LNCrawler

หวั่นใจ

ย้อนเวลามาเป็นแม่ค้าตลาดมืด ยุค 70 — novel.dek d.com · All chapters

หวั่นใจ

 

กุมภาพันธ์ 1976

ซูเสี่ยวถางกับคนอื่นๆ ก็เดินทางมาถึงหมู่บ้านบนเขา ข่าวแรกที่เธอได้ยินคือเหอซิ่วท้องลูกหลานให้บ้านหลินแล้ว ได้ยินแบบนี้เสี่ยวถางก็เบาใจ อย่างน้อยๆ เธอยังสามารถเกาะลูกเพื่อให้ตัวเองมีที่ยืนในบ้านหลินได้

“เจี๋ย ไม่เจอกันครึ่งเดือนสวยขึ้นเป็นกอง” เจินเจิน สำรวจอีกฝ่ายแล้วก็สะดุดเข้ากับแหวนบนนิ้วนางข้างขวาที่เปล่งประกายจนต้องหันไปมอง

“หืม ซูเสี่ยวถางหมายความว่ายังไง อย่าบอกนะว่าพี่กลับบ้านไปแต่งงาน ฉํนไม่ยอมจริงๆ ด้วยนะ”

“ชู่ว เบาๆ สิ จะเสียงดังทำไม” เสี่ยวถางเอ็ด เพราะไม่อยากให้คนอื่นรู้เรื่องนี้เท่าไหร่นัก

“เรื่องจริงเหรอ” เจินเจินตาโต ตกใจกับคำพูดของอีกฝ่าย

“ไม่เชิง แค่หมั้น” หญิงสาวตอบเสียงเบา

“กับใคร ใช่ผู้หมวดโจวหรือเปล่า”

“อืม”

“ฉันว่าแล้ว ผู้หมวดโจวดีที่สุด” เจินเจินกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจที่ได้รู้ว่าโจวเฉวียนคือคู่หมั้นของเสี่ยวถาง

ส่วนซูเสี่ยวถางตอนนี้ก็อายหน้าดำหน้าแดง หันไปมองโจวเฉวียนที่กำลังยืนคุยอยู่กับหัวหน้าคอมมูนแล้วอยู่ดีๆ เขาก็หันมาสบตากับเธอ หญิงสาวเผลอกัดริมฝีปาก นั่นทำให้มุมปากของเขายกยิ้มขึ้นน้อยๆ

 

วันเดียวกันนั้น ซูเสี่ยวถางก็เอาของฝากไปให้กับผู้นำหมู่บ้าน ส่วนเพื่อนร่วมงานในแปลงผักคนอื่นๆ ตั้งใจว่าพอทำงานแล้วค่อยเอาไปฝาก

“ไม่เห็นต้องลำบากหิ้วของมาฝาก ระยะทางไม่ใช่ใกล้ๆ ลำบากแย่” ลุงจางพูดเมื่อเห็นถุงของฝากถุงใหญ่

“นี่ยังน้อยไปด้วยซ้ำกับความช่วยเหลือต่างๆ” เสี่ยวถางส่ายหน้า

“สมแล้วที่เป็นคนในเมือง ดูสิกลับบ้านไปไม่กี่วันก็ราศีจับแล้ว” ป้าจางมองเสี่ยวถางอย่างเอ็นดู

“กลับไปถึงบ้านฉันเล่าให้กับพ่อฟัง ท่านฝากมาขอบคุณลุงกับป้าด้วยนะคะที่ช่วยดูแลฉันเป็นอย่างดี”

“เป็นหน้าที่ของพวกเราอยู่แล้ว ลูกบ้านถูกรังแก ผู้นำหมู่บ้านอย่างฉันจะเมินเฉยได้ยังไง” ลุงจางโบกมือเป็นเชิงไม่ให้อีกฝ่ายคิดมาก

“พูดเรื่องนี้มาก็ดีแล้ว รู้ข่าวหรือยังว่าตงซินถูกพาตัวไปที่ทุ่งหญ้าแล้วนะ ป้าละสะใจจริงๆ บ้านตงกดขี่ชาวบ้านคนอื่นๆ มานาน เพียงเพราะลูกสาวตัวเองเป็นสมาชิกพรรค นึกจะรังแกหรือยัดข้อหาให้ใครก็ได้ พอเปลี่ยนเจ้าหน้าที่คอมมูนคนใหม่เข้ามา ของป่าบนเขาพวกเราก็สามารถไปล่ามาเป็นอาหาร กินไม่หมดก็ขายให้กับสหกรณ์ร้านค้าได้ อีกทั้งยังอนุญาตให้หาปลาที่ลำธารน้ำแข็งมาเป็นอาหาร ฤดูหนาวนี้พวกเราไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีอาหารกิน”

