LNCrawler

คำเตือนจากพ่อซู

ย้อนเวลามาเป็นแม่ค้าตลาดมืด ยุค 70 — novel.dek d.com · All chapters

คำเตือนจากพ่อซู

 

หลังจากพูดคุยกับพ่อซูเสร็จ ท่านก็บอกให้ทั้งสองคนไปพักผ่อน ซึ่งพอดีกับที่แม่เลี้ยงซูจัดห้องให้โจวเฉวียนเสร็จพอดี

“ต้องการอะไรเพิ่มเติมบอกได้เลยนะผู้หมวด ไม่ต้องเกรงใจ”

“ขอบคุณครับ ลำบากคุณป้าแล้ว” โจวเฉวียนยังไม่รู้สถานการณ์ภายในบ้านซู แต่เท่าที่สังเกตดูเหมือนว่าถางถางจะไม่ถูกกับแม่เลี้ยง

“ไม่ลำบากๆ” แม่เลี้ยงซูรอให้อีกฝ่ายชวนคุย แต่ดูเหมือนว่าบทสนทนาจะจบลงเพียงเท่านั้น ท่านจึงไม่รั้งอยู่ต่อ ปล่อยให้ทั้งสองมีเวลาส่วนตัว

“ขอโทษที่ชวนเข้าบ้านกะทันหันนะคะ”

“รู้ได้ยังไว่าผมยังอยู่”

“เดาน่ะค่ะ ดูจากท่าทางของคุณแล้วเหมือนยังไม่อยากกลับ” เธอตอบไปตามความจริง

“คิดมากเรื่องผมอยู่สินะ” เขายีผมเธอเล่นอย่างนึกเอ็นดู “จริงๆ ก็ยังไม่อยากกลับนั่นแหละ แค่เป็นห่วงกลัวว่าคุณจะเกิดเรื่อง”

“เกือบแล้วละค่ะ แต่ไม่ใช่ฉันหรอกนะคะที่เกิดเรื่อง” หญิงสาวพูดยิ้มๆ ก่อนจะเดินมาส่งเขาที่ห้องรับแขก

“นอนได้หรือเปล่าคะ”

“อืม”

“ถ้างั้นก็พักผ่อนเถอะค่ะ ฉันไม่กวนแล้ว”

ทว่ายังไม่ทันที่จะเดินออกจากห้อง ก็ถูกเขาคว้าข้อมือเอาไว้เสียก่อน “ผู้ชายคนเมื่อกี้ ใช่อดีตคู่หมั้นของคุณหรือเปล่า”

คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเล็กน้อย แต่พยักหน้าเป็นเชิงยอมรับ เธอกับเขาตกลงกันแล้วว่าจะไม่มีเรื่องปิดบังกันอีก “ค่ะ แต่ว่าตอนนี้เขากลายมาเป็นน้องเขยของฉันไปแล้ว ตลกดีไหมละคะ”

“อืม เข้าใจแล้วครับ คุณกลับห้องไปพักผ่อนเถอะ” เขาไม่รั้งเธอเอาไว้อีก แต่ท่าทางเย็นชาของเขาทำเอาอีกฝ่ายคิดหนัก กลัวว่าเขาจะคิดมากที่ยังเห็นอดีตคนรักของเธอมาวนเวียนอยู่ที่บ้าน แต่จะให้ทำยังไงในเมื่อสถานะของกงจวิ้นยังไงก็ต้องไปมาหาสู่กับที่บ้านของเธออย่างเลี่ยงไม่ได้

หญิงสาวถอนหายใจยาวเฮือกหนึ่ง ก่อนจะเดินกลับเข้ามาในห้อง แล้วก็ขมวดคิ้วมุ่นเมื่อเห็นว่าข้าวของส่วนตัวของเธอไม่อยู่ในห้องนี้แล้ว

“ของฉันไปไหน” เธอถามน้องสาวเสียงเรียบ

“ตายจริง พอดีว่าฉันกับแม่ไม่คิดว่าเจี๋ยจะกลับมาเร็วขนาดนี้ ก็เลยเอาของเจี๋ยไปเก็บไว้ที่ห้องเก็บของ คงไม่โกรธนะคะเพราะถึงยังไงเจ้าตัวก็ไม่อยู่ เก็บเอาไว้ก็รกห้อง อีกอย่างฉันก็ไม่สะดวกเท่าไหร่เวลาที่พากงจวิ้นมาค้างที่บ้าน”

“หึ ซูถิงนะซูถิง เธอแน่ใจเหรอว่าพ่อจะอนุญาตให้เธอพาผู้ชายมานอนค้างที่บ้าน เป็นเธอเสียมากกว่าที่ถ่อไปนอนกับผู้ชายถึงที่บ้าน” เสี่ยวถางพูดขึ้นอย่างรู้ทัน

