบร้อย บรรยากาศภายในห้องค่อนข้างน่าอึดอัด มีเพียงเสียงหัวเข็มขัดของหลินเจิ้งที่ดังกระทบกันไปมา เสร็จแล้วเขาก็เปิดประตูออกจากห้องไป โดยไม่สนใจเลยว่าหญิงสาวจะเสร็จหรือยัง
เมื่อเขาออกไปแล้ว เหอซิ่วก็ทรุดตัวนั่งลงกับพื้นอย่างคนหมดแรง เธอเห็นสีหน้าและท่าทางของเขาเมื่อรู้ความจริงแล้ว ช่างแตกต่างราวกับเป็นคนละคนที่เพิ่งจะเอ่ยชมว่าเธอสวย อยากจะกลืนกินเธอเข้าไปทั้งตัว ทั้งที่ก่อนหน้าเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอคือใคร แต่ทำตอนนี้ถึงทำราวกับว่ารังเกียจเดียดฉันท์กันขนาดนั้น
“ฉันด้อยกว่าเธอตรงไหน ซูเสี่ยวถาง” หญิงสาวทั้งโกรธแล้วก็รู้สึกผิดในเวลาเดียวกัน
ที่โกรธเพราะซูเสี่ยวถางพยายามเปิดทางให้เธอกับหลินเจิ้งทุกทาง แต่ก็ยังไม่สามารถมัดใจของเขาได้ และรู้สึกผิดที่ไม่คิดแม้แต่จะช่วยเหลือเพื่อนที่ถูกขังในห้องใต้ดิน ป่านนี้ไม่รู้ว่าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรบ้าง
เมื่อหลินเจิ้งออกมาจากห้อง ก็เห็นบ้านตงมากับพร้อมหน้า รวมถึงผู้นำหมู่บ้านและชาวบ้านคนอื่นๆ ต่างนั่งล้อมวงรอบกองไฟ เพื่อช่วยตัดสินในครั้งนี้
ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะเดินไปนั่งข้างพ่อหลิน ท่านตบไหล่ลูกชายเบาๆ เป็นเชิงให้กำลัง ในฐานะพ่อทำได้เพียงให้กำลังใจ แต่ในฐานะชาวบ้านธรรมดาๆ คนหนึ่ง ยังไงก็ต้องฟังคำตัดสินของผู้ใหญ่
“ผู้นำจาง ช่วยพวกเราตัดสินทีเถอะ ลูกชายบ้านหลินทำแบบนี้หมายความว่ายังไง ทั้งที่อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะแต่งลูกสาวของพวกเราเข้าบ้านแล้วแท้ๆ ทำไมถึงมาพลอดรักกับผู้หญิงคนอื่นได้” แม่ตงโวยวาย ในขณะที่ตงซินเอาแต่นั่ร้องไห้เสียใจจนดูไม่เป็นผู้เป็นคน
“เอาล่ะๆ ค่อยๆ พูดค่อยๆ จากกันเถอะ คนกันเองทั้งนั้น หลินเจิ้ง ช่วยอธิบายทีเถอะว่าเกิดอะไรขึ้น” ผู้นำจางเป็นตัวกลางในการพูดคุย
“ผมยินดีรับผิดชอบกับสิ่งที่กระทำลงไป เพียงแต่ไม่ยอมรับเรื่องงานแต่งงานในครั้งนี้ เพราะผมไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วย”
“เพ้ย…พูดแบบนี้หมายความว่ายังไง แกยังเป็นลูกผู้ชายอยู่หรือเปล่า” แม่ตงชี้หน้าอดีตว่าที่ลูกเขยที่ท่านหมายตามานาน
“เพราะผมยังมีความเป็นลูกผู้ชายถึงได้ยอมรับ..” เขาหยุดคำพูดเอาไว้เพียงเท่านั้น แม้ว่าเขาจะไม่มีประสบการณ์เรื่องรักๆ ใคร่ๆ มาก่อน แต่ก็ไม่ได้ใสซื่อจนมองไม่ออกว่าที่ทำเพราะความใคร่หรือเพราะถูกวางยา
เขาเหลือบมองไปยังประตูห้องพักที่ถูกเปิดออก ตามด้วยร่างบางที่ถูกพี่สะใภ้ใหญ่หลินของเขาประคองหล่อนให้มานั่งข้างเขา ชายหนุ่มขยับออกตามสัญชาตญาณ และท่าทางรังเกียจของเขานั้นทำเอาหญิงสาวถึงกับชะงัก ได้แต่นั่งก้มหน้าไม่กล้าสบตากับใคร
“แล้วเรื่องแต่งงานจะเอายังไง บอกไว้ก่อนเลยนะว่าบ้านตงของพวกเราหมดค่าใช้จ่ายไปกับงานนี้เยอะมาก” แม่ตงพูดขึ้น
“เอาแบบนี้ก็แล้วกันนะ ไหนๆ เรื่องมันก็มาถึงขั้นนี้แล้ว ถือว่าหลินเจิ้งไม่มีวาสนาที่จะได้แต่งงานกับลูกสาวของแกก็แล้วกันนะนางตง ส่วนค่าใช้จ่ายก็หักลบกลบหนี้ไปกับของหมั้นที่เคยให้ไว้ก่อนหน้า ที่เหลือก็ถือว่าเป็นเงินชดเชยแบบนี้ดีหรือเปล่า” แม่หลินเสนอ เทียบกันแล้วท่านรู้สึกชอบเหอซิ่วมากกว่าตงซินอยู่หนึ่งส่วน
