ไข่ต้มใบชา
ไข่ต้มใบชา
20 มิถุนายน 1975
ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง วันที่ซูเสี่ยวถางจะต้องเดินทางไปที่เฮยหลงเจียง ซึ่งการเดินทางในครั้งนี้ถือว่าลำบากพอสมควร เพราะเธอจะต้องนั่งรถที่ทางการจัดไว้ให้ไปที่เซี่ยงไฮ้ ก่อนที่จะนั่งรถไฟไอน้ำไปเมืองหลวง จากนั้นก็ต่อด้วยนั่งรถไฟไปฮาร์บิน ถึงจะมีคนจากคอมมูนมารับไปที่เฮยหลงเจียงและไปส่งตามค่ายต่างๆ ที่จัดเตรียมไว้ให้ต่อไป
“รักษาสุขภาพด้วยนะ” พ่อซูมาส่งลูกสาวด้วยตัวเอง
ภาพของหนุ่มสาวเยาวชน ปัญญาชนกำลังขึ้นรถบรรทุกที่ทางการเตรียมไว้ มีการเปิดเพลงปลุกใจตามสายดังลั่น สร้างความฮึกเหิมให้กับพวกเขาเป็นอย่างมาก จะมีก็แต่เสี่ยวถางเท่านั้นที่รู้ว่าหลังจากนี้คือนรกบนดินที่ทุกคนจะได้เจอ
“ถางถาง” กงจวิ้นก็มาส่งเธอในครั้งนี้ด้วย ทว่าชาตินี้เขามาส่งในฐานะน้องเขย
“จวิ้นเก้อเกอ” ซูถิงแสดงความเป็นเจ้าของอย่างออกนอกหน้า เพราะผู้ใหญ่ตกลงเรื่องวันหมั้นของเธอกับเขาแล้วเรียบร้อย
“เจี๋ย เดินทางปลอดภัยนะคะ อย่าลืมเขียนจดหมายมาบอกที่อยู่พวกเราล่ะ ฉันจะได้ เขียนจดหมายไปบอกหลังจากงานหมั้นของพวกเราถูกจัดขึ้น” น้องสาวพูดได้อย่างหน้าตาเฉย
เสี่ยวถางได้ยินแล้วก็ยิ้มตอบน้องสาว ก่อนจะพูดขึ้นว่า “ฉันต้องเขียนมาหาอยู่แล้ว เพราะว่าแม่ของเธอติดหนี้ฉันอยู่” พูดจบหญิงสาวก็ยิ้มมุมปาก
“ติดหนี้อะไร” กงจวิ้นขมวดคิ้วมุ่น
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ พอดีว่าแม่ฉันรับปากว่าจะส่งเงินให้ต้าเจี๋ยเดือนละ 5 หยวนทุกเดือนน่ะค่ะ”
“อือแบบนี้นี่เอง ถ้ามีเงินจำนวนนี้ถางถางก็ไม่ต้องกลัวว่าจะลำบากแล้ว ไม่ต้องห่วงนะฉันจะให้พ่อช่วยเธออีกแรง” กงจวิ้นเอื้อมมือเตรียมจะมาจับมือของเสี่ยวถางตามความเคยชิน ทว่าเธอกลับเบี่ยงตัวหลบ
“น้องเขย สำรวมด้วย” เธอบอกเขาเสียงเรียบก่อนจะเดินไปสวมกอดผู้เป็นพ่อ รู้สึกเป็นห่วงท่านจับใจ ไม่รู้เหมือนกันว่าอีกนานแค่ไหนเธอจะได้กอดผู้ชายคนนี้อีก
“เข้มแข็งนะ พ่อจะหาทางช่วยเต็มที่” พ่อซูยัดเงินก้อนหนึ่งใส่ในกระเป๋าเสื้อของลูกสาว เสี่ยวถางมองตามเห็นท่านขยิบตาให้แต่ไม่ได้พูดอะไร
เสียงร้องไห้ดังระงมเมื่อล้อรถเคลื่อนขบวน เสียงเพลงยังคงดังก้อง ทุกคนต่างร้องเพลงปลุกใจไปตลอดทาง จนกระทั่งมองไม่เห็นหมู่บ้านแล้วเสียงร้องเพลงก็เงียบลง มีเพียงสะอื้นไปตลอดทางจนกระทั่งถึงเซี่ยงไฮ้
