LNCrawler

หัวขโมยตัวจริงถูกจับ

ย้อนเวลามาเป็นแม่ค้าตลาดมืด ยุค 70 — novel.dek d.com · All chapters

หัวขโมยตัวจริงถูกจับ

 

เมิ่งหลิวถูกกระชากผ้าปิดหน้าออก แทนที่จะรู้สึกสลดตกใจ แต่กลับหัวเราะชอบใจที่อีกฝ่ายทำหน้าแบบนั้น นี่แหละคือสิ่งที่เธอต้องการ

“เจี๋ย ตกใจมากเหรอที่รู้ว่าเป็นฉัน คงคิดไม่ถึงละสินะ”

ซูเสี่ยวถางฟังแล้วก็ยิ้มนิดๆ ก่อนจะพูดว่า “ก็ตกใจนะ แต่ไม่แปลกใจ”

“หมายความว่ายังไง” หลิวหลิวเป็นฝ่ายเปลี่ยนมาทำหน้านิ่งบ้าง

“เธออาจจะคิดว่าคนอื่นไม่สนใจและไม่ทันจับสังเกต แต่ไม่ใช่ฉันแน่นอน”

“เมิ่งหลิวเอ๋ยเมิ่งหลิว ฉันจะบอกอะไรให้เธอฟังนะ ถางเจี๋ยน่ะบอกฉันตั้งแต่ก่อนจะไปแล้วว่าให้คอยสังเกตว่าใครในนี้กินแบบไม่คิดมากที่สุด สุดท้ายแล้วก็คือเธอ เพราะนอกจากกินแบบไม่คิดแล้ว ก็ยังเอาของกินไปแบ่งคนอื่นๆ เพื่อซื้อใจพวกเขาอีกต่างหาก แต่เธอรู้อะไรไหม เพื่อนกินกับเพื่อนตายมันคนละเรื่อง พวกเขาแค่รับของจากเธอแต่ไม่ได้รับไมตรี” ลู่เจินเจินเป็นคนเฉลย

“หมายความว่ารู้นานแล้วเหรอว่าเป็นฉัน แล้วทำไมถึงบอกว่าไม่มีหลักฐานล่ะ”

“ก็ถ้าไม่พูดแบบนั้น เธอจะยอมสร้างหลักฐานใหม่มาใส่ร้ายฉันเหรอ” เสี่ยวถางกอดอก ยืนมองอีกฝ่ายด้วยสายตาผิดหวัง

แม้ว่าเธอจะไม่อยากเกี่ยวข้องกับเมิ่งหลิวอีก แต่ก็ไม่เคยนึกเกลียดชังกับเรื่องครั้งหลังแล้ว แค่ต้องการให้ต่างคนต่างอยู่ แต่ไม่คิดเลยว่าเพื่อนคนแรกของเธอ จะกลายมาเป็นคนเดียวกับที่คอยถือมีดอยู่ข้างหลังแล้วก็แทงเธอ

“ซูเสี่ยวถาง เธอมันเป็นปีศาจจิ้งจอก ใช้ความสวยหลอกลวงคน ทั้งที่ความจริงกลับเห็นแก่ตัวยิ่งกว่าใคร ลู่เจินเจินฉันจะบอกอะไรให้นะ ในขณะที่เธออดมื้อกินมื้อ แต่ผู้หญิงที่เธอเทิดทูนยิ่งกว่าคนในครอบครัวกลับกินอยู่สบาย ทั้งที่สามารถยื่นมือเข้าไปช่วยได้แต่หล่อนไม่ทำ ยอมดูคนที่ตัวเองเรียกว่าเพื่อนค่าแรงติดลบ เพื่อที่จะเก็บไว้เป็นเบ๊ข้างกายยังไงล่ะ”

“ที่พูดมาทั้งหมดก็แค่อิจฉาวาสนาของถางเจี๋ยสินะ เมิ่งหลิวฉันจะบอกอะไรให้เธอฟังนะ คนอย่างฉันยอมค่าแรงติดลบ แล้วก็ทำงานใช้หนี้ ดีกว่ามาเป็นหัวขโมยแล้วไม่สำนึกเหมือนที่เธอกำลังเป็นอยู่ในตอนนี้ยังไงล่ะ” ลู่เจินเจินพูดขึ้น ทั้งยังมองอีกฝ่ายด้วยสายตารังเกียจ

“คนที่ยุแยงตงซินก็คือเธอสินะ” เสี่ยวถางข้องใจเรื่องเจ้าหน้าที่ตง เพราะถ้าไม่มีคนพูดอะไร เธอคิดว่าหล่อนก็คงไม่น่าจะโกรธแค้นเธอมากมายถึงขั้นจะขังให้ตาย

“ใช่ ฉันเป็นคนบอกเจ้าหน้าที่ตงเองว่าเจี๋ยเป็นคนที่หลินเจิ้งรัก หรือว่าฉันพูดผิดตรงไหนเหรอ อีกอย่างเจี๋ยเองก็โปรยเสน่ห์ใส่เขาตลอด ถึงขั้นไปทำอาหารให้ที่บ้านเขากิน ใครบ้างจะไม่คิด ซูเสี่ยวถางฉันบอกแล้วว่าเธอมันคือปีศาจจิ้งจอก ฮ่าๆ”

เมิ่งหลิวตอนนี้สติหลุดไปแล้ว ด้วยรู้ดีว่าถ้าถูกจับได้ซูเสี่ยวถางคงไม่ปล่อยเธอไปแน่ และเธอก็รู้ว่าคู่หมั้นของอีกฝ่ายก็คือโจวเฉวียน ในเมื่อไหนๆ ก็ต้องตกนรกทั้งเป็นแล้ว ก็ขอพูดยุแยงให้เขาพวกผิดใจกันหน่อยก็แล้วกัน อาจจะไม่ถึงขั้นแตกหัก แต่มันก็ต้องมีปมในใจให้รู้สึกกันบ้าง

หัวหน้าคอมมูนสั่งให้พาตัวเมิ่งหลิวไปขังไว้ในคุกใต้ดิน แต่เสี่ยวถางร้องเรียนให้รายงานเรื่องนี้ให้กับทางการในเมืองทราบ เพราะเมิงหลิวสารภาพทุกอย่างแล้วว่าเป็นคนลงมือทำตั้งแต่ต้น

 

เหตุการณ์จบลงด้วยคำขอโทษจากเพื่อนร่วมงาน ทว่าเสี่ยวถางกลับไม่ได้รู้สึกอะไรแล้ว แม้ว่าจะพิสูจน์ตัวเองว่าบริสุทธิ์ แต่ก็เธอก็ไม่ต่างอะไรจากคนมีตราบาป พอเกิดเรื่องก็จะต้องสงสัยเธอเป็นคนแรก

“ผมไม่รู้มาก่อนว่าคุณเคยไปทำอาหารที่บ้านหลิน” โจวเฉวียนพูดขึ้น ตอนนี้พวกเขาอยู่ในห้องพักส่วนตัวกันสองคน

เสี่ยวถางเม้มปาก มองดูคนไหน้ำส้มแตกแล้วก็ลอบถอนหายใจเบาๆ “นานมาแล้วค่ะ ก่อนหน้านั้นป้าหลินดูแลฉันกับเหอซิ่วดีมาก มีอะไรก็คอยช่วยเหลือตลอด”

“ไม่ใช่ว่าท่านอยากได้คุณเป็นลูกสะใภ้เหรอครับ”

“ไม่รู้สิคะ ฉันไม่ได้ถาม แล้วท่านก็ไม่ได้พูดออกมาตรงๆ แต่ก็ยอมรับว่าจะชอบหาโอกาสให้ฉันกับหลินเจิ้งได้อยู่ด้วยกันตามลำพัง เพราะก่อนหน้าที่ท่านจะมาสนิทกับฉัน ฉันก็เคยมีข่าวคบกับหลินเจิ้งเพราะเคยขอติดรถเขาเข้าไปในเมือง”

เสี่ยวถางอธิบายเรื่องราวทุกอย่างให้คนรักฟังอย่างใจเย็น จากใบหน้าบึ้งตึงก็ขมวดเป็นปม แล้วก็คลายออก เขาเป็นอยู่แบบนั้นเมื่อได้ฟังเรื่องราวของเธอระหว่างอยู่ที่นี่

“ลำบากคุณแล้วจริงๆ” พอฟังจบเขาก็ลูบศีรษะของเธอเบาๆ เป็นการปลอบใจ

เสี่ยวถางลอบถอนหายใจ ทำตัวอ่อนซบลงที่อกของเขาอย่างออดอ้อน “อือ คุณเชื่อที่ฉันพูดหรือเปล่าคะ”

“ผมเชื่อตั้งแต่ที่คุณยังไม่ได้พูดด้วยซ้ำ ผมดูออกว่าหลินเจิ้งรู้สึกยังไงกับคุณ”

“ตั้งแต่ที่เขากับเหอซิ่วเอ่อ...” เธอไม่รู้จะพูดยังไงดีเกี่ยวกับเหตุการณ์ของทั้งสองคน “ฉันหมายถึงตั้งแต่ที่พวกเขาเป็นสามีภรรยากัน ฉันก็ไม่เคยเจอหลินเจิ้งอีกเลยค่ะ เจินเจินบอกว่าตอนนี้อาซิ่วเองก็ตั้งท้องลูกของหลินเจิ้งอยู่”

“อืม ก่อนหน้านี้ได้ยินว่าเขาหลบมาอยู่ที่บ้านพักสวัสดิการ แต่พอรู้ว่าเหอซิ่วท้องลูกของเขาก็กลับไปอยู่บ้านตามเดิม ดูแลเธอดีขึ้นจากเมื่อก่อน"

“ดีแล้วล่ะค่ะ” เสี่ยวถางพยักหน้าหงึกๆ ไม่สนใจเรื่องของคนอื่นอีก

วันนี้เธอเหนื่อยมาก อดหลับอดนอนรอจับหัวขโมยอยู่หลายวัน พอขโมยตัวจริงถูกจับแล้วก็โล่งใจ อาการง่วงงุนแทรกเข้ามาจนลืมตาไม่ขึ้น สุดท้ายก็ผล็อยหลับในอกอุ่น

 

หญิงสาวรู้สึกตัวตื่นโจวเฉวียนก็ไม่ได้อยู่บนเตียงแล้ว เขาไขประตูเข้ามาพร้อมกับไอเย็นที่แทรกเข้ามาในห้อง หญิงสาวเลยขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มโผล่ออกมาให้เห็นแค่ตา

“เจินเจินโวยวายว่าคุณไม่ยอมกลับบ้าน”

“หึ เด็กคนนี้นับวันจะติดฉันเข้าไปทุกวัน” เสี่ยวถางส่ายหน้ายิ้มๆ

“บอกเธอหรือยังเรื่องที่กำลังจะกลับบ้าน”

“ยังค่ะ เอาไว้ให้ได้วันที่แน่นอนก่อนแล้วค่อยบอก ถ้าเป็นไปได้ฉันอยาก”

“ผมรู้ว่าคุณจะพูดอะไร เพียงแต่ถางถางไม่ใช่ทุกคนจะโชคดีเหมือนคุณหรอกนะ ที่พวกเขาทำแบบนั้นก็เพื่อลดกำลังคนที่มีการศึกษาลง และปิดหูปิดตาประชาชนให้อยู่ภายใต้อำนาจต่อไป” แม้แต่เขาเองก็ยังนึกรังเกียจ

“ฉันรู้ค่ะ ฉันแค่อยากมั่นใจว่าถ้าฉันไม่อยู่แล้ว เจินเจินจะใช้ชีวิตต่อไปได้โดยที่เธอไม่ลำบาก” นี่ต่างหากคือคำขอจากเธอ

“วางใจเถอะ ผมจะลองหางานสักตำแหน่งให้เธอดู ไม่พูดเรื่องคนอื่นแล้ว พรุ่งนี้เป็นวันสุดท้ายที่ผู้บัญชาการขีดเส้นแดงเรียกตัวผมกลับค่ายทหาร”

“เร็วขนาดนั้นเลยเหรอคะ” พอเอาเข้าจริงกลับไม่อยากให้เขาไป

“อืม ผมขอห้องพักนี้ให้คุณถือว่าเป็นรางวัลปลอบใจเรื่องที่คุณถูกใส่ร้ายและถูกขังในห้องใต้ดินเป็นเวลานาน หัวหน้าคอมมูนอนุมัติแล้ว ต่อไปถ้าเกิดเรื่องที่บ้านพักพวกเขาจะได้ไม่มาโทษคุณอีก”

เสี่ยวถางมองหน้าคนรัก เขาคิดแทนเธอทุกอย่าง รู้แม้กระทั่งว่าเธอคิดอะไรอยู่ มีห้องส่วนตัวก็ดีเหมือนกัน อยากทำอะไร อยากกินอะไรก็ไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาเห็น

 

วันถัดมาโจวเฉวียนก็เดินทางกลับ ไม่มีงานเลี้ยงอำลาใดๆ ทั้งสิ้น เพราะเขาอยากใช้เวลาที่เหลือกับคนรักมากกว่าคนอื่น

เสี่ยวถางตื่นขึ้นมาส่งคู่หมั้นตั้งแต่เช้า รู้สึกใจหวิวเพราะครั้งนี้เขาไปแล้วไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้กลับมาอีก ถึงจะทำใจไว้เยอะแล้ว แต่เอาเข้าจริงก็อดร้องไห้ตาแดงไม่ได้

“ร้องไห้แบบนี้ผมจะไปยังไง” เขาถามเสียงอบอุ่น พร้อมกับช่วยเช็ดน้ำตา

“ฉันก็ไม่ได้อยากร้อง แต่ว่ามันไหลออกมาเอง” หญิงสาวสูดน้ำมูก

“ผมจะพยายามหาทางพาตัวคุณกลับไปนอนกอดทุกคนให้ได้” เขาดึงเธอเข้าไปกอด ได้ยินเสียงหัวใจของเขาเต้นแรงไม่ต่างอะไรจากเธอ

ผู้ชายคนนี้เก็บอาการเก่งจริงๆ หญิงสาวได้แต่คิดในใจ

“ผมไม่อยู่ดูแลตัวเองให้ดี ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าให้ใครเข้ามาในห้อง ผมบอกหัวหน้าคอมมูนเรื่องของเราแล้ว เขาดูจะเกรงใจผมอยู่บ้าง คิดว่าคงไม่ทำให้คุณลำบากใจ” ใครจะหาว่าใช้อำนาจเกินขอบเขตก็ช่าง แต่ก่อนอื่นเขาต้องมั่นใจก่อนว่าผู้หญิงของเขาปลอดภัย