LNCrawler

บอกเองดีกว่า

ย้อนเวลามาเป็นแม่ค้าตลาดมืด ยุค 70 — novel.dek d.com · All chapters

บอกเองดีกว่า

 

ซูซินหลังจากที่มีปากเสียงกับพี่สาวก็เดินมาบ้านกง เห็นกงจวิ้นนั่งเหม่อลอยก็รู้สึกไม่พอใจ ท่าทางของเขาทำให้เธออดคิดมากไม่ได้ว่ายังเยื่อใยให้กับพี่สาวของเธออยู่

“เธอเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่” ชายหนุ่มเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง รู้ตัวอีกทีก็เห็นคู่หมั้นสาวยืนเท้าสะเอวอยู่ข้างๆ ทำให้เขาสะดุ้งถามด้วยความตกใจ

“ก็ตั้งแต่ที่คุณเหม่อลอยนั่นแหละค่ะ คิดอะไรอยู่เหรอคะ”

“เดี๋ยวนี้แม้แต่ความคิดของฉันเธอก็อยากรู้ด้วยเหรอ” เขาถามด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย ไม่คิดเลยว่าการมีคู่จะเหมือนติดคุกจนน่าอึดอัดขนาดนี้

“ใช่ค่ะ ฉันอยากรู้ทุกอย่างที่เกี่ยวกับคุณ เพราะคุณคือคู่หมั้นของฉัน อีกไม่กี่เดือนเราก็จะแต่งงานกันแล้วนะคะ ลืมไปแล้วเหรอ”

“ไม่ลืม"

ซูซินเห็นท่าทางหงุดหงิดของเขาก็ใจแป้ว ถึงยังไงในใจของเธอก็มีกงจวิ้นมาตลอด มันยากเกินที่จะทำใจตัดเขาได้เพียงข้ามคืน

หญิงสาวใจกล้าเดินไปนั่งลงบนตัก ด้วยรู้ว่าเขามีความต้องการทางเพศสูง แค่เธอยั่วนิดหน่อยเขาก็เคลิ้มตามอย่างว่าง่ายแล้ว

นิ้วเรียวกรีดกรายที่ใบหน้าหล่อ ซึ่งครั้งหนึ่งเธอเคยหลงใหลจนแทบคลั่ง คิดว่าในโลกนี้ไม่มีใครดีไปกว่าจวิ้นเก้อเกออีกต่อไปแล้ว จนกระทั่งได้มาเจอผู้ชายของพี่สาว ถึงได้รู้ว่าคนหล่อกว่าเป็นยังไง

กงจวิ้นกัดฟันแน่น เขาเองก็เบื่อตัวเองที่ประสาทสัมผัสไวต่อความรู้สึก แค่อีกฝ่ายยั่วนิดหน่อยก็หายใจติดขัดแล้ว

“ช่วงนี้เครียดเหรอคะ ทำไมพูดนิดหน่อยก็อารมณ์ไม่ดี ให้ฉันช่วยระบายมันออกดีไหม”

“อืม”

สุดท้ายทั้งสองคนก็จบลงบนเตียง ทั้งที่ตั้งใจว่าจะมาเก็บของเพื่อกลับไปนอนบ้าน ทบทวนเรื่องที่ผู้เป็นแม่พูดมาก็คิดว่าไม่เลว เป็นคุณนายทหารก็ต้องดีกว่าภรรยาของนักศึกษาอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเธอกับกงจวิ้นยังข้าวใหม่ปลามันทั้งคู่ อีกทั้งยังชอบเรื่องบนเตียงเหมือนกัน เลยยากที่จะตัดกันขาด

 

เช้าวันถัดมาโจวเฉวียนก็ขอตัวกลับ แต่ก่อนที่จะกลับเขาเกริ่นกับพ่อซูเอาไว้แล้วว่าจะพาผู้ใหญ่มาหาที่บ้าน ซึ่งพ่อซูเองก็รู้ความหมายของคำพูดนั้น

“แน่ใจนะคะว่าไม่ให้ไปส่งที่สถานีรถไฟ” เสี่ยวถางถามขึ้น ตอนนี้เธอกำลังยืนส่งเขาอยู่ที่หน้าบ้าน

“ครับ เพราะถ้าคุณไปส่งที่สถานีรถไฟ ผมไม่มั่นใจตัวเองว่าจะฉุดคุณขึ้นรถไฟไปด้วยหรือเปล่า”

“พูดไปเรื่อย ถ้างั้นก็เดินทางปลอดภัยนะคะ” เสี่ยวถางส่ายหน้ายิ้มๆ

“อืม ถึงค่ายทหารแล้วผมจะโทรหา”

คิ้วเรียวขมวดเป็นปมนิดๆ “ไม่ใช่ว่าจะกลับบ้านที่เซี่ยงไฮ้เหรอคะ” เธอนึกว่าเขาจะกลับบ้านไปฉลองวันตรุษกับครอบครัวเสียอีก

