ไม่ได้ขอ
ไม่ได้ขอ
มีนาคม 1976
เสียงสัญญาณเริ่มต้นเช้าวันใหม่ดังขึ้น เริ่มปรับปรุงดินอย่างจริงจัง ซูเสี่ยวถางยังคงได้ทำงานในแปลงผัก ทว่าขั้นตอนการเตรียมดินไม่ต่างจากการทำไร่นาเลยแม้แต่น้อย เพราะต้องทุบน้ำแข็ง เพื่อเตรียมหน้าดิน
เสี่ยวถางมองเหอซิ่วที่กำลังเดินมาทางนี้แล้วก็ขมวดคิ้วนิดๆ ขณะที่ได้แต่สงสัยอยู่ในใจ ป้าคนหนึ่งก็พูดในสิ่งที่เธอคิดออกมา
“ไหนบอกว่าสะใภ้รองบ้านหลินท้อง แล้วทำไมหล่อนถึงยังได้มาทำงานอีก ไม่รู้เหรอว่าท้องอ่อนๆ อันตรายมาก”
“ก็นั่นนะสิ ลูกสะใภ้ฉันหลุดสามรอบก็ตอนท้องอ่อนๆ นี่แหละ”
“ก็จะอะไรเสียอีกล่ะ หล่อนไม่ยอมย้ายมาเป็นคนที่นี่สักทีนะสิ รายชื่อก็เลยอยู่กับคอมมูน ถ้าไม่ทำงานคอมมูนก็ต้องรายงานไปที่ทางการ พอทางการมาตรวจสอบก็จะเป็นเรื่องใหญ่อีก” ป้าจางอธิบาย ที่ท่านรู้เพราะสามีมาบ่นเรื่องนี้ให้ฟัง
“แบบนี้นี่เอง”
เหอซิ่วเดินเข้าใกล้ทุกคนเลยหยุดประโยคสนทนาเอาไว้เพียงเท่านี้ แต่เมื่อหล่อนเห็นซูเสี่ยวถางก็รีบหลบสายตา อันที่จริงหลินเจิ้งบอกให้เธอไม่ต้องมาทำงาน แต่เพราะเธอยังมีรายชื่ออยู่ในค่ายชนบทแห่งนี้อยู่ จึงจำเป็นต้องมาทำงานตามปกติ
“อรุณสวัสดิ์ค่ะป้าจาง” เหอซิ่วทักทาย ถึงจะไม่สู้หน้าเพื่อนสาว แต่มารยาทกับผู้ใหญ่ยังคงต้องมีอยู่
“อรุณสวัสดิ์ แพ้ท้องดีขึ้นแล้วเหรอถึงได้มาทำงาน”
“ไม่ค่อยแพ้เท่าไหร่แล้วค่ะ แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นหลินเจิ้งที่กำลังแพ้ท้องแทนฉัน” เหอซิ่วลูบหน้าท้องที่นูนขึ้นมานิดๆ ถ้าไม่สังเกตคนอื่นก็คงคิดว่าเป็นเพราะกินข้าวอิ่มพุงเลยยื่น
“ไอหยาดีจริงๆ เลยนะอาซิ่ว ว่ากันว่าผู้ชายที่แพ้ท้องแทนเมียคือรักลูกกับเมียมาก”
“ลูกน่ะคงใช่ แต่เมีย…ก็ไม่แน่” เสียงของเจินเจินดังขึ้น พร้อมทั้งเบ้ปากส่ไปให้เหอซิ่ว ทำให้หญิงสาวต้องหลบสายตาและเบี่ยงตัวไปอีกทาง
“มาทำไม” เสี่ยวถางหันไปถามตัวป่วน
“หัวหน้าคอมมูนให้ฉันมาทำงานที่แปลงผัก เจี๋ยต่อไปเราจะได้อยู่ด้วยกันแล้ว” เจินเจินทำหน้าดีใจเมื่อถูกเปลี่ยนงาน
“อือ”
หลังจากนั้นป้าจางก็แบ่งหน้าที่ให้ทุกคนทำ แม้จะขึ้นชื่อว่าทำงานแลกแต้มค่าแรง แต่ก็ไม่ได้เอาเปรียบขนาดนั้น ป้าจางไม่กล้าใช้งานคนท้องหนัก เลยให้เธอช่วยหยิบจับนิดๆ หน่อยๆ แต่ถึงอย่างนั้นก็ดมยาไปตั้งหลายรอบ
“เอาเปรียบกันชัดๆ” ขณะที่นั่งกินข้าวกลางวันกัน เจินเจินก็บ่นเรื่องงาน เพราะเหอซิ่วได้ทำงานเบากว่าคนอื่น
“ช่างเถอะน่า”
“เจี๋ยช่างได้ไง ก่อนหน้านี้เจี๋ยสอนฉันเองว่าอย่ายอมให้ใครมาเอาเปรียบ แล้วทำไมตอนนี้เจี๋ยเป็นฝ่ายยอมเองล่ะ” เจินเจินมองหน้าอีกฝ่ายด้วยสายตางุนงง