“ดีจริงๆ เลยนะคะ” เสี่ยวถางพยักหน้าเห็นด้วย

ก่อนหน้านี้ทุกอย่างที่ชาวบ้านหามาได้ หากมีคนไปแจ้งเจ้าหน้าที่ก็จะถูกริบมาเป็นของทางการหมด ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นพวกเขาเอาไปกินกันเอง ทำให้ชาวบ้านไม่อยากขึ้นเขาหาของป่าอีกเลย เพราะขึ้นไปก็เหมือนหามาให้คนอื่น ตัวเองกับครอบครัวไม่ได้ตกถึงท้อง

 

ซูเสี่ยวถางกลับมาแค่วันเดียว ข่าวเรื่องที่เธอหมั้นแล้วก็ดังไปทั่วทั้งค่าย ผู้ชายต่างก็อกหักกันระนาว และไม่ใช่แค่เธอคนเดียว เพราะบางคนก็ถูกทางบ้านจับให้แต่งงานบ้างก็มี

“หมั้นแล้วจะทำไม ฉันได้ข่าวว่าปัญญาชนบางคนถึงกับแต่งงานแล้วก็มี” เจินเจินเบ้ปากเมื่อพี่สาวของเธอถูกวิจารณ์

“ช่างพวกเขาเถอะ บอกแล้วว่าไปสนใจกับคำพูดคนอื่น” เสี่ยวถางส่ายหน้าเบาๆ

ตอนนี้เธอกำลังนั่งถักผ้าพันคอไหมพรม เพื่อให้โจวเฉวียนใส่กลับ เพราะอีกไม่กี่วันเขาก็ต้องกลับไปยังค่ายทหารแล้ว

“ว่าแต่ผู้หมวดโจวไปไหนเหรอคะ เช้านี้ฉันยังไม่เห็นเขามาป้วนเปี้ยนแถวนี้เลย”

“มาตั้งแต่เช้าแล้ว ตอนนี้น่าจะเข้าไปทำธุระในเมือง”

“จริงสิ เมื่อเช้าฉันเหมือนจะเห็นเหอซิ่วมาเดินป้วนเปี้ยนที่หน้าบ้านพัก พอฉันออกไปดูก็ไม่เห็นหล่อนแล้ว ไม่รู้ว่าจะมาบีบน้ำตาอะไรให้เจี๋ยสงสารอีก หรือว่าพอได้ยินว่าเจี๋ยกลับมาแล้วเลยอยากได้ของฝาก” เจินเจินเบ้ปากเมื่อพูดถึงเหอซิ่ว

“มาทำอะไรก็ช่างเถอะ แค่เราไม่สนใจก็พอ อีกอย่างก็เลิกพูดจาเหน็บแนมคนอื่นได้แล้ว ปล่อยพวกเขาไปเถอะ” เสี่ยวถางส่ายอย่างเหนื่อยใจกับความเจ้าคิดเจ้าแค้นของลู่เจินเจิน

“คนอื่นฉันก็พอจะหลับหูหลับตาไม่สนใจได้อยู่หรอกค่ะ แต่กับเหอซิ่วที่คิดว่าน่าจะเป็นคนที่จริงใจกับเจี๋ยที่สุดแล้วมันทำไม่ลงจริงๆ อย่าว่าฉันเลยนะคะ”

“เจินเจิน เคยคิดถึงอนาคตตัวเองหรือเปล่า ว่าหลังจากนี้จะทำอะไร”

เพราะเธอรู้ ว่าโจวเฉวียนเข้าไปในเมืองเพราะอะไร นั่นก็เป็นเพราะเขากำลังทำเรื่องพาเธอกลับไปที่เซี่ยงไฮ้ ความต้องการของเขาคืออยากให้เธอกลับพร้อมกันกับเขาเลยด้วยซ้ำ แต่คงทำแบบนั้นไม่ได้ ทว่าเธอก็รู้ว่าเวลาของตัวเองที่หมู่บ้านบนเขานี้เหลือไม่มากแล้ว อย่างน้อยๆ ก่อนที่เธอจะไปก็ต้องมั่นใจว่าน้องสาวที่แสนดีคนนี้ของเธอจะไม่โดดเดี่ยว

เจินเจินฟังแล้วก็ถอนหายใจ “ฉันยังมีอนาคตให้คิดถึงอีกเหรอ ตอนนี้ความปรารถนาเดียวคืออยากกลับบ้าน แต่ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่อีกแหละ เพราะขนาดโควตากลับบ้านก็ยังพลาดเลย”

“ถ้ากลับไม่ได้ล่ะ จะทำยังไง”