ไม่ใช่ว่าทุกคนจะถูกส่งไปที่เฮยหลงเจียงกันหมด มีเพียง 20 คนเท่านั้นที่ถูกส่งไปที่นั่น รวมถึงซูเสี่ยวถางด้วย ระหว่างทางหญิงสาวไม่พูดกับใครเลย แล้วก็ระวังตัวเป็นอย่างมาก เธอกอดกระเป๋าของตัวเองเอาไว้แน่น จำได้ว่าชาติที่แล้วมีคนถูกขโมยของ เธอโชคดีไม่ได้ถูกขโมย หรือจะพูดให้ถูกก็คือไม่มีของสำคัญให้ขโมย แต่ชาตินี้ไม่ใช่
ช่วงที่ลงจากรถแล้วเปลี่ยนมานั่งรถไฟเข้าไปในเมืองหลวงนั้น เสี่ยวถางหยิบม้วนเงินที่พ่อซูยัดเข้ามาในกระเป๋าเสื้อออกมานับ มีเงินมากถึง 200 หยวน หญิงสาวกำเงินแน่แล้วลองเอาเข้าไปในมิติดู โชคดีที่เธอสามารถเก็บมันไว้ในมิติได้ เท่ากับว่าตอนนี้เธอมีเงินติดตัวมากถึง 300 หยวน อย่างน้อยๆ ก็เพียงพอให้เธอใช้ไปได้อีกเป็นปี
ตลอดการเดินทางพวกเธอถูกคุมเข้มโดยทหาร เนื่องจากว่าที่ผ่านมามีหลายคนที่พยายามหนี แต่ก็ถูกจับกลับมาได้ทุกครั้ง ซึ่งเห็นสภาพแล้วบอกได้คำเดียวว่าไม่ควรหนี
ระหว่างทางมีของกินขึ้นมาขายบนรถไฟตลอด เสี่ยวถางหยิบเศษเงินขึ้นมานับ แล้วซื้อไข่ต้มใบชา 3 ฟอง เนื่องจากว่าอาหารของพวกเธอมีแค่หมั่นโถวกับเนื้อแห้งคนละชิ้นเท่านั้น
ขณะที่หญิงสาวกำลังจะเอาไข่เข้าปาก ก็มีนายทหารคนหนึ่งเดินมาแล้วหยิบไข่ออกจากมือของเธอเก็บใส่เข้าไปในกระเป๋าเสื้อ
“ไม่อนุญาตให้กิน” เขาตอบเสียงเรียบ
เสี่ยวถางมองทหารนายนั้นตาปริบๆ เขาเองก็จ้องหน้าเธอด้วยเหมือนกัน มองดาวบนแขนเสื้อของเขาถึงรู้ว่าเขาเป็นถึงผู้หมวด ดูจากหน้าตาแล้วน่าจะอายุไม่ห่างจากเธอเยอะเท่าไหร่
“ฉันว่าจะบอกเธอแล้ว แต่พูดไม่ทัน” ผู้หญิงคนหนึ่งกระซิบบอกข้างหูหลังจากที่ทหารนายนั้นจากไปแล้ว
“ทำไมล่ะ” ชาติที่แล้วเธอไม่ได้เอาเงินติดตัวมาแม้แต่เหมาเดียว เพราะถูกแม่เลี้ยงหลอกว่าไปถึงเขาจะแจกเงินให้คนละ 250 หยวน
“ก่อนหน้านี้ฉันนั่งรถไฟมาจากที่อื่น ฉันก็เคยซื้อเหมือนกับเธอนี่แหละ ตอนซื้อพวกเขาจะไม่พูดอะไร รอจนกว่าเธอจ่ายเงินเสร็จแล้วพวกเขาถึงจะมายึดของแล้วก็เอาไปแบ่งกันกิน”
“เลวที่สุด” เสี่ยวถางกัดฟันกรอด
“เบาเสียงหน่อย เกิดมีใครมาได้ยินเข้าแล้วเอาไปฟ้องจะเป็นเรื่องใหญ่” ผู้หญิงคนนั้นเอามือมาปิดปากเสี่ยวถางเอาไว้ “ว่าแต่ เธอชื่ออะไร”
“ซูเสี่ยวถาง นักศึกษาปีสอง” เธอไม่บอกชื่อมหาวิทยาลัย
“ฉันชื่อเมิ่งหลิว เรียกฉันว่าหลิวหลิวก็ได้ ปีนี้ฉันอายุ 18 ปี”
“อือ เรียกฉันว่าถางเจี๋ยก็แล้วกัน" เสี่ยวถางพยักหน้ารับรู้
“ถางเจี๋ย” เมิ่งหลิวยิ้มหวานส่งไปให้
เสี่ยวถางได้แต่นึกในใจว่าทำไมชาติที่แล้วเธอถึงไม่เคยเห็นหน้าเมิ่งหลิวมาก่อน รวมถึงผู้หมวดหน้านิ่งคนนั้นด้วย ในที่สุดเธอก็มีเพื่อนร่วมเดินทาง ถึงเมืองหลวงแล้วได้แต่ภาวนาว่าให้เธอกับเมิ่งหลิวไปที่เดียวกัน
