LNCrawler

ให้ได้เพียงสถานะ

ย้อนเวลามาเป็นแม่ค้าตลาดมืด ยุค 70 — novel.dek d.com · All chapters

ให้ได้เพียงสถานะ

 

หลังจากที่ตัวละครเริ่มทยอยเดินออกจากลานแสดง คนดูต่างก็แยกย้ายกันไปฉลองกันต่อ อีกทั้งยังมีเรื่องเล่าสนุกปากต้อนรับปีใหม่เลยก็ว่าได้

ส่วนเหอซิ่วตอนนี้เอาแต่นั่งก้มหน้า น้ำตาไหลอาบสองแก้ม ไม่กล้าพูดอะไร จนกระทั่งแม่หลินทนไม่ไหวพูดขึ้นด้วยความรำคาญว่า

“เอาล่ะๆ เลิกร้องไห้ได้แล้วล่ะ ยังไงเราก็ต้องรับผิดชอบหล่อนอยู่แล้ว เพียงแต่ช่วยบอกได้ไหมว่าทำไมถึงได้มาทำเรื่องบัดสีกันได้” เท่าที่ท่านรู้จักอีกฝ่ายก็ไม่อยากจะเชื่อว่าจะกลายมาเป็นคนแบบนี้ได้

“ฉะ ฉันแค่จะเอาเหล้ามาแสดงความยินดีกับเจิ้งเกอค่ะ เพียงแต่ว่าพอเขารู้ว่าตัวเองต้องแต่งงานก็ดื่มเยอะมาก ฉันเห็นว่าข้างนอกอากาศมันเย็นก็เลยบอกให้เขาเข้าไปดื่มข้างใน แต่พอช่วยประคองเขาเข้าไปแล้วเขาก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน ทั้งยังเข้าใจผิดคิดว่าฉันเป็นถางถาง ฉันพยายามดิ้นแล้วแต่ว่าสู้ไม่ได้”

ทุกอย่างที่เหอซิ่วเล่าล้วนแต่เป็นความจริง เพียงแต่ขาดรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งรายละเอียดเล็กน้อยตรงนั้น กลับเป็นช่องโหว่เพียงช่องเดียวที่จะจับสังเกตได้ว่าอีกฝ่ายวางแผนเรื่องนี้มาเป็นอย่างดี

“ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง” พอได้ยินชื่อซูเสี่ยวถางทุกคนก็เข้าใจทันทีว่าทำไมหลินเจิ้งถึงสติแตก

“ไม่โทษหล่อนหรอก เขาตัวใหญ่ขนาดนั้นจะขัดขืนได้ยังไง” พี่สะใภ้ใหญ่หลินเข้าข้างผู้หญิงด้วยกัน อีกทั้งยังมองเหอซิ่วด้วยสายตาสงสารขึ้นมาสามส่วนอีกด้วย

แม่หลินมองประเมินอีกฝ่าย ท่านเห็ท่าทางตกใจของลูกชายที่รู้ว่าคนที่เขานอนกกอยู่นั้นคือเหอซิ่วก็รู้ได้ทันทีว่าเรื่องที่เข้าใจผิดว่าอีกฝ่ายเป็นซูเสี่ยวถางคือเรื่องจริง กอปรกับได้กลิ่นเหล้าจากตัวของลูกชายก็คิดว่าเรื่องเหล้ามงคลนั้นก็เป้ฯเรื่องจริงด้วยเช่นเดียวกัน

ส่วนเรื่องเข้าไปในห้องได้ยังไงนั้นท่านก็เริ่มคล้อยตาม ลำพังแค่เหอซิ่วคนเดียว ต่อให้หลินเจิ้งจะเมามากแค่ไหนก็ไม่มีทางที่จะลากคนตัวใหญ่อย่างเขาเข้าไปในห้องได้ เว้นเสียแต่ว่าเขาจะเต็มใจเดินเข้าไปเอง

ท่านจึงสรุปเอาเองว่าที่เหอซิ่วพูดมานั้นมีความจริงอยู่แปดส่วน “เอาล่ะ ไหนๆ เรื่องก็มาถึงขั้นนี้แล้ว สะใภ้ใหญ่ พาเหอซิ่วไปส่งที่บ้านพัก เตรียมชุดดีๆ ให้หล่อนใส่ แล้วก็เตรียมเข้าพิธีแต่งงานพรุ่งนี้แทนตงซินก็แล้วกัน”

แม่หลินพูดขึ้นอย่างจนใจ ในเมื่องานแต่งเตรียมเอาไว้หมดแล้ว ก็คงต้องจัดต่อไป เพียงแต่เปลี่ยนตัวเจ้าสาวคนใหม่กะทันหันก็เท่านั้น

 