“นี่ แล้วจะทำไมล่ะ ในเมื่อฉันกับกงจวิ้นเราสองคนก็หมั้นกันแล้ว อีกอย่างอีกไม่ถึงเดือนฉันก็จะเรียนจบแล้วด้วย”

“ก็ไม่ทำไมหรอก แต่ถ้าฉันเป็นเธอ ฉันจะรักนวลสงวนตัวรอให้ผู้ชายส่งแม่สื่อมาสู่ขอก่อนแล้วค่อยพลีกายให้เขาตอนนั้นก็ยังไม่สาย อีกอย่างฉันจะบอกอะไรให้นะ ว่าผู้ชายบนโลกนี้ไม่ได้มีแค่กงจวิ้นคนเดียว แต่ยังมีคนที่ดีกว่าหมอนั่นเป็นร้อยเท่า อยู่ที่ว่าเธอจะหาเขาเจอหรือเปล่า”

น่าเสียดายที่คำพูดของซูเสี่ยวถางกลับจุดประกายความกล้าให้น้องสาวโดยที่เธอเองก็ไม่รู้ตัว ก่อนหน้านี้ซูถิงไม่เห็นด้วยกับความคิดรวบหัวรวบหางของผู้เป็นแม่ เพราะถึงยังไงก็ยังรักกงจวิ้นอยู่ แต่พอได้ยินว่าตนเองกำลังด้อยกว่าพี่สาว ก็ทำให้จิตใจของเธอว้าวุ่น หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ เลยก็คือ คำว่าด้อยกว่าพี่สาวคือคำต้องห้ามสำหรับเธอเลยก็ว่าได้

 

ทางด้านบ้านกงตอนนี้คงไม่มีใครร้อนใจมากไปกว่ากงจวิ้นอีกแล้ว ตอนแรกคิดว่าเขาคงรักซูถิงเพราะอยากอยู่ใกล้หญิงสาวทุกวัน หลับตาลงก็เพ้อ แต่เอาเข้าจริงกลับเป็นเพียงอาการหลงเพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น แต่กับซูเสี่ยวถางแล้วไม่ใช่ เขากลับสบายใจทุกครั้งที่ได้อยู่ข้างเธอ

“แกจะมาทำหน้าบึ้งทำไม มาหึงตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว” พ่อซูบ่นลูกชายที่ตั้งแต่กลับจากบ้านซูก็ทำหน้าบูดจนท่านรู้สึกอารมณ์บูดตามไปด้วย

“พ่อจะย้ำให้ได้อะไรขึ้นมา”

“พ่อแกพูดถูก แกช่วยระวังท่าทางแล้วก็สำรวจหน่อยเถอะ พ่อถางเอ๋อร์เป็นคนอ่านคนเก่ง ถ้าเขารู้ว่าแกรักพี่เสียดายน้องแบบนี้อยู่ละก็ เขาคงไม่ยอมยกถิงเอ๋อร์ให้แกง่ายๆ” แม่กงเตือนสติลูกชาย

“ไม่ยกก็ไม่ยกสิครับ เดิมทีสัญญาหมั้นหมายก็ควรจะเป็นผมกับถางถางไม่ใช่เหรอ พ่อแม่ผมบอกไปแล้วว่าผมแค่หน้ามืดตามัวไปชั่วขณะ แต่ว่าตอนนี้ผมรู้แล้วว่าใครสำคัญกับผมมากที่สุด”

“หุบปากเน่าๆ แล้วก็ความคิดสกปรกของแกเดี๋ยวนี้นะ ฉันไม่เคยสอนให้แกเป็นคนเห็นแก่ตัวแบบนี้มาก่อน หรือมหาวิทยาลัยมันไม่สามารถขัดเกลาสามัญสำนึกของแกให้รู้ผิดชอบชั่วดีขึ้นมาบ้างหรือไง แค่นี้ฉันก็ไม่มีหน้าไปไหว้หลุมศพแม่ถางเอ๋อร์แล้ว” แม่กงชี้หน้าด่าลูกชาย

“แม่พูดแรงเกินไปหรือเปล่าครับ ผมเป็นลูกแม่นะ” กงจวิ้นตกใจกับคำด่าที่ออกจากปากของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่ของเขา

“น้อยไปสิกับสิ่งที่พวกแกของคนทำไว้กับถางเอ๋อร์ ฉันอยากจะผ่าสมองแกออกมาดูจริงๆ ว่าข้างในนี้มันมีแต่อะไร ทำไมถึงได้โง่ขนาดคว้าเอาซูถิงมาเป็นภรรยาได้”

แม่กงพูดจบก็เดินหนีกลับเข้าห้องไป จนป่านนี้ท่านก็ยังทำใจเรื่องลูกสะใภ้ไม่ได้ ที่ผ่านมาคิดว่าเสี่ยวถางคือลูกสะใภ้ในอนาคตของท่านมาโดยตลอด อีกทั้งยังเป็นลูกของเพื่อนรักท่านอีกด้วย พอลูกชายทำแบบนี้ท่านก็พลอยสู้หน้าซูเสี่ยวถางไม่ติดตามไปด้วย

