เว้นระยะห่าง
เว้นระยะห่าง
ซูเสี่ยวถางรู้สึกตัวตื่นขึ้นในเช้าวันถัดไป ลืมตาขึ้นมาก็เห็นลู่เจินเจินนอนอยู่ ทว่าเก้าอี้ข้างเตียงคนป่วยกลับมีใครบางคนกำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ และเหมือนว่าเขาจะรู้สึกตัวว่ามีคนจ้อง เลยวางหนังสือพิมพ์ลง สบตาเข้ากับดวงตาคู่สวยที่ตอนนี้อ่อนล้าลงอย่างเห็นได้ชัด
“ตื่นแล้วเหรอ ปวดหัวหรือเปล่า” เสี่ยงทุ้มต่ำถามขึ้น พร้อมทั้งมองสำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้า
เสี่ยวถางส่ายหน้าน้อยๆ ก่อนจะค่อยๆ พยุงตัวเองลุกขึ้น มองสำรวจตัวเอง มือสองข้างถูกผ้าพันแผลสีขาวสะอาดพันเอาไว้จนแทบขยับไม่ได้ นอกจากนั้นยังมีสายน้ำเกลือเสียบคาที่ข้อมือขยับทีก็รู้สึกเจ็บ
“อย่าเพิ่งขยับเยอะ เดี๋ยวแผลอักเสบ” เขาสั่งห้ามแต่ยังคงนั่งไขว่ห้างมองคนป่วยที่พยายามลุกขึ้นนั่ง
“อือ” เสี่ยวถางขานรับในลำคอ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังฝืนตัวเองลุกขึ้นนั่งจนสำเร็จ
เธอค่อยๆ หลับตาลงช้าๆ พลางนึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น ไม่ได้สติเลอะเลือนจนจำอะไรไม่ได้ถึงขั้นไม่รู้ว่าทำไมมาอยู่ที่โรงพยาบาล เพราะระหว่างที่หมอทำแผลให้ก็มีสติอยู่ตลอดเวลา
“ขอบคุณมากนะคะ สำหรับทุกอย่าง”
“หึ ไม่ใช่ว่าฉันยุ่งเองหรอกเหรอ ก็เธอไม่ได้ขอฉันนี่นา” ชายหนุ่มพับหนังสือพิมพ์เก็บ วางลงบนโต๊ะ นั่งน่านั่งสบายแล้วสนทนากับคนป่วยอย่างสนใจ
“เมื่อวานฉันปากไม่ดีเอง ขอโทษค่ะ”
“ซูเสี่ยวถาง สมองกลับหรือไงให้ฉันตามหมอมาตรวจหน่อยไหม เผื่อว่าไข้ลามขึ้นไปที่สมอง” เขาพูดติดตลก แต่ทำท่าจะเดินไปตามหมอมาจริงๆ
“ไม่ต้องหรอกค่ะ ฉันปกติดี” หญิงสาวรีบร้องห้าม
“ตามหมอมาตรวจหน่อยดีกว่า”
เขาไม่ฟังที่เธอห้าม แต่ก่อนที่จะเดินออกจากห้องไปก็เดินอ้อมไปเตะเตียงนอนสำหรับเฝ้าไข้ของญาติ จนลู่เจินเจินที่นอนน้ำลายยืดอยู่สะดุ้ง ลืมตาขึ้นมาก็เห็นเพียงคนป่วยนั่งหน้าหวออยู่บนเตียง
“เจี๋ย ตื่นแล้วเหรอ เป็นยังไงบ้าง เจี๋ยหลับไปตั้งแต่มาถึงโรงพยาบาล หมอบอกว่าน่าจะอ่อนเพลีย” หญิงสาวรีบเดินมานั่งเก้าอี้แทนที่คนที่เพิ่งลุกจากไป
“อือ ค่อยยังชั่วขึ้นแล้วล่ะ ลำบากเจินเจินแล้ว” เสี่ยวถางยิ้มบางให้คนเฝ้าไข้
“ไม่ลำบากๆ ฉันไม่ได้ทำอะไรเลย” เจินเจินเกาท้ายทอยรู้สึกกระดากปากถ้าจะบอกว่ามาเฝ้าไข้ เพราะเธอไม่ได้ทำอะไรเลยจริงๆ ตลอดทั้งคืนมีพยาบาลพิเศษมาคอยเช็ดตัวให้ตลอด