เจินเจินมองหน้าอีกฝ่าย ดวงตาของเธอสั่นไหวแปลกๆ “เจี๋ย จะไปแล้วเหรอ”

เสี่ยวถางฟังแล้วก็กลืนน้ำลายเหนียวลงคอ “ยังหรอก มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น อีกอย่างพวกเราก็เพิ่งมาถึงกันเอง เพียงแต่ว่าที่นี่ฤดูหนาวอากาศติดลบ แค่ออกไปข้างนอกถ้าไม่สวมใส่เสื้อผ้าหนาๆ คนก็สามารถแข็งตายได้ภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง งานไม่ได้ทำก็ไม่มีแต้มค่าแรงให้เก็บ เข้าใจใช่ไหมว่าปัญหาที่ตามมาคืออะไร”

“อือ ฉันวางแผนเรื่องนี้เอาไว้แล้ว ช่วงนี้เลยกินแต่มันเผา กินข้าวแค่สัปดาห์ละครั้ง” หญิงสาวฝืนยิ้มเมื่อนึกถึงสภาพของตัวเอง

“เจินเจิน” เสี่ยวถางฟังแล้วก็รู้สึกสะเทือนใจ

เธอเกือบลืมภาพลักษณ์ของลู่เจินเจินตอนที่หาเรื่องเธอช่วงแรกๆ ไม่ได้แล้ว คิดว่าอีกฝ่ายจะเก่งกล้ากว่านี้เสียอีก แต่พอมารู้จักจริงๆ หล่อนก็เป็นเพียงหญิงสาวที่ไม่ประสีประสาคนหนึ่งเท่านั้น คบเพื่อนดีก็ดี คบเพื่อนไม่ดีก็พลอยทำเรื่องไม่ดีตามไปด้วย

“วางใจเถอะ มีฉันอยู่เธอจะไม่มีทางอดอยากอีกแน่นอน”

เป็นครั้งแรกที่เสี่ยวถางนึกถึงคนอื่นก่อนตัวเอง เธอตั้งใจเอาไว้แล้วว่าก่อนที่จะย้ายกลับเซี่ยงไฮ้ ถ้าหากไม่สามารถพาลู่เจินเจินกลับบ้านด้วยได้จริงๆ ก็จะเหลือช่องทางเอาไว้ให้หญิงสาวเลี้ยงชีพตัวเอง ไม่ต้องอยู่อย่างอดอยากในพื้นที่ห่างไกลเช่นนี้

 

เย็นวันเดียวกันนั้นโจวเฉวียนก็กลับเข้ามาในหมู่บ้าน ตามหลักแล้วส่งปัญญาชน ยุวชนเสร็จเขาสามารถไปพักยังบ้านพักส่วนกลางของทางการได้ เพียงแต่นายทหารหนุ่มเลิกที่จะพักที่เดียวกับคู่หมั้น เพื่อที่จะได้อยู่ใกล้เธอตลอดเวลาแทน

“ผมซื้อขนมมาฝาก”

“ไปบ้านเลขาธิการมา เป็นยังไงบ้างคะ” เสี่ยวถางรับขนมมา

“เขาบอกว่าตอนนี้คงช่วยอะไรไม่ได้มาก แต่จะหาช่องทาง ถ้าหากมีโควตามาจริงๆ ก็จะใส่ชื่อของคุณลงไปเป็นคนแรก” เขาถอนหายใจเบาๆ รู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ง่ายอย่างที่คิด ถ้าหากค่ายนี้เป็นหน้าที่ของทหารรับผิดชอบมันคงง่ายราวกับพลิกฝ่ามือ

“ในเมื่อเป็นแบบนี้ก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอคะ แล้วทำไมผู้หมวดโจวถึงยังทำหน้าตึงอยู่”

“เปล่าหรอก ผมแค่รู้สึกว่าเขารับปากไปอย่างนั้น หรือว่าบางทีผมอาจจะคิดมากไปเอง” เขามองเจ้าของใบหน้าสวย ไม่ได้เจอกันแค่ครึ่งวันก็คิดถึงมากขนาดนี้แล้ว กลับไปจะอยู่ได้หรือเปล่าก็ยังไม่รู้

“อย่าคิดมากไปเลยค่ะ มันต้องมีทางออกสักทาง” เสี่ยวถางจับมือเย็นของเขาเอาไว้ ทั้งที่ในใจของตัวเองก็เริ่มหวาดหวั่นกลัวจะไม่ได้กลับไปเหมือนที่เขากลัว

 

 

เลขาคนไหนมีปัญหา ขอดูหน้าหน่อยสิหล่อรึเปล่า อิอิ