 

ทางด้านพ่อซูหลังจากแยกตัวออกมา เพื่อให้โจวเฉวียนไม่รู้สึกอึดอัดจนเกินไป ตอนนี้กำลังนั่งรอภรรยาอย่างใจจดใจจ่อเพื่อถามเรื่องที่มีคนโทรมาขอความช่วยเหลือให้รู้เรื่อง

“ฉันบอกคุณไปแล้วว่าคิดว่าเป็นพวกโรคจิตโทรมาแกล้ง ถ้ารู้ว่าถางถางเกิดเรื่องมีเหรอที่ฉันจะไม่ยื่นมือเข้าช่วย อย่าลืมสิว่าฉันยังส่งเงินให้กับลูกอยู่ทุกเดือน”

“แล้วทำไมถึงบอกว่าที่นี่ไม่มีคนชื่อซูเสี่ยวถาง ทั้งยังบอกเขาไม่ให้โทรมาอีก”

“คุณคะ ลองคิดกลับกันสิคะ ลูกของเรากำลังโตเป็นสาว เกิดเจอพวกไม่หวังดีโทรมาหลอก แล้วบอกว่าจับลูกสาวเราไปเรียกค่าไถ่จะทำยังไง ฉันก็ต้องป้องกันเอาไว้ก่อนสิ อีกอย่างตั้งแต่โทรไปทวงเงินฉันที่โรงงานครั้งนั้น ถางถางก็ไม่เคยโทรหาพวกเราอีกเลย แบบนี้จะให้ฉันคิดไปทางไหนได้อีกละคะ” ทุกอย่างที่แม่เลี้ยงซูพูดมาล้วนแต่ฟังขึ้นด้วยกันทั้งนั้น

การจับตัวเรียกค่าไถ่ไม่ใช่ว่าไม่เคยเกิดขึ้น บางคนถึงขั้นขายลูกกินก็มีเยอะแยะไปในสมัยนี้ พอฟังภรรยาอธิบายมาถึงตอนนี้พ่อซูก็มีท่าทีอ่อนลง

“ถ้างั้นก็แล้วไปเถอะ แต่หลังจากนี้ถ้ามีคนโทรมาหาเกี่ยวกับถางถางอีก ไม่ว่าจะเรื่องจริงหรือหลอกก็ต้องบอกผมเป็นคนแรกเข้าใจหรือเปล่า”

“เข้าใจแล้วค่ะๆ ครั้งนี้ฉันสะเพร่าเกินไปจริงๆ จะว่าไปแล้วสองคนนี้ก็ดูเหมาะสมกันดีนะคะ คุณว่าหรือเปล่า” แม่เลี้ยงซูเปลี่ยนเรื่อง เพราะรู้ดีว่าสามาีกำลังคิดอะไรอยู่

“อืม แต่ตราบใดที่ถางถางยังไม่บอกอะไร พวกเราก็แกล้งทำเป็นไม่รู้กันไปก่อน รอให้ถางเอ๋อร์มั่นใจแล้วค่อยว่ากัน”

“ตายจริง ฉันนึกว่าพวกเขาสารภาพกับคุณแล้วเสียอีกว่าคบกัน เพราะปกติถางถางถ้าไม่สนิทจะไม่พาใครเข้าบ้าน” ท่านพูดราวกับว่ารู้จักนิสัยของลูกเลี้ยงคนนี้ดี และใช่เพราะท่านรู้จักดีมากเกินไปเลยรู้ว่าโจวเฉวียนมีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นตัวจริงของซูเสี่ยวถาง

“เรื่องในไม่ควรเอาออก เรื่องภายนอกไม่ควรนำเข้ามา ไม่ต้องให้พูดซ้ำนะว่าต้องทำยังไง” ท่านมองหน้าภรรยาและสั่งเสียงเรียบ แต่กลับเป็นน้ำเสียงที่ชวนขนลุกจนแม่เลี้ยงซูหาเสียงตัวเองแทบไม่เจอ

“เข้าใจหรือเปล่า” พ่อซูถามซ้ำ

“ขะ เข้าใจแล้วค่ะ”

“เข้าใจแล้วก็ดี หวังว่าช่วงที่โจวเฉวียนอยู่ที่บ้านของเราจะไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรอกนะ เพราะถ้ามีเหตุการณ์แปลกๆ เกิดขึ้นอีก ก็อย่าหาว่าผมไม่ไว้หน้าใครเลยก็แล้ว” พ่อซูพูดเหมือนกับรู้ความคิดของภรรยาถึงได้พูดดักคอเอาไว้ตั้งแต่ยังไม่ทันได้วางแผนเดินเกมเสียด้วยซ้ำ