เสี่ยวถางฟังแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ “หล่อนท้องอยู่ ป้าจางบอกว่าคนท้องอ่อนทำงานหนักไม่ได้ ป้าหงก็บอกว่าลูกสะใภ้ท่านแท้งไปสามรอบตอนท้องอ่อนๆ นี่แหละ”
“อันตรายขนาดนั้นแล้วหล่อนจะมาทำงานทำไม ไหนบอกว่าหลินเจิ้งเงินเดือนเยอะ ทำไมถึงยังให้ภรรยาของตัวเองมาทำงานอยู่”
“ที่พูดมาทั้งหมดคือเป็นห่วงสินะ” เสี่ยวถางจับทางได้
“ใครบอก ฉันเนี่ยนะจะเป็นห่วง ฝันไปเถอะ คนเห็นแก่ตัวแบบนั้นฉันไม่ยุ่งด้วยหรอก” พอถูกจับได้ก็เริ่มลนลาน
“ห่วงก็ห่วงสิจะโกหกทำไม เป็นห่วงแต่ไม่ได้หมายความว่าจะกลับไปยุ่งเกี่ยวด้วยสักหน่อย” เสี่ยวถางส่ายหน้าอย่างเอือมๆ ให้กับความปากแข็งของเพื่อน
ผ่านไปสองสัปดาห์
ทำงานแปลงผักไม่หนักเท่าทำงานในทุ่งนา แต่ถึงอย่างนั้นมือของเสี่ยวถางก็แตกเพราะถูกหิมะกัด แม้ว่าจะใส่ถุงมือแล้วก็ตาม
ขณะที่ทุกคนกำลังจะลงไปทำงานตามปกติ เลขาหลี่ก็เดินมาแจ้ง บอกว่าจะมีเจ้าหน้าที่เกษตรจากอำเภอมาให้ความรู้ แล้วสาธิตวิธีการเพาะต้นกล้า ซึ่งพวกเขาจะมาในเวลานี้ทุกๆ ปี
“อบรมงั้นเหรอ หมายความว่าวันนี้ไม่ต้องขุดแปลงผักใช่หรือเปล่า”
“อบรมแค่ครึ่งวัน ที่เหลือก็แล้วแต่หัวหน้างานว่าจะให้ทำยังไง” หลี่ชิ่วชิงบอก
“ไม่เข้าได้หรือเปล่า” เสี่ยวถางถามขึ้น
“ทำไมล่ะ มีเรื่องอะไรหรือเปล่า” ตั้งแต่ย้ายมาทำงานเป็นเลขาให้คอมมูน หลี่ชิ่วชิงก็ไม่ได้ทำพฤติกรรมแบบที่ผ่านมาใส่เสี่ยวถางอีก อาจจะเป็นเพราะการที่เธอได้ทำงานคอมมูนก็เพราะเสี่ยวถางยกตำแหน่งนี้ให้
“ฉันรู้สึกไม่สบายนิดหน่อย”
เจินเจินยกมือขึ้นมาอังหน้าผากของเสี่ยวถางแล้วก็พูดเสียงดังขึ้นว่า “ไม่หน่อยแล้วมั้งเจี๋ย ตัวร้อนขนาดนี้ทำไมไม่หยุดพัก”
“ไม่เป็นไรมากหรอก นอนพักสักหน่อยก็น่าจะหาย” คนป่วยโบกมือปฏิเสธ เหนื่อยใจกับความขี้โวยวายของเจินเจิน
“ถ้างั้นก็ไปพักเถอะ เดี๋ยวฉันบอกหัวหน้าให้” ชิงชิงพยักหน้ารับรู้ ทั้งยังใจดีแจ้งข่าวให้หัวหน้ารับทราบอีกด้วย
“ขอบคุณนะ”
เสี่ยวถางพยักหน้าขอบคุณ ก่อนจะเดินเลี่ยงกลับไปยังบ้านพักสวัสดิการ ขณะที่เดินกลับนั้นก็สวนเข้ากันรถของเจ้าหน้าที่ที่จะมาอบรมเข้าพอดี
เธอไม่ได้สังเกตว่าเป็นรถใคร เพราะตอนนี้รู้สึกปวดแสบไปทั้งมือราวกับโดนของแข็งทับ แต่ความจริงแล้วมือทั้งสองข้างกำลังถูกความเย็นกัด
“นั่นสาวสวยที่ไหนกัน ทำไมมาเดินในหมู่บ้านป่าแบบนี้ได้” หนึ่งในเจ้าหน้าที่พูดขึ้น
“จะใครที่ไหนล่ะ ก็น่าจะเป็นชาวบ้านในหมู่บ้านนี้แหละ เอาไว้เข้าอบรมแล้วก็คงรู้เองแหละ”
จะมีอยู่คนหนึ่งเท่านั้นที่รู้ว่าสาวสวยคนนั้นคือใคร คิ้วเข้มของเขาขมวดมุ่นนิดๆ เพราะทางที่หล่อนไปคือบ้านพัก และดูจากสีหน้าของอีกฝ่ายแล้วดูซีดไปสักหน่อย