ใช้เวลาสองวันก็เดินทางถึงเมืองหลวง ทุกคนถูกพาตัวไปยังค่าย ซึ่งความจริงแล้วเป็นอาคารสำหรับอยู่อาศัย เพียงแต่ตอนนี้ถูกจัดขึ้นให้เป็นค่ายพักคนชั่วคราวเท่านั้น
“ในที่สุดก็ได้นอนเตียงนุ่มๆ สักที” เมิ่งหลิวพูดขึ้นพร้อมทั้งนอนลงมาที่เตียงนอน
“นี่ เปลี่ยนชุดก่อนสิ” เสี่ยวถางดึงอีกฝ่ายให้ลุกขึ้น เธอเป็นคนสะอาด ถ้าไม่อาบน้ำ เช็ดตัว หรือเปลี่ยนชุดก็จะไม่ลงไปนอนบนที่นอนเป็นอันขาด
“ไอหยา เจี๋ย…ฉันเมื่อตูดจะแย่แล้ว แรงจะเชือดไก่ยังไม่มีจะให้เปลี่ยนชุดอะไร อีกอย่างเราแค่นั่งรถไฟเฉยๆ ไม่สกปรกอะไรหรอกน่า” อีกฝ่ายตอบกลับมาเสียงเนือยๆ ไม่นานก็ผล็อยหลับไป
เสี่ยวถางเห็นแบบนั้นก็พูดไม่ออก ขณะที่เธอกำลังจะเตรียมของไปเข้าห้องน้ำ ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นหน้าห้อง เธอรีบสำรวจตัวเองแล้วก็เปิดประตูออกไปก็เห็นไข่ต้มใบชา 3 ฟองยื่นมาตรงหน้า
“คะ”
“ของเธอ” นายทหารหนุ่มพูดเสียงเรียบ มองสำรวจเธอด้วยหางตาครู่หนึ่ง
“ขอบคุณค่ะ” เสี่ยวถางรีบรับถุงไข่ต้มใบชามา
“ต่อไปห้ามซื้อของกินบนรถไฟอีกถ้าไม่อยากถูกลงโทษ” พูดจบเขาก็เดินหนีไป
“ทำไมละ”
“มันเป็นกฎ” เขาตอบคำถามโดยไม่หันกลับไปมองและไม่หยุดเดิน
“ฉันหมายถึงว่าทำไมคุณถึงเอามาคืนให้ฉันละคะ”
เสียงกระทบกันของรองเท้าหนังกับพื้นซีเมนต์หยุดดังกะทันหัน ก่อนที่ชายหนุ่มจะหันกลับแล้วกอดอกมองตรงมายังเธอ “หรือจะไม่เอา”
“ไม่เอาก็โง่แล้วกำลังหิวอยู่พอดี ขอบคุณมากนะคะ” หญิงสาวยิ้มกว้างแล้วก็หายกลับเข้าไปในห้อง ทิ้งให้ชายหนุ่มมองไปยังประตูไม้เก่าๆ ด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก พร้อมกับถามตัวเองในใจว่า “นั่นสิ ทำไมเขาถึงเอามาคืนหล่อนกันนะ”
เช้าวันถัดมาทุกคนถูกปลุกด้วยเสียงกริ่งที่ดังลั่น เมิ่งหลิวสะดุ้งตัวตื่นสุดแรง หันมาอีกทีก็เห็นเสี่ยวถางกำลังจัดแต่งทรงผมของเธออยู่
“เจี๋ย ทำไมตื่นเช้าจังเลยล่ะ” หญิงสาวขยี้ตา
“กริ่งดังรอบสุดท้ายแล้ว ถ้าเธอยังไม่ลุกขึ้นไปล้างหน้าแปรงฟันอีกละก็ คงได้ถูกทำโทษแน่” เสี่ยวถางไม่ตอบคำถาม แต่พูดขู่ให้อีกฝ่ายกลัว
“แล้วทำไมเจี๋ยไม่ปลุกฉันเล่า” หญิงสาวรีบถือผ้าเช็ดตัวและขันน้ำส่วนตัวของตัวเองไปยังห้องอาบน้ำรวมเพื่อทำเวลา
“ชาติที่แล้วก็ไม่มีใครบอกฉันเหมือนกัน” หญิงสาวยักไหล่ตอบแบบไม่ใส่ใจ นึกถึงชาติที่แล้วที่ตัวเองโดนทำโทษเพราะเพื่อนที่นอนห้องเดียวกับเธอไม่ปลุก เสียงหัวเราะชอบใจยังดังก้องอยู่ในหู ในเมื่อเป็นคนอ่อนโยนแล้วถูกรังแก ถูกเอาเปรียบ ต่อไปเธอก็จะขอเป็นคนเห็นแก่ตัวบ้างแล้วกัน