หัวขโมยตัวจริง
หัวขโมยตัวจริง
เดือนกุมภาพันธ์อากาศยังคงหนาว อุณหภูมิลดลงต่อเนื่อง ช่วงกลางคืนจะติดลบมากถึง 40 องศา โจวเฉวียนเลยให้ซูเสี่ยวถางอยู่แต่ในบ้านพัก ไม่ต้องออกไปงานแลกแต้มค่าแรง เนื่องจากว่างานช่วงนี้มีน้อย นอกจากทำปุ๋ยหมักแล้วก็จะมีการคลองและสร้างคันดิน แม้ว่าดินจะแข็งและเป็นน้ำแข็งแต่ก็ยังต้องทำ เพื่อปรับปรุงระบบระบายน้ำ
แต่งานประเภทใช้แรงงานส่วนมากแล้วจะเป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ผู้หญิงส่วนใหญ่แล้วก็จะทำปุ๋ยหมัก หรือไม่ก็จะท้องแก่ใกล้คลอด ด้วยรู้ดีว่าหากคลอดในช่วงนี้ก็จะเป็นผลดีต่อการทำงานมากที่สุด
“ฉันชักจะอยากเกิดเป็นซูเสี่ยวถางแล้วสิ เพิ่งกลับมาจากเยี่ยมบ้านสามีก็ไม่ให้ทำงาน ไม่ต้องไปรับไอเย็นให้ร่างกายทรุดโทรม”
“แล้วเป็นลู่เจินเจินไม่ดีตรงไหน เลิกงานมาก็มีคนทำอาหารไว้รอไม่ต้องทำเอง” เสี่ยวถางถามกลับแบบไม่ใส่ใจ
“มันก็ดี แต่จะดีกว่านี้ถ้าได้เป็นซูเสี่ยวถาง มีผู้หมวดกล้ามโตคอยเอาใจ”
“งั้นก็ไม่ต้องกิน เพราะอาหารนี้ทำให้ลู่เจินเจิน สาวน้อยที่ขยันขันแข็ง” เสี่ยวถางทำท่าจะยกชามข้าวหนี
“ช้าก่อนๆ แต่เกิดเป็นลู่เจินเจินก็ดีเหมือนกัน มีเจี๋ยเจียคอยดูแลเอาใจใส่ ไม่เลวๆ” หญิงสาวเริ่มกลับคำ
“หึ ดื่มชาร้อนเพิ่มอุณหภูมิในร่างกาย ได้ยินว่า 2-3 วันนี้อากาศจะหนาวลงมาก เธอก็หยุดงานอยู่บ้านเถอะ เดี๋ยวร่างกายจะไม่ไหวเอา”
“หยุดไม่ไได้หรอก จะว่าไปแล้วทำปุ๋ยคอกก็ดีเหมือนกันนะ ได้แต้มค่าแรงตั้ง 7 แต้มแหนะ หนาวหน่อยแต่ว่าไม่เหนื่อยเท่าไร่ข้าวโพด ไม่คันด้วย” หญิงสาวแก้ตัว
“ไม่เหนื่อยตรงไหนกันล่ะ ดูสิมือเป็นแผลหมดแล้ว” เสี่ยวถางมองมือเจินเจินที่แตกเป็นแผลเพราะถูกหิมะกัด
“เจี๋ย ขอพูดตามตรงนะ ถ้าฉันมีคนดูแลดีเหมือนผู้หมวดโจวฉันก็ไม่อยากทำมันหรอกปุ๋ยคอกเนี่ย ทั้งเหม็นทั้งหนาว แต่เพราะว่าท้องฉันยังร้องทุกวันเลยต้องทำ หยุดไม่ได้”
คำพูดของลู่เจินเจินบาดลึกเข้าไปในใจของเสี่ยวถาง รู้สึกสงสารเพื่อนจับใจ ครั้นจะบอกให้อีกฝ่ายไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารการกิน สามารถเลี้ยงได้สบายๆ ก็พูดได้ไม่เต็มปาก นั่นก็เป็นเพราะทุกคนต้องดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอดกันทั้งนั้น และไม่อยากทำให้อีกฝ่ายนิสัยเสีย รู้จักพึ่งพาแต่คนอื่น ไม่รู้จักต่อสู้ด้วยตัวเอง
ช่วงเวลาที่ซูเสี่ยวถางรอคอยก็มาถึง เมื่อมีคนโวยวายเรื่องขอหาย ซึ่งซูเสี่ยวถางก็กลับมาเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งอีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้เธอมีประสบการณ์จากครั้งก่อน อีกทั้งเจ้าหน้าที่คอมมูนชุดนี้ก็เคร่งครัดเป็นอย่างมาก เลยไม่ได้ตัดสินเพียงเพราะคำว่าสงสัยแต่ปราศจากหลักฐาน