ทางด้านบ้านพักตอนนี้เริ่มฮือฮาหลังจากที่ทราบข่าว คนที่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟก็คงหนีไม่พ้นลู่เจินเจิน เพราะสำหรับเธอแล้วเหอซิ่วก็เหมือนเพื่อนสนิทคนหนึ่ง

“ทำไมถึงไม่มาเรียกฉันละ”

“จะเรียกยังไงทัน เขาแรงเยอะขนาดนั้น” หญิงสาวหน้าแดงเมื่อนึกถึงเรื่องเมื่อก่อนหน้าที่ทำร่วมกัน

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ไม่ควรตอบตกลงเร็วขนาดนั้น ยังไงก็ต้องเรียกสินสอดก่อน”

“ฉันมาที่นี่ตัวคนเดียว จะให้ใครเป็นผู้ใหญ่เรียกสินสอดให้ล่ะ แค่พวกเขายอมรับฉันก็พอแล้ว ฉันไม่เรื่องมากหรอก” หญิงสาวพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเต็มใจเสียเต็มประดาที่ได้แต่งเข้าบ้านหลิน

“อาซิ่ว ทำไมพูดจาไม่มีหัวคิดแบบนี้ ถ้าถางเจี๋ยมาได้ยินเข้าเธอถูกเขาด่าตายแน่”

“แล้วตอนนี้ถางเจี๋ยของเธออยู่ที่ไหนล่ะ ไม่ใช่ว่าหล่อนถูกจับขังลืมไปแล้วเหรอ ยังจะมาเทิดทูนอะไรอีก”

หญิงสาวอารมณ์คุกรุ่นตั้งแต่ช่วงก่อนหน้า ทั้งที่กำลังร่วมรังอยู่กับตนเองแท้ๆ แต่กลับเรียกชื่อผู้หญิงคนอื่น พอได้ยืนชื่อตัวการก็เลยควบคุมสติตัวเองไม่ได้

“อาซิ่ว เธอเป็นอะไรไป ขอโทษถางเจี๋ยเดี๋ยวนี้นะ”

“ฉันเป็นอะไรงั้นเหรอ ฉันก็ตาสว่างแล้วยังไงล่ะ ลู่เจินเจินฉันจะบอกอะไรให้นะ เธอเองก็ควรเลิกเทิดทูนผู้หญิงธรรมดาๆ อย่างซูเสี่ยวถางได้แล้ว แม่นั่นน่ะนอกจากตัวเองแล้วก็ไม่เคยเห็นใครอยู่ในสายตา ขนาดมีเสบียงอยู่เต็มตู้ก็ยังปล่อยให้พวกเราไปเบิกกับคอมมูน คนแบบนี้ฉันไม่นับเป็นเพื่อนหรอก” หญิงสาวพรั่งพรูความในใจออกมา

“ก็หล่อนกินของตัวเองหมดแล้ว ทำไมถึงโทษคนอื่น” เจินเจินไม่เข้าใจกับตรรกะของอีกฝ่ายเท่าไหร่ เธอไม่โกรธที่ซูเสี่ยวถางไม่ยอมยื่นมือเข้าช่วย เพราะปริมาณของที่แจกจ่ายในตอนแรกเท่ากัน อยู่ที่ว่าใครจะกินประหยัดมากกว่ากันก็เท่านั้น

“ใช่สิ ฉันมันใจแคบ เห็นแก่ตัว เชิญหล่อนเทิดทูนไปคนเดียวเถอะ หลังจากนี้ฉันก็จะแต่งเข้าบ้านหลินแล้ว คงไม่มาเหยียบที่นี่อีก ยังไงก็ดูแลตัวเองด้วยก็แล้วกัน”

พูดจบหญิงสาวก็ไม่สนใจเลยว่าเพื่อนจะเป็นห่วงหรือเปล่า รู้แค่ว่าต้องชำระล้างร่างกายสำหรับงานแต่งงานพรุ่งนี้ ส่วนชุดสวยๆ ก็มีแล้วเหมือนกัน ซึ่งก็คือชุดที่ซูเสี่ยวถางซื้อกลับมาก่อนที่จะโดนจับนั่นเอง

 

เช้าวันถัดมา เหอซิ่วก็ใส่ชุดเดรสสีครีมลายดอกไม้ตัวใหม่ แต่งหน้านิดๆ สำหรับเป็นเจ้าสาว ไม่นานช่วงสายขบวนเจ้าบ่าวก็มารับตัวเธอไปทำพิธีแต่งงานที่บ้านหลิน และแขกที่มาร่วมงานมีเพียงญาติของฝ่ายชายไม่กี่โต๊ะเท่านั้น ไม่มีคนอื่น

