คุณทำผมคลั่ง
คุณทำผมคลั่ง
ช่วงเย็นญาติผู้ใหญ่ก็เริ่มทยอยมาดูหน้าหลานสะใภ้ ทุกคนต่างอยากเห็นหน้าลูกสะใภ้บ้านใหญ่โจวว่าเป็นคนแบบไหน ถึงได้เอาชนะใจก้อนน้ำแข็งอย่างโจวเฉวียน นายน้อยของบ้านใหญ่โจวได้
“อายุเท่าไหร่เหรอ” อาสะใภ้รองโจวถามขึ้นเป็นคนแรก
“ปีนี้ 21 ค่ะ” เสี่ยวถางตอบ
“ไอหยา…อายุเยอะขนาดนี้แล้วเพิ่งจะได้แต่งงานเหรอเนี่ย” อาสะใภ้รองเอามือทาบอก
“คุณนี่ก็" อารองโจวพูดปรามภรรยา
อารองโจวไม่ได้รับราชการทหาร แต่เป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยในเซี่ยงไฮ้ คุณย่าโจวเพิ่งเสียไปเมื่อสองปีที่แล้ว ท่านมีลูกเพียงแค่สองคน คือคุณพ่อโจว และอารองโจว
อารองโจวมีลูกสาวหนึ่งคนชื่อ โจวชิงเหอ ปีนี้อายุ 20 ปี เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยที่ท่านกำลังสอนอยู่ หมั้นหมายกับเพื่อนของโจวเฉวียนซึ่งเป็นทหารด้วยกัน
แม่โจวฟังแล้วก็ไม่ได้โกรธ ท่านยิ้มเบาๆ แล้วพูดขึ้นว่า “ที่ยังไม่ได้แต่งงานเป็นเพราะว่าถางถางของเราก็เป็นนักศึกษาที่มหาวิทยาลัย แต่มีรายชื่อไปยังค่ายชนบทเลยต้องหยุดเรียนไปก่อน”
“แบบนี้เองเหรอคะ” อาสะใภ้รองโจวถึงกับหน้าเจื่อน
“ขอโทษแทนอาสะใภ้รองด้วยนะหลานสะใภ้ หล่อนค่อนข้างปากไวไปสักหน่อย” อารองโจวหน้าบาง
“ไม่เป็นไรค่ะ” เสี่ยวถางยิ้มบาง ไม่ถือสากับคำพูดของคนรวย
เธอคิดเอาไว้อยู่แล้วว่าจะต้องเกิดการเปรียบเทียบ โชคดีที่พ่อแม่สามีไม่ได้รังเกียจ ส่วนคนอื่นนั้นเจอกันแค่บางครั้งบางคราวไม่จำเป็นต้องเก็บมาใส่ใจ
“ที่เรียกทุกคนมาในวันนี้ก็เพื่อจะประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่า ซูเสี่ยวถางคือลูกสะใภ้ของพวกเราบ้านใหญ่โจว รู้จักกันเอาไว้ เผื่อเจอข้างนอกจะได้รู้ว่าเป็นญาติกัน ขอให้ทุกคนรักเคารพ และเอ็นดูถางถางเหมือนกับโจวเฉวียน” พ่อโจวพูดเสียงเข้ม
“ยินดีต้อนรับหลานสะใภ้/พี่สะใภ้”
เสียงปรบมือต้อนรับเสี่ยวถางดังห้องโถงรับแขก มีพ่อโจวออกหน้าให้ลูกสะใภ้ขนาดนี้ เท่ากับว่าพวกท่านยอมรับซูเสี่ยวถางอย่างไม่มีเงื่อนไข พวกเขาเป็นเพียงคนนอก มีสิทธิ์อะไรมาคัดค้านได้อีก
ซูเสี่ยวถางถอนหายใจด้วยความโล่งอก คิดว่าจะเป็นเหมือนเหอซิ่วที่ถูกบ้านสามีดูถูก ทั้งที่บ้านหลิวเองก็ไม่ได้สูงส่งไปกว่าเหอซิ่วสักนิด ยังคงทำงานแลกแต้มค่าแรง ถ้าหากเหอซิ่วแข็งข้อสักหน่อย บางทีเธออาจจะยืนได้อย่างมั่นคงในบ้านหลิน
เช้าวันถัดมาก็ถึงวันที่ซูเสี่ยวถางจะต้องเดินทางไปเมืองหลวง เพื่อนังรถไฟต่อไปที่เฮยหลงเจียงเพื่อกลับเข้าค่าย คำสั่งของโจวเฉวียนออกมาในนาทีสุดท้ายจริงๆ โชคดีที่เขาให้เสี่ยวถางจัดกระเป๋าเดินทางให้ เพราะถึงหัวหน้าไม่อนุมัติ ยังไงเขาก็จะลาตามไปส่งคู่หมั้นอยู่ดี