“กลับไปรายงานตัวก่อนครับ แล้วค่อยกลับบ้าน”

“ถ้างั้นก็เดินทางปลอดภัยค่ะ ฝากสวัสดีปีใหม่คุณลุงคุณป้าด้วย”

ชายหนุ่มส่ายหน้ายิ้ม ก่อนจะโน้มตัวลงมากระซิบข้างหูของเธอว่า “เอาไว้ค่อยบอกเองดีกว่าครับ” จังหวะที่ยืดตัวกลับปลายจมูกก็เฉียดแก้มเนียนไปหน่อย ทำให้ได้กลิ่นหอมอ่อนติดจมูกมา

“อื้อ” มือเล็กฟาดแขนเขาเบาๆ เป็นการเตือน แต่นั่นยิ่งทำให้เขาหัวเราะชอบใจเข้าไปใหญ่ ก่อนจะไล่เธอให้กลับเข้าบ้าน

“ข้างนอกอากาศหนาว กลับเข้าบ้านไปเถอะครับ ผมก็จะไปแล้วเหมือนกัน”

“คุณไปก่อนสิคะ เดี๋ยวก็มีคนมายืนข้างกำแพงเหมือนเมื่อวานอีก”

คำพูดของคนรักทำเอาเขาพูดไม่ออก “ก็ได้ครับ” ชายหนุ่มยกยิ้มมุมปากก่อนจะเป็นฝ่ายเดินไปก่อน ครั้งนี้กลับเป็นซูเสี่ยวถางที่ยืนส่งเขาจนลับสายตาถึงได้เปิดประตูเข้าบ้าน

แต่แล้วก็ต้องตกใจเมื่อเห็นแม่เลี้ยงซูยืนกอดอก มองเธอด้วยสายตาเย้ยหยัน คล้ายจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่พูด

“หลีก” เสี่ยวถางพูดเสียงเรียบ ไม่ได้กลัวอีกฝ่ายเหมือนแต่ก่อน

“ใจกล้าดีนี่ จะเป็นยังไงนะถ้าพ่อของเธอรู้ว่าลูกสาวที่เขารักนักรักหนาพลอดรักกับผู้ชายหน้าบ้าน”

เสี่ยวถางฟังแล้วก็ยิ้ม ก่อนจะตอบกลับไปว่า “ก็ไม่ยังไงหรอกค่ะ เห็นลูกสาวกำลังเข้าด้ายเข้าเข็มกับผู้ชายก็เคยมาแล้ว นับประสาอะไรกับเรื่องแค่นี้ ว่าไหมละคะ”

“นี่แก…” แม่เลี้ยงซูชี้หน้าเสี่ยวถาง แต่กลับพูดไม่ออกสักคำ

“อย่าคิดว่าคนอื่นจะเป็นเหมือนลูกสาวตัวเองสิคะ คุณก็เลี้ยงฉันมานี่น่าจะรู้จักนิสัยของฉันดี ใช่ไหมละคะ” พูดจบก็เดินกระแทกไหล่ของแม่เลี้ยงกลับเข้าบ้านไป

ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ซูซินเดินหัวฟูเข้าบ้านมา บริเวณลำคอมีรอยแดงสีกุหลาบ นั่นยิ่งทำให้ท่านโกรธจนหน้าเขียว

“ไร้ประโยชน์”

“อะไรของเขา” ซูซินทำหน้างง มองหน้าพี่สาวที่ยืนกอดอกอมยิ้มอยู่ข้างๆ ทว่าอีกฝ่ายกลับทำเพียงแค่ยักไหล่แล้วก็เดินหนีกลับห้องไปนอนต่อ

ได้กลับมาพักที่บ้านทั้งที เธอต้องนอนเอาแรงให้มันเยอะๆ ช่วงก่อนวันตรุษผู้คนมักจะออกมาจับจ่ายใช้สอยกันเยอะเป็นพิเศษ ถึงเวลาที่เธอต้องระบายของล็อตใหญ่ก่อนกลับเฮยหลงเจียงแล้ว

 

ช่วงเวลาหลังจากนั้นเสี่ยวถางก็ตื่นเช้า กลับเย็นทุกวัน นั่นก็เป็นเพราะเธอต้องออกไปขายของที่ตลาดมืด ซูโจวเป็นเมืองใหญ่ กำลังซื้อมีมากกว่าเฮยหลงเจียงก็จริง แต่ว่าตัวเลือกก็มีเยอะอยู่เหมือนกัน

“ช่วงนี้คุณได้คุยกับถางถางบ้างหรือเปล่าคะ” แม่เลี้ยงซูพูดขึ้น

“ไม่ค่อยได้คุย มีเรื่องอะไรหรือเปล่า”