ไม่นานประตูห้องพิเศษก็ถูกเปิดออก ตามาด้วยหมอและพยาบาลที่เดินยิ้มแย้มเข้ามาถามไถ่อาการ เสี่ยวถางนั่งนิ่งให้หมอตรวจ
“เดี๋ยวช่วงบ่ายจะมาล้างแผลให้นะคะ” พยาบาลที่ติดตามหมอมาพูดขึ้น
“ขอบคุณค่ะ”
“ให้หมอทำ” เลขาธิการหนุ่มที่กำลังยืนเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงอยู่พูดขึ้นเสียงเรียบ
“ได้ครับ ผมจะเป็นคนล้างแผลให้คุณหนูซูเอง” ดูจากประวัติแล้วหล่อนยังไม่ได้แต่งงาน เขาเลยเรียกเธอแบบนั้น
“อืม” เลขาธิการหนุ่มพยักหน้าพอใจ ก่อนจะให้ผู้ช่วยเดินไปส่งหมอแทน
“กินข้าวจะได้กินยา” เขารับปิ่นโตมาจากผู้ช่วย แล้วก็ยื่นมันส่งให้กับลู่เจินเจินจัดการต่อ ส่วนตัวเองก็กลับมายืนเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงตามเดิม
“ฉันยังไม่หิว อยากล้างหน้าแปรงฟันก่อน” คนป่วยส่ายหน้า ตื่นมาก็จะให้กินข้าวทั้งยังอมขี้ฟันอยู่ก็คงจะไม่ได้
ขณะที่คนเรื่องมากกำลังจะอ้าปากสั่ง เจินเจินก็พูดขึ้นมาว่า “ฉันเอง ฉันจัดการเองค่ะ”
พูดจบก็ถือกะละมังเดินออกไปเอาน้ำร้อนที่ส่วนกลาง ส่วนข้าวของเครื่องใช้อื่นๆ เตรียมมาตั้งแต่ก่อนจะมาโรงพยาบาลแล้ว
เสี่ยวถางขำกับท่าทางของคนชอบสั่งการ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร แค่นั่งหลับตาพิงหัวเตียงรอเจินเจินกลับมา เวลาอ่อนแอแบบนี้กลับนึกถึงคู่หมั้นขึ้นมา ถ้ามีเขาอยู่จะดีสักแค่ไหนกันนะ
ทางด้านโจวเฉวียนเองก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่ เวลาเจอผู้ใหญ่ก็มักจะสอบถามถึงช่องทางเพื่อพาตัวคู่หมั้นกลับมา แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นไปได้ยาก เป็นที่รู้กันดีว่าคนเหล่านั้นถูกส่งไปเพื่ออะไร
“เฉวียนเก้อเกอ” หยางจื่อทักทายเจ้านายพ่วงตำแหน่งพี่ชายสมัยเด็กของเธอ
“วันนี้ไม่มีเรียนเหรอ” เขาถามอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงสนิทสนม
“วันนี้วันเสาร์ค่ะ”
“จริงสินะ” เขาทำงานจนลืมไปว่าถ้าไม่ใช่วันหยุดก็คงไม่ได้กลับมาบ้าน
“ลมอะไรหอบลูกชายของฉันกลับมาเซี่ยงไฮ้ได้” แม่โจวได้ยินเสียงลูกชายก็รีบเดินออกมาดู เห็นเขายืนคุยอยู่กับหลานสาวของแม่บ้านก็รีบเดินเข้ามาแทรกกลางทันที
“วันนี้วันหยุด ก็เลยจะมาชวนพ่อไปกินข้าวกับสหายหน่อยน่ะครับ”
“สหายใครล่ะ” แม่โจวทำหน้างง
“ก็สหายของพ่อไงครับ ทางแม่มีข่าวดีบ้างหรือเปล่า”
แม่โจวพยักหน้ายิ้มๆ “ถึงแกไม่มาแม่ก็กำลังจะชวนพ่อแกไปหาอยู่พอดี จะว่าไม่ได้เรื่องก็ไม่ใช่เสียทีเดียว พอดีลูกชายของเพื่อนแม่ทำงานที่คอมมูน เขาแนะนำมาว่า ถ้าหาตำแหน่งดีๆ ให้ลูกสะใภ้แล้วเรียกตัวกลับมาก็พอมีลุ้น ติดที่ลูกสะใภ้ยังเรียนไม่จบ ไม่มีตำแหน่งให้ยัดเข้าไปได้”