“เอาล่ะ นับจากนี้ต่อไปก็ถือว่าเหอซิ่วเป็นสะใภ้รองหลินแล้ว เข้ามาเป็นลูกสาวตระกูลหลินอีกคนแล้วนะ” แม่สื่อที่ดำเนินการเป็นคนประกอบพิธีพูดขึ้น ทุกคนต่างยิ้มแย้มแสดงความยินดี มีเพียงเจ้าบ่าวทีทำหน้าเรียบเฉยไม่แสดงอาการใดๆ

แต่เมื่อทั้งสองถูกส่งตัวเข้าหอ เขากลับถอดชุดแต่งงานสีแดงออก จากนั้นก็เก็บเสื้อผ้าของตัวเองใส่กระเป๋าเป้ลวกๆ แล้วสะพายขึ้นหลัง

“นั่นคุณจะไปไหนคะ” เหอซิ่วดึงแขนอีกฝ่ายเอาไว้

หลินเจิ้งถอนหายใจแรงๆ ออกมา ก่อนจะพูดขึ้นว่า “ต่อไปนี้ฉันจะไปนอนที่ห้องพักสวัสดิการ เธอก็อยู่ที่นี่ไปเถอะ”

“แต่วันนี้เป็นงานแต่งงานของเรานะคะ” หญิงสาวรั้งเขาเอาไว้ ไม่ยอมให้เขาออกจากห้องแม้แต่ก้าวเดียว

“แล้วยังไง เธอยังต้องการอะไรจากฉันอีก อย่าคิดว่าฉันไม่รู้ว่าเรื่องเมื่อคืนเธอเป็นคนจัดฉาก ในเหล้านั้นเธอใส่อะไรลงไปล่ะฉันถึงได้ขาดสติแบบนั้น”

“ฉะ ฉันไม่ได้ทำอะไร” เหอซิ่วพูดเสียงตะกุกตะกักเมื่อถูกจับได้

“ช่างเถอะ ไม่ว่าจุดประสงค์ของเธอคืออะไรก็ตาม ในเมื่อตอนนี้ทุกอย่างลงเอยแบบนี้แล้วก็อยู่ที่นี่ต่อในฐานะลูกสะใภ้ตระกูลหลินเถอะ ได้โปรดอย่าเรียกร้องฐานะจากฉันอีกเลย ฉันไม่มีให้เธอหรอก” เขาพูดเสียงเรียบ

“หลินเจิ้ง ฉันไม่คิดเลยว่าคุณจะเป็นคนแบบนี้”

“นี่แหละคือตัวฉัน ฉันเป็นคน มีหัวใจรักคนเป็นเหมือนกับคนอื่นๆ เพียงแต่คนที่ฉันรักไม่ใช่เธอ เหอซิ่ว เห็นแก่ที่เธอเป็นเพื่อนถางถางฉันจะไม่ทำอะไรที่หักหาญน้ำใจเธอมากไปกว่านี้ ฉันจะรับผิดชอบ ให้เกียรติเธอในฐานะภรรยาของฉัน แต่อย่าเรียกร้องอะไรที่มันจะไม่มีทางเกิดขึ้นอีก”

พูดจบเขาก็เปิดประตูเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้อีกฝ่ายนั่งทรุดตัวลงกับพื้นที่เย็นเฉียบ แล้วก็ฟุบหน้าร้องไห้ออกมาเบาๆ พยายามกลั้นเสียงสะอื้นไม่ให้ดังออกไปข้างนอกจนคนอื่นรู้ ว่าคู่บ่าวสาวที่เพิ่งแต่งงานกันไม่ทันข้ามวัน กลับต้องแยกห้องนอนกันแล้ว

 

ทางด้านซูเสี่ยวถางได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดแล้วก็รู้สึกเห็นใจเพื่อนสาว เพียงแต่ไม่คิดว่าเป็นโชคชะตา หากแต่เกิดจากผลของการกระทำของคนนั้นๆ มีทางเลือกมากมายแต่เขาเหล่านั้นกลับหลงมัวเมาอยู่กับภาพตรงหน้า จนหลงลืมไปว่าบนโลกที่แสนกว้างใหญ่นี้ อาจจะมีคนที่เรียกว่าคู่แท้อยู่ที่ไหนสักแห่งของมุมโลก รอเพียงให้เราออกไปค้นหามันก็เท่านั้น

“พร้อมที่จะออกไปเผชิญโลกความจริงหรือยังครับ” ชายหนุ่มถามเสียงทุ้ม เพราะอีกไม่กี่วันเจ้าหน้าที่ก็จะเริ่มทยอยกันเข้ามาทำงานแล้ว

“พร้อมแล้วค่ะ” ต้องยอมรับว่าสภาพจิตใจของเสี่ยวถางดีขึ้นมาก ทั้งนี้ต้องยกความดีให้กับโจวเฉวียน ที่คอยประคับประคองไม่ให้เธอสติหลุด