“เดินทางปลอดภัยนะลูกทั้งสอง” แม่โจวมาส่งลูกสะใภ้ด้วยตัวเอง
“ขอบคุณค่ะคุณแม่” เสี่ยวถางตอบยิ้มๆ ก่อนจะเดินเข้าไปสวมกอดแม่สามี
แม่โจวลูบหลังเธอเบาๆ “อดทนหน่อยนะ ทางนี้พ่อกับแม่ก็จะช่วยเดินเรื่องให้อย่างเต็มที่ เร็วๆ นี้เธอต้องได้กลับมาอยู่บ้านของพวกเราแน่นอน”
“ค่ะ” เสี่ยวถางขานรับ ไม่ได้คาดหวังกับคำสัญญาของท่านเท่าไหร่นัก เธอเชื่อมาตลอดว่า ไม่คาดหวังก็จะไม่ผิดหวัง
เมื่อถึงเวลาเดินทางจริงๆ กลับรู้สึกใจหาย คนอื่นๆ มารวมตัวกันแล้วก็ขึ้นรถไฟไปกันหมดแล้ว เสี่ยวถางขึ้นไปบนรถไฟก่อน ตามด้วยโจวเฉวียนที่ขึ้นไปเป็นคนสุดท้าย
เขายังคงทำหน้าที่ของตัวเอง มีแวะมามองหน้าคู่หมั้นเพื่อขอกำลังใจ แต่ก็ไปรวมตัวอยู่ในกลุ่มของทหาร เพราะเขายังคงต้องปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองอยู่
มาถึงเมืองหลวงทุกคนก็ถูกพาไปยังบ้านพัก เสี่ยวถางตั้งใจว่าจะออกไปซื้อของฝากให้กับคนอื่นๆ ที่หมู่บ้านบนเขา โดยเฉพาะเจินเจิน
“จะออกไปข้างนอกเหรอครับ” โจวเฉวียนเดินมาถามเสี่ยวถางเมื่อได้ยินลูกน้องมารายงานว่ามียุวชนขออนุญาตออกไปข้างนอก
“ค่ะ ฉันว่าจะซื้อของฝากไปฝากทุกคนที่หมู่บ้านสักหน่อย” จริงๆ ของในมิติเธอก็มี เพียงแต่ว่าถ้าไม่ซื้ออะไรไปเลยก็กลัวว่าเขาจะสงสัย เพราะไม่รู้ว่าเขาจะอยู่ที่หมู่บ้านนั้นนานแค่ไหน
ไม่รู้เธอคิดไปเองหรือเปล่า ว่าเขามีอำนาจเกินกว่าตำแหน่งที่มีเสียอีก อาจจะเป็นเพราะอำนาจที่ต้นตระกูลเขาสั่งสมมาหลายรุ่นก็เป็นได้
“อืม ถ้างั้นผมพาไปเอง” โจวเฉวียนพยักหน้า ก่อนจะเดินนำคนรักออกไป
ส่วนคนอื่นต่างก็ซึมเพราะคิดถึงบ้าน เห็นได้ชัดว่าขามากับขากลับ อารมณ์ของแต่ละคนนั้นต่างกันคนละขั้วเลยก็ว่าได้
ส่วนซูเสี่ยวถางกลับมีความสุขกับการซื้อของฝาก เธอเพิ่งรู้ถึงข้อดีของการมีคนรักหน้าตาดีแล้วก็รวย เพราะการที่คนเราหน้าตาดี คนอื่นจะใจดีกับเราเท่าตัว
อย่างเช่นตอนที่เธอซื้อของ แม่ค้าเห็นโจวเฉวียนแล้วชอบ บางร้านเธอก็โกหกบอกว่าเขาเป็นพี่ชาย พอแม่ค้ารู้ว่าเขาโสด ต่างก็ให้ของแถม บ้างก็ลดราคาให้เท่าทุน เพียงเพราะอยากจะทาบทามเขาไปเป็นลูกเขย
ส่วนโจวเฉวียนตอนนี้หิ้วของพะรุงพะรังไม่พอ ยังหน้าบึ้งเพราะคู่หมั้นเอาหน้าตาเขาไปขายแลกกับส่วนลดไม่กี่เฟิน แต่พอเห็นเธอยิ้มเขากลับโกรธจริงๆ ไม่ลง
“อย่าทำหน้าบูดสิคะ คุณทำหน้าตึงแบบนั้นใครจะกล้าเข้าหา”
“คุณเป็นคนแรกที่ต้องการให้ผู้หญิงคนอื่นเข้าใกล้สามีตัวเอง” เขาพูดขึ้นอย่างจนใจ