“เพ้ยๆ …นางหลิน เข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า ของหมั้นนี้ยังไงก็ต้องถูกยึดเพราะฝั่งลูกชายของแกทำผิด ถ้าตระกูลตงจะยึดก็ไม่ผิด เพียงแต่เงินค่าชดเชยแล้วก็เงินปลอบขวัญยังไงก็ต้องให้” แม่ตงยืนยันหนักแน่น
“เงิน 300 หยวนยังไม่พออีกเหรอ จะขูดรีดกันเกินไปหรือเปล่า"
พอชาวบ้านได้ยินว่าของหมั้นมากถึง 300 หยวน จากที่สงสารตงซินก็กลายเป็นคล้อยตามบ้านหลิน เรื่องที่ว่าตระกูลตงขูดรีดกันเกินไป
“นางตง เงิน 300 หยวนก็นับว่าสูงมากแล้ว ล่าสุดหมู่บ้านเราแต่งภรรยาเข้าบ้านสินสอดเยอะสุดก็แค่ 100 หยวนเอง”
“ใช่ๆ ดีกว่าแต่งไปแล้วเรื่องเพิ่งเกิดขึ้นนะ แบบนั้นถึงจะเรียกว่าเสียเปรียบ ถึงยังไงตงซินก็ไม่ได้เสียหายอะไรมากเท่าไหร่”
“ทำไมฉันจะต้องเป็นคนเสียสละด้วยล่ะ ยังไงฉันก็ต้องแต่งเข้าบ้านหลินเป็นสะใภ้ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนหญิงชู่คนนั้นก็ต้องถูกเนรเทศออกจากหมู่บ้าน จับแก้ผ้าโกนหัวประจานรอบหมู่บ้านถึงจะสาสม” ตงซินชี้หน้าเหอซิ่วอย่างเอาเรื่อง
เหอวซิ่วได้ยินแล้วก็ตัวสั่นงันงก ไม่กล้าตอบโต้อะไร เนื่องจากว่าอีกฝ่ายได้หมั้นหมายกับหลินเจิ้งแล้วจริงๆ แม้ว่าเธอจะนอนกับเขาก่อน ทว่ายังไงก็ต้องกลายเป็นชู้ของเขาอยู่ดี
“เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ฉันจะจ่ายให้อีก 100 หยวน ถือว่าเป็นค่าทำขวัญที่ทำให้ขายหน้า ในเมื่อลูกชายของเราย่ำยีหล่อนแล้ว เด็กคนนี้อย่างไรพวกเราบ้านหลินก็ต้องรับผิดชอบ” แม่หลินพูดข้อเสนอ
ครั้งนี้แม่ตงเริ่มลังเล เงิน 400 หยวนไม่ใช่จำนวนน้อยเลย ต้องเก็บกี่ปีถึงจะได้เงินจำนวนนี้ คลอดลูกสาวกี่คนถึงจะได้สินสอดเท่านี้ ท่านสบตากับลูกสาวครู่หนึ่งเป็นเชิงห้ามปราม
“ฉันไม่ได้เห็นแก่เงินหรอกนะ แต่พอนึกถึงหัวอกของคนเป็นแม่ ก็รู้สึกสงสารผู้หญิงด้วยกัน ถ้าแกยินดีจ่ายเพิ่มอีก 100 หยวน งั้นเรื่องนี้ก็ให้มันจบลงเพียงเท่านี้เถอะ”
“แม่ ฉันไม่ยอมนะ” ตงซินกระทืบเท้าเร่าๆ เพราะถึงยังไงเธอก็ต้องแต่งงานกับหลินเจิ้งให้ได้
“ไม่ยอม ไม่ยอมแล้วแกจะทำยังไง แต่งเข้าไปเป็นสามคนผัวเมียเหรอ ตงซินแกช่วยมีสติหน่อยเถอะ” แม่ตงพูดขึ้นอย่างลำบากใจ
“ไม่รู้ล่ะ ที่แน่ๆ ฉันต้องได้เป็นเมียหลวง แล้วก็ต้องได้จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย” ตงซินเชิ่ดหน้าพูด
“เจ้ารอง เอายังไงดี” แม่หลินได้ฟังแล้วถึงกับกุมขมับ หันไปถามความคิดเห็นของลูกชาย
“แล้วแต่แม่สิครับ ก่อนหน้านี้ไม่เห็นจะต้องถามความคิดเห็นของผมเลย ใครเป็นคนผูกคนนั้นก็แก้เองเถอะ” พูดจบเขาก็ลุกเดินหนีไป ทิ้งให้ผู้ใหญ่ทำหน้าเหวออยู่ที่เดิม
เหอซิ่วตอนนี้แทบอยากจะเอาหัวโขกกำแพงให้รู้แล้วรู้รอด ไม่มีใครเข้าข้างเธอเลยสักคน ตงซินเองก็ทำท่าว่าจะไม่ยอม จะต้องแต่งงานกับหลินเจิ้งให้ได้
“เรื่องนี้เป็นเรื่องภายในครอบครัว งั้นก็ตกลงกันเองก็แล้วกันนะ พรุ่งนี้ฉันยังมีธุระคงไม่ได้ไปร่วมงาน” ผู้นำจางชิงพูดขึ้นก่อน แล้วก็จูงแขนภรรยาเดินกลับบ้านเพื่อฉลองสิ้นปีกับครอบครัวต่อ
“ตงซิน แกอย่าพูดเหลวไหลแล้วตามฉันกลับบ้าน หัวเด็ดตีนขาดยังไงฉันก็ไม่ยอมให้แกไปกินน้ำใต้ศอกของใครหรอก” แม่ตงมองเหอซิ่วราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ พร้อมทั้งหิ้วปีกลูกสาวที่ร้องไห้โวยวายพากลับบ้าน ท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะพูดคุยของชาวบ้าน