โควตา
โควตา
วันนี้จะเป็นวันที่คณะทำงานชุดใหม่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ส่วนเลขาคอมมูนเป็นของหลี่ชิ่วชิง ซึ่งเสี่ยวถางเองก็คิดว่าเหมาะสม ด้วยบุคลิกแล้วก็ความสามารถ
“สวัสดีสหายทุกท่าน ต้องขอโทษกับเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นด้วย ทางคอมมูนรู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่งที่เกิดเรื่องขึ้น พวกเราสัญญาว่าจะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก และหวังว่าทุกท่านจะให้ความร่วมมือ” หัวหน้าคอมมูนคนใหม่พูดขึ้น
“ดี”
“พูดได้ดี”
เสียงปรบมือต้อนรับคณะทำงานชุดใหม่ดังลั่นไปทั่วศาลากลางหมู่บ้าน พวกเขาค่อนข้างฉลาด เพราะนอกจากจะเอาคณะทำงานชุดใหม่มาลงแล้ว ยังรับสมัครคนที่นี่เข้าไปเพิ่มเพื่อซื้อใจ เพื่อแสดงให้เห็นว่าทุกคนเท่าเทียมตามที่เคยบอกเอาไว้
“หัวหน้าคอมมูนหล่อเนอะ ดูยังไม่แก่เท่าไหร่เลย” เจินเจินกระซิบบอก
“ไม่หรอก คนนั้นหล่อกว่า ได้ยินว่าเป็นถึงเลขาธิการพรรคเชียวนะ” หนึ่งในยุวชนพูดขึ้น พร้อมทั้งชี้ไปยังชายหนุ่มที่ยืนกอดอก สีหน้าเรียบเฉย
ตัวของเขาสูงใหญ่พอๆ กับหลินเจิ้ง หรืออาจจะสูงกว่าเล็กน้อย ทว่ากลับมีผิวขาวกว่าผู้หญิงบางคนเสียอีก ผิวหน้าเรียบเนียนไร้สิว ปราศจากฝ้า กระ ราวกับไม่เคยโดนแดดมาก่อน แค่ดูภายนอกก็รู้แล้วว่าเป็นลูกหลานคนมีเงิน และแน่นอนว่าถ้าไม่มีเส้นสายจริงๆ คงไม่ได้เป็นถึงเลขาธิการพรรค
“บ้าน่า เลขาธิการพรรคอะไรจะหน้าเด็กขนาดนี้ ดูก็รู้ว่าแก่กว่าพวกเราไม่กี่ปี เจี๋ยช่วยดูหน่อยสิ” เจินเจินสะกิดเสี่ยวถางที่เอาแต่ก้มหน้าจดอะไรบางอย่างอยู่ “จดอะไรอยู่เหรอคะ”
“สูตรปุ๋ยน่ะ ลืมไปแล้วเหรอว่าช่วงหน้าหนาวนี้หน้าของพวกเราคือทำปุ๋ยหมักน่ะ”
“ให้ตายเถอะ ฉันขอทำงานตากแดดจนเป็นลมแดดดีกว่าที่จะต้องมานั่งดมมูลวัว มูลม้าทุกวัน” เจินเจินงอแง
“ได้ยินว่ามูลม้ากลิ่นแรงที่สุดด้วยสิ” เสี่ยวถางพูดเย้าให้อีกฝ่ายกลัว
“เจี๋ย ขอเตือนเอาไว้ก่อนเลย ถึงฉันจะเคารพเจี๋ยมากแค่ไหน แต่เรื่องนี้ฉันไม่มีทางยอมให้หรอกนะ”
ขณะที่ทั้งสองพูดคุยหยอกล้อกันอยู่นั้น เสียงของเจ้าหน้าที่สาวคนหนึ่งก็ดังขึ้น หน้าตาของเธอของเธอจริงจังยิ่งกว่าคำพูดเสียอีก
“ตรงนั้นน่ะ ช่วยบอกได้ไหมว่าวิธีทำปุ๋ยหมักต้องทำยังไงบ้าง”
แทนที่จะตำหนิที่พวกเธอคุยกันเสียงดัง แต่กลับเลือกใช้วิธีพูดนิ่มๆ ตบหน้าแทน เสี่ยวถางมองหน้าเจินเจินไปมา ก่อนจะลุกขึ้นยืน
ก่อนหน้านี้ถูกบดบังด้วยผู้คนมากมาย ไม่ใช่แค่กลุ่มปัญญาชนและยุวชนเท่านั้น แต่ยังมีชาวบ้านคนอื่นๆ มาร่วมประชุมในครั้งนี้ด้วย ทำให้ตอนนี้สองสาวกลายเป็นคนดังของหมู่บ้านอีกครั้ง
“คนนี้หรือเปล่าที่บอกว่าถูกใส่ร้ายว่าเป็นหัวขโมย” เสียงของเจ้าหน้าที่คนหนึ่งดังขึ้น
“ใช่แล้วๆ ก็น่าจะมีคนหนุนหลัง เพราะไม่อย่างนั้นคงไม่สามารถทำให้คณะทำงานถูกไล่ออกยกคณะหรอก”
“คงต้องอยู่ให้ห่างเสียแล้วสิ”
เสียงสนทนาของเจ้าหน้าที่ดังเข้าหูเลขาธิการหนุ่มที่ยืนสังเกตการณ์อยู่พอดี และเพราะข่าวเรื่องการถูกไล่ออกยกคณะเขาถึงต้องมาดูหน้างานด้วยตัวเอง แล้วก็บังเอิญได้ยินเรื่องนี้เข้าพอดี
สายตาคมดุจเหยี่ยวมองจ้องไปยังหญิงสาวรูปร่างผอมบางที่กำลังอธิบายการทำปุ๋ยหมักอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับว่าหล่อนเคยทำมันมานับไม่ถ้วน ทั้งที่ถ้าเขาจำไม่ผิด กลุ่มนี้เพิ่งจะมาถึงได้ไม่กี่เดือน แล้วก็เพิ่งผ่านฤดูเก็บเกี่ยวไปเอง ทำไมหล่อนถึงอธิบายได้เป็นฉากๆ
“น่าสนใจดีนี่” เขาพึมพำเบาๆ อีกทั้งมุมปากก็ยกขึ้นน้อยๆ
ซึ่งตรงกับจังหวะที่เสี่ยวถางอธิบายขั้นตอนต่างๆ จบพอดี เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวไม่มีเรื่องให้เล่นงานคนคุย เลยได้แต่บอกให้ทั้งสองนั่งลง
“เจี๋ย สุดยอดไปเลย” เจินเจินหัวเราะชอบใจ ที่ได้ตอกหน้าเจ้าหน้าที่จนหน้าหงาย
“เงียบไปเลย” เสี่ยวถางเอ็ด เพราะถ้าไม่ใช่ลู่เจินเจินมาชวนคุย มีเหรอที่เธอจะต้องลุกขึ้นยืนไปพูดเรื่องน่าอายแบบนั้น
“เอาล่ะเงียบๆ หน่อย นอกจากนี้พวกเราคณะทำงานยังมีข่าวดีอีกเรื่องมาแจ้งให้ทราบ” เจ้าหน้าที่คนเดิมพูดขึ้น “เดิมทีโควตานี้มีอยู่ไม่กี่ใบ แต่เพราะเห็นว่าทุกคนต้องเจอกับเรื่องกดดันต่างๆ มากมาย เลยเพิ่มจำนวนตั๋วทองคำให้กลับไปเยี่ยมบ้านในช่วงปีใหม่ แต่ขอบอกเอาไว้ก่อนว่าถึงจะเพิ่มจำนวนมาแล้วก็ยังต้องมีคนอยู่เฝ้าแล้วก็ทำงานต่อไป”
ทันทีที่เจ้าหน้าที่พูดจบ เสียงร้องเฮก็ดังก้องทั่วศาลากลางของหมู่บ้าน เดิมทีทำใจเอาไว้แล้วว่าคงไม่มีโอกาสได้กลับบ้าน แต่พอได้ยินว่ามีโควตาก็อดลุ้นให้ตัวเองมีชื่อในนั้นไม่ได้
“เจี๋ย กลับบ้านไปแล้วอย่าลืมเอาของอร่อยๆ เซี่ยงไฮ้มาฝากฉันด้วยนะ”
“รู้ได้ยังไงว่าฉันจะได้ไป” เสี่ยวถางขมวดคิ้วถาม
“คนอื่นไม่รู้หรอก แต่คิดว่าเจี๋ยยังไงก็ต้องได้ไป ผู้หมวดโจวไม่มีทางปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดมือไปได้แน่ แล้วการที่เขารั้งอยู่ที่นี่ต่อไม่ยอมกลับ ก็เป็นเพราะว่าต้องคุ้มกันกลุ่มพวกเรากลับไปเยี่ยมบ้านนี่เอง ปิดเป็นความลับเก่งจริงๆ เลยเนอะว่าไหม”
“อืม” เสี่ยวถางพยักหน้าเห็นด้วย ทั้งที่เธอคุยกับเขาทุกวัน แต่เขากลับไม่ยอมปริปากพูดเรื่องนี้กับเธอเลย
แล้วก็เป็นไปตามคาด ซูเสี่ยวถางมีรายชื่อได้กลับไปเยี่ยมบ้านในครั้งนี้ ระยะเวลานานพอสมควร เพราะตั๋วกลับอีกทีคือสิ้นเดือน
ทันทีที่ได้ยินชื่อตัวเอง เธอก็อดไม่ได้ที่เหลือบไปมองคนรัก เห็นเขาพยักหน้าเบาๆ จากนั้นก็เธอก็เดินออกไปข้างหน้าเพื่อรับตั๋วรถไฟนั้นมา ทุกคนต่างเรียกมันว่าเป็นตั๋วทองคำ เนื่องจากมีมูลค่ามากจนนับไม่ได้