ทางด้านเสี่ยวถางเมื่อมาถึงห้องก็หยิบเอายาจากในมิติมาจัดการแผลที่มือ มันดูแย่กว่าเมื่อวานมากเลยทีเดียว ถ้าขืนเป็นแบบนี้ต่อไปไม่รู้ว่าจะหยิบตะเกียบขึ้นมากินข้าวได้หรือเปล่า
ขณะที่กำลังทายาอยู่นั้นเสียงเคาะประตูหน้าห้องก็ดังขึ้น คิดว่าเป็นเจินเจินที่ตามมา เลยไม่ได้ถามก่อนว่าเป็นใครรายนั้นบอกไม่ค่อยจะฟังเท่าไหร่
“ซี้ด” ระหว่างที่เปิดประตู มือเผลอไปชนกับประตูเข้าเลยร้องเสียงหลงออกมา
“เป็นอะไร” เสียงทุ้มถามเสียงเรียบ แต่มือใหญ่เร็วกว่ารีบคว้าขึ้นมาดู แล้วก็ต้องเงยหน้าขึ้นมอง เห็นดวงตาคู่สวยกำลังน้ำตาคลอ “เจ็บมากหรือเปล่า” มองดูมือเรียวสวยที่ตอนนี้แตกเป็นแผลเพราะถูกความเย็นกัดแล้วรู้สึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก
“นิดหน่อยค่ะ” เสี่ยวถางตอบ พยายามจะดึงมือกลับแต่ถูกแต่จับข้อมือเอาไว้แน่น
“อย่าดิ้น” เสียงทุ้มสั่ง ก่อนจะจูงมือเธอเข้ามาในห้อง
“ปิดประตูทำไมคะ” เธอถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ ชายหญิงไม่ควรอยู่กันสองต่อสอง ยิ่งเป็นห้องพักของคู่หมั้นเธอด้วยแล้วก็ยิ่งไม่สมควร
“อยากหนาวตายหรือไง” เขาตามเสียงเรียบ ก่อนจะพาเธอมานั่งลงที่เก้าอี้
การกระทำของเขาหลังจากนี้ทำหญิงสาวตกใจมาก เขาถอดเสื้อขนสัตว์ตัวใหญ่ออกแล้วคลุมไว้กับพนักพิงเก้าอี้ที่เธอกำลังนั่งอยู่ มองเผินๆ เหมือนจะวางเสื้อธรรมดา ทว่าความอุ่นจากเสื้อขนสัตว์กลับเผื่อแผ่มาหาเธอที่นั่งตัวลีบอยู่บนนั้นด้วย
“ทำไมถึงปล่อยให้เป็นเยอะขนาดนี้” น้ำเสียงของเขาเหมือนจะตำหนิอยู่ในที
คิ้วเรียวกระตุกนิดๆ แต่ยังคงรักษามารยาทแล้วพูดขึ้นว่า “ก็เป็นปกติของคนทำงานแลกแต้มค่าแรงไม่ใช่เหรอคะ คนข้างบนๆ อย่างพวกคุณไม่เข้าใจหรอก”
“หัวหน้าคอมมูนรู้หรือเปล่า”
“เขาจะมาสนใจเรื่องเล็กน้อยพวกนี้ทำไม มีเรื่องอื่นให้จัดการตั้งเยอะ” เสี่ยวถางตอบ ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่าว่าแรงที่เขาป้ายยาลงมาที่มือเหมือนจะแรงกว่าตอนแรกนิดหน่อย
“อย่าขยับ” พูดจบลมหายใจอุ่นก็เป่าลงมาที่แผล
หญิงสาวลอบกลืนน้ำลายเหนียวลงคอ แม้จะไม่เข้าใจว่าเขามาที่นี่ทำไมและไม่อยากรู้ เธอแค่อยากกินยาแล้วนอนพัก
“คุณออกไปได้แล้วค่ะ ฉันจะนอน”
“พูดกับผู้มีพระคุณแบบนี้เหรอ” เขาถามเสียงกวนๆ ก่อนจะยืนขึ้นเต็มความสูง กอดอกแล้วมองหน้าเธอที่อยู่ต่ำกว่า
เสี่ยวถางไม่ชอบท่าทางโอหังของเขาเท่าไหร่นัก แต่ก็คิดว่าจะเป็นการท่าของคนมีอำนาจทั่วไปที่ต้องการอวดบารมี “ฉันไม่ได้ขอให้ช่วยนี่คะ”