“ใช่ที่ไหนกันละคะ ไม่ใช่ว่าแม่ค้าพวกนั้นอยากได้คุณเป็นสามีสักหน่อย พวกเธอแค่ต้องการติดต่อให้กับญาติ หรือไม่ก็อยากได้คุณไปเป็นลูกเขย ดูของแถมพวกนั้นสิ ถ้าคุณไม่ชอบก็เอาไปให้ลูกน้องแล้วบอกเราซื้อมาฝากก็ได้ พวกเขาจะยิ่งเคารพคุณเพิ่มขึ้นไปอีก เชื่อฉันสิ” หญิงสาวขยิบตาข้างเดียวส่งไปให้ ท่าทางแก่นกล้าของเธอทำให้เขารู้สึกมันเขี้ยว
ก่อนจะถึงที่พักเขาจึงอดไม่ได้ที่จะดึงเธอเข้าไปในซอกตึกเล็กๆ เสี่ยวถางถูกดึงเข้าไปข้างในแบบไม่ทันตั้งตัว ตอนนี้เธอกับเขาแนบชิดแทบจะรวมเป็นหนึ่งเดียว
“มีอะไรหรือเปล่าคะ” หญิงสาวถามด้วยน้ำเสียงตกใจ กลัวว่าจะเกิดเรื่อง
“อืม” โจวเฉวียนขานรับในลำคอ รู้สึกคิดผิดที่ทำแบบนี้ ตั้งแต่เปลี่ยนสถานะจากคนรักกลายมาเป็นคู่หมั้น ความสามารถในการยับยั้งชั่งใจก็มีน้อยลง แต่กลับมีความต้องการอย่างอื่นมากขึ้นจนน่าตกใจ ทั้งที่ความจริงแล้วเขามีสิทธิ์ทุกอย่างในตัวเธอเลยก็ว่าได้
“เจอคนร้ายเหรอคะ” เสี่ยวถางยื่นหน้าออกไปดู
ใบหน้าสวยโผล่หน้าออกไปดู หน้าอกอวบเบียดกับหน้าอกของเขา ทันใดนั้นเขาก็ปล่อยของที่ถืออยู่เต็มมือ ก่อนจะรวบเอวบางเข้ามาแนบชิดกับตัวยิ่งขึ้น
เสี่ยวถางเงยหน้าขึ้นมองเห็นเพียงปลายคาง และจังหวะที่ลูกกระเดือกของเขาขยับขึ้นลง จากนั้นเขาก็ก้มหน้าลงมามองริมฝีปากเล็กรูปกระจับที่เม้มเข้าหากัน
มือข้างหนึ่งยกขึ้นมาเชยคางแหลมของเธอขึ้น ก่อนที่เขาจะโน้มใบหน้าลงมาใกล้ รับรู้ได้ถึงลมหายใจหอบถี่ “ถางถาง” นิ้วโป้งลูบไล้ริมฝีปากล่างของเธอเบาๆ ให้มันเผยอออก แล้วก้มลงมาแนบริมฝีปากเข้าหากัน
เมื่ออีกฝ่ายไม่ว่าอะไร เขาเลยขมปากล่างของเธอเบาๆ เพื่อให้เผยออก ก่อนจะสอดลิ้นเข้าไปข้างใน ต่างฝ่ายต่างก็ไม่มีประสบการณ์เรื่องนี้ อาศัยเพียงสัญชาตญาณของมนุษย์
ลิ้นร้อนสอดเข้ามาดูดดึงปลายลิ้นจนเธอรู้สึกเจ็บ เลยพยายามหดลิ้นหนี ทว่านั่นกลับทำให้เขาสามารถดูดดึงความหวานจากโพรงปากของเธอได้อย่างถนัด สอดเข้าไปสำรวจข้างในจนพอใจและเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น
กำปั้นเล็กทุบเข้ามาที่กลางอกเพื่อเตือนว่าเขาทำรุนแรง ชายหนุ่มไม่ได้ละโมบ แต่ค่อยๆ ถอนจูบออกอย่างอ้อยอิ่ง เสียงหายใจฟึดฟัดเพื่อสู้กับความต้องการข้างใน “ไม่อยากไปส่งคุณแล้ว”
เสียงทุ้มต่ำกระซิบบอก พูดความในใจของตัวเองออกมา มันยากที่จะทำใจห่างจากคนรักได้จริงๆ
“อือ ฉันก็ไม่อยากอยู่ห่างจากคุณ” เสี่ยวถางฟุบตัวเข้าไปสวมกอดเขาแน่น
“คุณกำลังทำผมคลั่ง” โจวเฉวียนกัดฟันกรอด ก่อนจะหอมหน้าผากเนียนฟอดใหญ่ ยืนนิ่งกอดเธอเพื่อระงับสติอารมณ์ไม่ให้เตลิดจนหยุดไม่อยู่