“ฉันว่าต้องเป็นซูเสี่ยวถางคนเดิมนั่นแหละที่เอาไป ตั้งนานของไม่หาย ทำไมหล่อนกลับมาแค่ไม่กี่วันของพวกเราก็ทยอยหายทีละคนสองคน”
“เรื่องนี้มันก็น่าคิด แต่ว่าครั้งที่แล้วผู้หมวดโจวก็พิสูจน์ความบริสุทธิ์ให้แล้วไม่ใช่เหรอว่าไม่ใช่ซูเสี่ยวถาง ทำไมครั้งนี้มาถึงได้สงสัยหล่อนอีก”
“ก็ถ้าไม่ใช่หล่อนแล้วจะเป็นใครล่ะ ในเมื่อคนอื่นๆ ต่างก็ของหายกันหมด”
เสียงโวยวายดังขึ้นเป็นระลอก ทว่าครั้งนี้เสี่ยวถางไม่อยู่นิ่ง ออกมาพูดแก้ต่างให้ตัวเอง และตั้งใจว่ายังไงครั้งนี้ก็ต้องจับหัวขโมยตัวจริงมาลงโทษให้จงได้
“ฉันไม่ติดใจที่จะมีคนสงสัยว่าเป็นขโมย เพียงแต่ว่าการจะกล่าวหาใครสักคนจะต้องมีหลักฐาน ถ้าเกิดมั่นใจว่าฉันเป็นคนเอาไปจริงๆ ก็เอาหลักฐานมากาง” เสี่ยวถางพูดเสียงดัง
“จะไปยากอะไร ก็ทำเหมือนครั้งที่แล้วเสียก็สิ้นเรื่อง ทุกคนมาลงชื่อและบอกว่าของอะไรของตัวเองหายบ้าง แค่นั้นก็สิ้นเรื่อง”
“แต่ฉันกลัวว่าเรื่องจะไม่จบเพียงเท่านั้นน่ะสิ ขอเตือนเอาไว้ก่อนว่าใครโกหก แอบอ้างของที่ไม่ใช่ของตัวเองจะต้องรับผิดชอบผลที่จะตามมาด้วย” เสี่ยวถางพูดขู่
จากนั้นก็มีคนไปแจ้งเจ้าหน้าที่ให้มาตรวจสอบ เจ้าหน้าที่ชุดนี้ทำงานรวดเร็ว ขั้นตอนการตรวจสอบก็คล้ายกับครั้งที่แล้ว เพียงแต่เจ้าหน้าที่ไม่ได้ด่วนสรุปเหมือนครั้งที่แล้ว
“ตอนนี้คนอื่นๆ ต่างเอนเอียงมาที่ซูเสี่ยวหลานมากที่สุดค่ะ” หลี่ชิ่วชิงทำหน้าที่เป็นเลขาคอมมูน จึงรายงานผลการตรวจสอบมาให้หัวหน้าทราบ
“หลี่ชิ่วชิง ไม่ใช่ว่าคุณเองก็เคยอยู่บ้านพักกับซูเสี่ยวถางมาก่อน เธอนิสัยเป็นยังไงเหรอ”
“ค่ะ ฉันเคยอยู่ที่นั่น ฉันกับซูเสี่ยวถางไม่ค่อยสนิทกันเท่าไหร่ แต่เท่าที่ฉันเห็นดูเหมือนว่าจะเป็นคนหยิ่งคนหนึ่งเลยละค่ะ”
“แล้วคุณคิดว่าเป็นไปได้ไหมว่าเธอจะเป็นหัวขโมย” หัวหน้าหนุ่มถามความเห็น
“ฉันเองก็ตอบไม่ได้ค่ะ เพราะว่าครั้งที่แล้วคนอื่นๆ ต่างลงความเห็นให้เธอเป็นคนผิด ทว่าภายหลังก็พิสูจน์ออกมาได้ว่าเธอไม่ใช่ขโมยตัวจริง จนป่านนี้ก็ยังจับไม่ได้ แต่มันน่าแปลกตรงที่ของมาหายช่วงที่ซูเสี่ยวถางกลับมาจากเยี่ยมบ้านพอดี ถ้าหล่อนไม่ได้ทำจริงๆ ก็แสดงว่ามีคนตั้งใจใส่ร้ายให้ซูเสี่ยวถางกลายเป็นแพะอีกครั้ง” ชิงชิงวิเคราะห์
“อืม สมแล้วกับที่ได้รับเลือกให้มาเป็นเลขาของผม ถ้าอย่างนั้นคุณคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปเหรอครับ”
“ไม่รู้สิคะ ฉันเองก็เดาทางไม่ออกเหมือนกัน แต่ที่รู้ๆ ครั้งนี้ซูเสี่ยวถางคงไม่อยู่เฉยแน่”
