LNCrawler

แผลติดเชื้อ

ย้อนเวลามาเป็นแม่ค้าตลาดมืด ยุค 70 — novel.dek d.com · All chapters

แผลติดเชื้อ

 

เลขาธิการหนุ่มถูกหักหน้าแบบนั้นก็หน้าตึง เขาเอาลิ้นดุนกระพุ้งแก้ม ก่อนจะเปิดประตูแล้วเดินออกไปด้วยท่าทางฉุนเฉียว

ทันทีที่ประตูถูกกระแทกปิดอย่างแรง เสี่ยวถางก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เดินไปลงกลอนจากข้างใน มองดูผ้าพัันแผลที่เขาตั้งใจทำอย่างประณีตแล้วก็ล้มตัวลงนอนผล็อยหลับไป

รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเพราะได้ยินเสียงเคาะประตูหน้าห้อง แต่เธอยังคงนอนนิ่งด้วยกลัวว่าจะเป็นคนเดิม แค่นี้หน้าโจวเฉวียนก็ลอยมาแต่ไกลแล้ว เธอเกลียดการถูกหักหลังมากที่สุด เพราะฉะนั้นจะทำในสิ่งที่ตนเองเกลียดไม่ได้ ต่อให้จะเป็นการเข้าใจผิดก็เถอะ

“เจี๋ย อยู่ในห้องหรือเปล่า เปิดประตูให้ฉันหน่อย ฉันหนาว"

ทันทีที่ได้ยินเสียงลู่เจินเจิน หญิงสาวก็รีบลุกจากเตียงเดินไปเปิดประตู แต่เพราะพิษไข้เล่นงานทำให้ท่าทางของเธอเชื่องช้าจนอีกฝ่ายสังเกตเห็น

“เป็นหนักขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย กินยาหรือยัง” เจินเจินเห็นสภาพคนป่วยแล้วก็ตกใจ ไม่คิดว่าจะเป็นนักถึงขั้นนี้

“อือ กินแล้ว” เสียงหวานปนแหบตอบกลับมา ทำเอาคนฟังคิ้วขมวดเป็นปม

“เก็บของ”

เสี่ยวถางที่นวดขมับอยู่ถึงกับเงยหน้าขึ้นมอง เธอไม่ทันสังเกตว่าใครมากับเจินเจินด้วย พอเงยหน้าขึ้นดูถึงรู้ว่านอกจากเจินเจินแล้วยังมีหัวหน้าคอมมูนแล้วก็เลขาธิการหน้าหล่อนั่นอีกคน

“ซูเสี่ยวถาง ป่วยหนักขนาดนี้ทำไมไม่บอกพวกเรา” หัวหน้าคอมมูนหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงตกใจ

“อือ ฉันก็ไม่คิดว่ามันจะหนักถึงขั้นนี้”

“เจี๋ย ไปโรงพยาบาลเถอะ คุณเลขาธิการบอกว่าเห็นอาการเจี๋ยไม่ค่อยดีก็เลยให้พวกเรามาพาไปโรงพยาบาล” เจินเจินเขย่าแขนแล้วก็ต้องตกใจเพราะตัวของเสี่ยวถางร้อนมาก

“อือ ไม่เป็นไรหรอก นอนพักสักหน่อยก็คงดีขึ้น”

“ไม่ดีขึ้นหรอก ถ้าดีก็ต้องดีแล้วสิ นี่จะบ่ายโมงแล้ว ตัวเจี๋ยยังร้อนอยู่เลย ไปเถอะนะถือว่าฉันขอ” เจินเจินเขย่าแขนเชิงอ้อน

“หล่อน ไปเก็บของที่เหลือฉันจัดการเอง”

เลขาธิการหนุ่มชี้บอกเจินเจิน จากนั้นก็ช้อนร่างบางที่เริ่มยืนโงนเงนไม่คงที่จนตัวลอย จากนั้นก็เดินไปยังรถคันหรูที่จอดรออยู่ก่อนแล้ว

เดิมทีเสี่ยวถางจะคัดค้าน แต่เพราะเธอเองก็ไม่ไหว แค่ลืมตาบ้านก็หมุน ขยับตัวทีก็ปวดไปทั้งร่าง แค่เขาโดนตัวก็ปวดมากแล้วเลยได้แต่นอนนิ่งๆ ให้เขาพอไปขึ้นรถ

“จะตายออยู่แล้วยังจะปากแข็งอีก” เขาบ่นพึมพำ ก่อนจะหยิบผ้าชุบน้ำอุ่นมาจากที่ไหนไม่รู้เช็ดตามกรอบหน้า

ชายหนุ่มชะงักเมื่อเห็นใบหน้าสวยชัดๆ เขารู้ว่าเธอเป็นคนสวย แต่ไม่คิดว่ามองใกล้ๆ แล้วจะสวยมากขนาดนี้ ใบหน้าขาวเนียนตอนนี้ซับสีแดงระเรื่อ ริมฝีปากบางติดแดงนิดๆ เพราะพิษไข้

“อื้อ" เสี่ยวถางพยายามปัดผ้าเย็นออก ถึงจะถูกพิษไข้เล่นงานก็ใช่ว่าจะไม่มีสติ ยิ่งเธอต้องการเว้นระยะห่างจากเขามากเท่าไหร่ กลับยิ่งมีเรื่องให้เขาต้องเข้าใกล้เธอมากเท่านั้น

“ป่วยขนาดนี้แล้วยังฤทธิ์เยอะอีก” เขาส่ายหน้าอย่างจนใจ รวบตัวคนป่วยเข้ามาในอ้อมกอด สวมกอดเธอจากทางด้านหลัง มือข้างหนึ่งจับมือทั้งสองข้างของเธอเอาไว้ ส่วนมืออีกข้างก็เช็ดตามแขนเรียวเล็กอย่างทุลักทุเล

“มาแล้วค่ะมาแล้ว” เจินเจินชะงักไปกับท่านั่งของทั้งสองคน

ตอนนี้เบาะหลังถูกเลขาธิการหนุ่มครองจนเกือบเต็ม ส่วนคนป่วยตอนนี้กำลังนั่งบนตักเขาก็ไม่ปาน “อะ เอ่อคุณเลขาธิการคะ ฉันว่าฉันทำเองดีกว่าค่ะ”

“ขึ้นมาไม่ต้องพูดมาก” ทว่าเขากลับไม่ฟังที่อีกฝ่ายพูด แต่ออกคำสั่งให้เธอไปนั่งยังเบาะข้างคนขับแทน “ออกรถ”

เจินเจินลังเลครู่หนึ่ง แต่พอได้ยินว่าเขาสั่งคนขับรถให้ออกรถ เธอก็รีบเปิดประตูฝั่งข้างคนขับทันที “รอเดี๋ยวค่ะ ฉันไปด้วย”

ระหว่างทางไม่มีใครกล้าพูดอะไร มีเพียงเสียงครางของคนป่วยเพราะเริ่มรู้สึกหนาว บนรถแม้จะมีฮีตเตอร์ แต่เพราะร่างกายถูกพิษไข้เล่นงานเลยไม่แข็งแรงเท่าคนปกติ

คนเรากลัวตายด้วยกันทั้งนั้น แม้จะรู้ว่าไม่ควรแต่เธอก็ยังซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของคนตัวใหญ่เพื่อหาความอบอุ่น เขาเองก็กอดเธอเอาไว้แน่น โชคดีที่เสื้อคลุมขนสัตว์ตัวใหญ่คลุมร่างเธอจนมิด ทำให้ไม่มีใครดูออกว่าตอนนี้ทั้งสองกำลังทำอะไรกันอยู่

“ขับเร็วกว่านี้ไม่ได้หรือยังไง” น้ำเสียงของเขาเริ่มหงุดหงิด เพราะคนในอ้อมกอดตัวสั่นราวกับเจ้าเข้า ทำให้เขาเริ่มร้อนใจ

“น้ำแข็งเกาะถนนตลอดสายเลยครับท่าน” คนขับรถปาดเหงื่อแม้ว่าอุณหภูมิจะติดลบก็ตาม

“เจี๋ย ทำใจดีๆ เอาไว้นะ” เจินเจินพูดเสียงสั่น ยิ่งได้ยินเสียงฟันกระทบกันทำให้รู้ได้ทันทีว่าไข้คงขึ้นสูงแล้ว

“ให้ตายเถอะ” เขาสบถ ก่อนจะก้มมองร่างบางที่ตอนนี้พยายามเต็มที่เพื่อไม่ให้ฟันกระทบกัน

เขาจึงบีบปากเล็กของเธอเอาไว้ แต่ดูเหมือนว่าเธอจะเจ็บ เพราะร้องเสียงอู้อี้ส่ายหน้าไปมาตลอดเวลา ชายหนุ่มถอนหายใจยาวออกมาก่อนจะยื่นฝ่ามือไปให้เธอกัด

“หายป่วยเมื่อไหร่ฉันคิดบัญชีทบต้นทบดอกแน่” เขาก้มลงไปกระซิบข้างหูให้ได้ยินกันสองคน ทว่าเสี่ยวถางกลับฟังไม่เข้าใจ เพราะตอนนี้สมองเธอเริ่มเบลอ หูอื้อ ตาลายไปหมดแล้ว

เมื่อมาถึงโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ก็รีบกรูกันเข้ามา ด้วยจำสัญลักษณ์ของท่านเลขาธิการหลิวได้ แต่ท่านเลขาธิการหนุ่มกลับอุ้มบางอย่างที่มีเสื้อคลุมขนสัตว์เดินเข้าไปยังห้องฉุกเฉิน แล้วตะโกนเรียกหมอให้ไปดูแลแทน

การมาถึงของเขาราวกับพายุและสงบลงเมื่อคนไข้ใต้เสื้อคลุมนั้นอาการดีขึ้น ตั้งแต่ต้นจนจบลู่เจินเจินเทียบจะหาหาเสียงตัวเองไม่เจอเลยก็ว่าได้ เพราะทั้งอึ้งแล้วก็พูดไม่ออกในเวลาเดียวกัน

“ท่านครับ ทำแผลหน่อยไหมครับ” คนขับรถพ่วงตำแหน่งผู้ช่วยพูดขึ้นเมื่อเห็นรอยกัดที่ฝ่ามือขาวใหญ่ ดูก็รู้ว่าเพิ่งถูกกัด

“อืม” เขาขานรับในลำคอ

พยาบาลสาวที่คอยอำนวยความสะดวกถึงกับอมยิ้ม ตั้งท่าจะเดินเข้ามาใกล้แต่ถูกผู้ช่วยของเขาขวางเอาไว้ แย่งอุปกรณ์ทำแผลแล้วลงมือทำให้เอง โดยที่สายตาของเจ้านายยังคงจ้องไปที่ประตูห้องฉุกเฉินอย่างไม่วางตา

ไม่นานหมอที่รับหน้าที่ดูแลเสี่ยวถางก็ออกมาจากห้องมา พร้อมทั้งรายงานอาการ บอกว่าแผลที่มือของเธอติดเชื้ทำให้ไข้ขึ้น ต้องนอนให้ยาฆ่าเชื้อก่อน

“ถ้ามาช้ากว่านี้อาจจะต้องตัดส่วนที่เริ่มเน่าทิ้งไปด้วย” หมอที่รักษารายงาน

“ก็ลองดู เนื้อส่วนไหนของเธอที่โดนตัด ก็ตัดเนื้อส่วนนั้นของหมอใส่เข้าไปแทน รักษาให้ดี อย่าให้มีรอยแผลเป็น” เขาพูดเสียงเย็นทั้งที่ยังนั่งก้มหน้าอยู่ที่เดิม

“ระ เรื่องนั้น” หมอพูดเสียงสั่น ไม่ตัดเนื้อยังพอทำได้ แต่จะไม่ให้มีรอยแผลเป็นนั้นยากมาก เพราะแผลค่อนข้างใหญ่

“ทำไม่ได้ก็เปลี่ยนหมอ ย้ายโรงพยาบาลไปสะ”

“ดะ ได้ครับ ได้ครับ ล้างแผลใหม่อีกรอบ" หมอวัยกลางคนรีบบอก ก่อนจะตะโกนบอกพยาบาลให้ทำการล้างแผลและตรวจสอบให้ละเอียดว่ามีเศษดินหรือสิ่งแปลกปลอมติดอยู่ที่แผลหรือเปล่า ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการอักเสบ

“ขอบคุณมากนะคะ” เจินเจินฟังแล้วก็รู้สึกโล่งใจ อย่างน้อยๆ หลังจากนี้พี่สาวของเธอก็จะได้รับการดูแลอย่างดีแน่นอน

“เป็นอะไรกับซูเสี่ยวถาง” เขาเงยหน้าขึ้นถามเสียงเรียบ

“ปะ เป็นเพื่อนค่ะ”

“เพื่อน เพื่อนแบบไหน”

“เพื่อนที่ตายแทนกันได้” เจินเจินตอบเสียงหนักแน่น

“หึ ไม่มีหรอกเพื่อนแบบนั้นน่ะ พอจะตายเข้าจริงๆ ก็หนีเอาตัวรอดด้วยกันทั้งนั้น แต่ว่า…หลังจากนี้ดูแลซูเสี่ยวถางให้ดี เข้าใจหรือเปล่า” เขาแค่นยิ้มกับคำตอบที่อีกฝ่ายตอบ

“ไม่ต้องห่วงค่ะ ฉันจะดูแลเจี๋ยให้ดี”

เขาสะดุดตรงที่อีกฝ่ายเรียกซูเสี่ยวถางว่าพี่สาว ถึงจะรู้สึกไม่วางใจ แต่ในบรรดาสหายยุวชนก็มีเพียงผู้หญิงคนนี้ที่ดูจะเป็นห่วงซูเสี่ยวถาง สุดท้ายเลยอนุญาตให้เธออยู่เฝ้าไข้ ส่วนเขาพอเสี่ยวถางถูกพาไปพักรักษาตัวที่ห้องส่วนตัวแล้วก็ออกไปทำธุระข้างนอก ทิ้งให้ผู้ช่วยหนุ่มอยู่อำนวยความสะดวกแทน