“ช่วงนี้เห็นซินเอ๋อร์บอกว่าถางถางออกจากบ้านทุกวัน จะกลับเข้ามาอีกทีก็ก่อนที่ฉันกับคุณจะเลิกงานกลับบ้านไม่เท่าไหร่ ก็เลยสงสัยน่ะค่ะว่าลูกออกไปทำอะไร” ใจจริงก็อยากจะฟ้องสามีออกไปตรงๆ ว่าลูกสาวของคุณไม่อยู่บ้าน หล่อนออกไปหาผู้ชายหรือเปล่า แต่เพราะรู้ว่าพูดออกไปตรงๆ แบบนั้นไม่ได้ก็เลยต้องพูดอ้อมโลกแทน

“อยากรู้ทำไมไม่ถามถางเอ๋อร์ล่ะ เรื่องแค่นี้ไม่เห็นต้องเอามาฟ้องผมเลยนี่นา”

ตั้งแต่ที่รู้เรื่องลูกสาว ท่าทางของพ่อซูที่มีต่อภรรยาก็เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน ท่านไม่ใช่ที่หลงเมียจนลืมลูกสาว และเพราะเป็นซูเสี่ยวถาง ลูกสาวที่เกิดจากความรักของท่านและภรรยาเก่า ก็ยิ่งอ่อนไหวมากเป็นพิเศษ

“ฉันก็ไม่ได้อยากจะเอาเรื่องหยุมหยิมมาให้รกสมองคุณหรอกนะคะ แต่เห็นว่าเป็นเรื่องของลูกสาวของคุณฉันเลยปล่อยผ่านไม่ได้ แต่ถ้าคุณพูดมาแบบนี้แล้วต่อไปฉันก็จะไม่ยุ่ง” เห็นท่าทางเย็นชาของสามีแล้วก็ทำให้อารมณ์เสีย อดไม่ได้ที่จะพูดจาประชดประชันใส่

“งั้นก็ดี เรื่องบางเรื่องหลับหูหลับตาปล่อยผ่านบ้างก็ได้ ถ้ามีเวลาก็ช่วยดูลูกสาวของคุณบ้างก็ดี จะสอบอยู่แล้วอย่าพลาดท้องก่อนเรียนจบล่ะ”

“คำก็ลูกสาวฉัน แล้วซินเอ๋อร์ไม่ใช่ลูกคุณหรือไง ทำไมต้องให้ฉันดูแกคนเดียว แล้วทำไมคุณไม่ช่วยฉันดูแกล่ะ”

“ก็คุณเป็นแม่ ผมบอกไปนานแล้วว่าให้ลาออกมาดูแลลูกคุณก็ไม่ยอม บอกว่าจัดการได้ แล้วทีนี้เป็นยังไงเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นมาจัดการได้หรือเปล่า ลูกแอบไปนอนบ้านผู้ชายกลับบ้านมาคุณยังไม่รู้เลย นอนแล้วก็แล้วไปเถอะ ยังจะปล่อยให้มีรอยน่าเกลียดให้คนอื่นเห็นอีก น่าขายหน้าชะมัด มีลูกสาวก็เหมือนมีส้วมอยู่หน้าบ้านคำนี้ไม่เกินจริง" พ่อซูพูดจบก็เดินหนีกลับเข้าห้องไป ทิ้งให้แม่เลี้ยงซูยืนกระทืบเท้าด้วยความโมโหอยู่คนเดียว

ก่อนหน้านี้ท่านรู้สึกว่าตนเองเป็นใหญ่ในบ้าน ไม่ว่าจะพูดอะไรสามีก็เชื่อฟังหมด ถึงขั้นละเลยไม่ค่อยใส่ใจซูเสี่ยวถางเสียด้วยซ้ำ แล้วทำไมตอนนี้ถึงได้เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือไปได้

 

ส่วนซูเสี่ยวถางตอนนี้ไม่ได้สนใจเสียงทะเลาะกันข้างนอก เพราะเธอกำลังนับเงินที่ไหลเข้ากระเป๋าอย่างไม่ขาดสาย เวลาแค่ไม่กี่วันก็สามารถระบายของในมิติออกไปจนหมดเกลี้ยง นับดูแล้วตอนนี้มีเงินเก็บมากถึง 5000 หยวน

“ไม่คิดเลยว่าชาตินี้ฉันจะมีเงินเยอะขนาดนี้” หญิงสาวนอนกลิ้งไปกลิ้งมาบนเตียง เสพสุขกับเงินจำนวนมาก “ถ้าซื้อบ้านได้ก็คงดี”

หญิงสาวถอนหายใจออกมาเบาๆ เนื่องจากว่าไม่ใช่ใครก็จะซื้อบ้านได้ ตอนนี้รายได้ของเธอมีแค่เอาของในมิติขายแค่เพียงอย่างเดียว ถ้าสามารถใช้เงินต่อเงินได้จะดีแค่ไหนกันนะ “สงสัยต้องหาช่องทางหาเงินเพิ่ม”