เธอเองก็ได้ยินคนอื่นเล่ามาอีกที ว่าในห้องใต้ดินนั้นทั้งมืดแล้วก็อับชื้น อีกทั้งเสี่ยวถางยังถูกเจ้าหน้าที่ตงแกล้ง ถ้าเธอฉลาดมากพอคงไม่กล้าทำเรื่องแบบนั้นอีก
หลี่ชิ่วชิงเดาไม่ผิด เพราะตอนนี้เสี่ยวถางกำลังหาทางจับขโมยตัวจริงให้ได้ โดยมีโจวเฉวียนคอยช่วยเหลืออีกแรง
“มันจงใจแกล้งกันชัดๆ เลย” เจินเจินพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
“วางใจเถอะ ครั้งนี้ฉันไม่มีทางผิดพลาดเป็นครั้งที่สองแน่ ถ้าคนคนนั้นตั้งใจจริงๆ คิดว่าเร็วๆ นี้จะต้องลงมืออีกแน่ โชคดีที่เจ้าหน้าที่คอมมูนไม่ได้โง่ ไม่งั้นคงตกที่นั่งลำบาก” เสี่ยวถางวิเคราะห์
“แล้วจะปล่อยให้เป็นแบบนี้เหรอ ถ้าขืนเป็นแบบนี้ต่อไป มีหวังพวกเขาได้มาพาตัวเจี๋ยไปขังไว้ที่ห้องใต้ดินแน่ๆ”
“ฝันไปเถอะ ฉันนี่แหละจะจับหัวขโมยไปขังไว้ในห้องใต้ดินด้วยตัวเอง”
คืนวันเดียวกันนั้น เสี่ยวถางยังไม่เข้านอน อีกทั้งยังตั้งใจล่อเหยื่อให้มาติดกับ แต่รอแล้วรอเล่าขโมยก็ไม่ไหวตัว จนกระทั่งช่วงดึกสงัด เริ่มมีเสียงคนขยับ
หญิงสาวนอนรออยู่พักหนึ่ง มั่นใจว่าจับขโมยไม่ผิดตัวแน่เลยลุกขึ้น จุดตะเกียงน้ำมันก๊าด ทันใดนั้นทั้งห้องสว่างไสว ทำให้มองเห็นคนร้ายตัวจริง
“ยอมออกมาเสียทีนะ” เสี่ยวถางพูดยิ้มๆ
“ขอดูหน้าชัดๆ หน่อยเถอะ” เจินเจินทำท่าจะกระชากผ้าปิดหน้าของขโมยออก แต่แล้วหัวขโมยกลับวิ่งหนี ดีที่ตอนนี้บ้านพักถูกทหารล้อมเอาไว้หมดแล้ว
“จะหนีไปไหน หนีไปไหนก็ไม่รอดหรอก ฉันถ่างตารอแกมาตั้งหลายวัน ในที่สุดก็ยอมโผล่หัวออกมา” เจินเจินตะโกนออกไปอย่างไม่เกรงว่า
โจวเฉวียนส่งสัญญาณให้ลูกน้องไปจับกุมตัวขโมยตัวจริง อีกทั้งยังมีของกลางในมือแล้วก็อกเสื้อ ซึ่งเป็นหลักฐานมัดตัวชั้นดี
“ทำไมไม่ยอมเปิดหน้า แบบนี้จะรู้ได้ไงว่าเป็นใคร”
“นั่นนะสิ แล้วแบบนี้ของฉันที่หายไปจะได้คืนหรือเปล่า”
เสียงเอะอะโวยวายดังขึ้น ไม่นานเจ้าหน้าที่คอมมูนก็วิ่งตาตื่นเข้ามาดู เนื่องจากมีคนไปแจ้งว่าจับหัวขโมยได้แล้ว ให้มาช่วยจัดการ
ที่แท้การที่หัวขโมยยอมออกมาก็เป็นเพราะ เสี่ยวถางให้เจินเจินปล่อยข่าวออกไปว่าผู้เสียหายมีน้อยเกินไป เจ้าหน้าที่คอมมูนไม่รับแจ้ง อีกทั้งหลักฐานยังไม่มากพอที่จะชี้ตัวคนผิด พอหัวขโมยที่ไม่ตั้งใจขโมยของ แต่อยากจะใส่ร้ายใครบางคนจึงปรากฏตัว
ทันทีที่เสี่ยวถางเปิดผ้าปิดหน้าคนร้าย เธอก็ต้องตกใจและถอยหลังไปก้าวหนึ่ง
“เธอเองเหรอ” หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา มองหน้าที่ไม่สลดของอีกฝ่ายแล้วก็บอกกับตัวเองว่า ถ้าครั้งนี้ไม่ทำอะไรสักอย่าง ก็เอาหัวไปโขกกำแพงตาเสีย ดูเหมือนว่าจะกลับมาเกิดใหม่สูญเปล่า