คนอื่นๆ ต่างก็ร้องไห้ดีใจที่ได้กลับบ้าน แล้วก็มีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ร้องไห้เสียใจที่ไม่ได้กลับบ้านด้วยเช่นกัน เสี่ยวถางไม่ชอบสถานการณ์นี้ที่สุด
“ยินดีด้วยนะ” เจินเจินพูดทั้งน้ำตา แม้ว่าตัวเองจะไม่ได้ตั๋วกลับบ้านเหมือนคนอื่นก็ตาม
“ยังจะมาฝืนยิ้มอีก ถ้าอยากกลับฉันยกให้ก็ได้นะ”
“เจี๋ย จะบ้า ใครบ้างจะไม่อยากกลับบ้าน อย่ามาล้อกันเล่นแบบนี้นะ”
“ฉันไง ถ้าเธออยากกลับฉันจะยกให้” เสี่ยวถางพูดยิ้มๆ สำหรับเธอแล้วกลับก็ได้ไม่กลับก็ได้ แต่แค่กลับบ้านก็ไม่ต้องทำปุ๋ยหมักก็เท่านั้น
หลังจากนั้นทุกคนต่างก็แยกย้าย คนที่ได้ตั๋วก็กลับบ้านพักเพื่อเตรียมของกลับบ้านด้วยความตื่นเต้น จากบ้านมาหลายเดือนพอได้กลับจริงๆ ก็ทำตัวไม่ถูก
ขณะที่เสี่ยวถางกำลังจะเดินกลับบ้านพัก ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินมาขวางเธอเอาไว้ ดวงตาของหล่อนแดงก่ำ ดูก็รู้ว่าเพิ่งผ่านการร้องไห้มา
“มีเอ๋อร์ มีเรื่องอะไรหรือเปล่า” เป็นลู่เจินเจินที่ถาม ส่วนเสี่ยวถางนั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหล่อนชื่ออะไร
“ซะ ซูเสี่ยวถาง ฉันจะมาขอตั๋วกลับบ้านจากเธอได้หรือเปล่า”
“เพ้ย…หล่อนสมองกลับแล้วเหรอ พูดอะไรออกมารู้ตัวหรือเปล่า” เจินเจินชี้หน้าด้วยความไม่พอใจ
“ระ รู้ แต่ว่าแม่ฉันป่วยหนัก ก่อนหน้านี้คนที่บ้านส่งข่าวมาให้ฉันกลับไปดูใจ ฉันเองก็ไม่รู้ว่าตอนนี้ท่านจะเป็นตายร้ายดียังไงบ้าง ถ้าหากท่านไม่อยู่แล้วฉันก็อยากจะไปไหว้หลุมศพแม่สักครั้งหนึ่ง”
“เจี๋ย อย่าให้เด็ดขาดนะ เชื่อได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ ตั้งนานไม่เห็นจะพูด ทำไมต้องมาบอกตอนนี้ล่ะ” เจินเจินไม่เชื่อคำพูดของอีกฝ่ายง่าย
แต่แล้วหญิงสาวกลับยื่นจดหมายฉบับหนึ่งที่ลงวันที่ให้ดู ในนั้นลงวันที่ชัดเจนว่าเขียนเมื่อเดือนที่แล้ว นี่ก็ผ่านมาเดือนกว่าแล้ว ก็แสดงว่าอีกฝ่ายไม่ได้พูดโกหก
“ทำไมถึงมาขอกับฉันล่ะ” เสี่ยวถางถามออกไป เพราะทั้งสองไม่ได้สนิทกันมาพอที่จะทำแบบนั้น แม้แต่เจินเจินก็ยังไม่พูดเรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ
“ฉันบังเอิญได้ยินเธอพูดว่าไม่อยากได้มันเท่าไหร่”
“เพ้ย..หรูอ้ายมี่ หล่อนไม่รู้จักคำว่าพูดเล่นเหรอ มีใครบ้างจะไม่อยากกลับบ้าน ถ้าเลือกได้ก็ไม่มีใครอยากกลับมาที่นี่หรอก” เจินเจินพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
“ถ้างั้นก็ถือเสียว่าฉันไม่ได้พูดอะไรก็แล้วกันนะ ขอโทษด้วย” หญิงสาวขอโทษแล้วก็ร้องไห้วิ่งหนีออกไปทันที เหลือเพียงความรู้สึกผิดที่ติดอยู่ในใจของเสี่ยวถางแทน