“ตำแหน่งดีๆ ที่ว่า จำกัดหรือเปล่าว่าครับว่าต้องเป็นของรัฐเพียงอย่างเดียว” เขาถามอย่างมีลุ้น
“ก็ไม่เชิง แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้ความดูแลของรัฐด้วย ได้ยินว่าพ่อของลูกสะใภ้ก็เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทางการ เขาน่าจะหาตำแหน่งสักตำแหน่งที่เหมาะสมให้ลูกสาวได้นะ”
“งั้นก็น่าจะมีหวังแล้วครับ ผมจะลองถามผู้บัญชาการดูว่าพอจะมีโควตาแนะนำนักศึกษาให้เข้าเรียนต่อได้หรือเปล่า”
“หมายความว่ายังไง” แม่โจวไม่เข้าใจ
“แม่พูดเองว่าถ้ามีเหตุที่สมควรให้กลับมาก็ใช่ว่าจะไม่ได้รับการพิจารณา ถ้าหากเป็นจดหมายแนะนำของกองบัญชาการก็น่าจะมีน้ำหนักมากพอ”
“จะทำอย่างนั้นได้อย่างน้อยๆ คุณนายน้อยก็ต้องเป็นคนในครอบครัวทหารเสียก่อนไม่ใช่เหรอคะ ถ้าเป็นคนนอกไม่น่าจะมีน้ำหนักมากพอ” หยางจื่อแย้ง
“อืม ที่จือจือพูดมาก็มีเหตุผล แม่ว่าลองให้พ่อตาของแกลองหาตำแหน่งที่ทำงานของเขาให้จะไม่ดีกว่าเหรอ”
โจวเฉวียนส่ายหน้า “ทำแบบนั้นไม่เท่ากับว่าทุจริตเก้าอี้ทำงานหรอกเหรอครับ ไม่มีใครเอาคนใกล้ตัวไปทำงานด้วยหรอก มันเสี่ยงเกินไป”
“แล้วแกยังจะทำทั้งที่รู้ว่าตัวเองเสี่ยงเนี่ยนะ อาเฉวียนแม่รู้ว่าแกร้อนใจ แต่นี่เพิ่งผ่านไปได้เดือนเดียวเอง อีกอย่างพวกเราก็หาทางเต็มที่ ใจเย็นๆ หน่อยเถอะต้าเกอ” แม่โจวพูดกับลูกชายเสียงอ่อน
นายทหารหนุ่มกุมขมับทำหน้าเครียด แต่แล้วก็ต้องหยุดชะงักเมื่อมีมือเล็กๆ มานวดกดจุดที่ขมับให้ เขาดึงมือตัวเองออก
“ปวดหัวอีกแล้วเหรอคะ ให้ฉันนวดให้นะ”
“ไม่ต้อง ไปเอาผ้าชุบน้ำเย็นมาก็พอ” ชายหนุ่มเบี่ยงตัวหลบ
“ค่ะ” หยางจื่อหน้าแตกที่โดนปฏิเสธ แล้วก็รีบวิ่งออกจากห้องโถงไปทันที
ถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาก็คงยอมให้หล่อนนวดให้ ทว่าตอนนี้เขามีคู่หมั้นแล้ว อีกทั้งเธอยังไม่ชอบให้ทำอะไรลับหลังแบบนี้ จำเป็นต้องเว้นระยะห่างทั้งต่อหน้าและลับหลัง
แม่โจวเห็นแบบนั้นก็พูดยิ้มๆ ว่า “แกเปลี่ยนไปนะ”
“ยังไงครับ” เขายกมือขึ้นมานวดขมับต่อ
“ก็ถ้าเป็นเมื่อก่อนแกคงนอนนิ่งให้จือจือนวดให้ ทำไม...กลัวว่าลูกสะใภ้จะโกรธเหรอ”
“ครับ” เขายอมรับหน้าตาเฉย
“แม่ไม่คิดเลยว่าแกจะมีวันนี้ ยังไม่ทันแต่งเข้าบ้านก็ออกลายกลัวเมียแล้ว แต่เชื่อเถอะว่าคนที่กลัวเมียมักจะได้ดีทุกคน ซูเสี่ยวถางคนนี้ไม่ว่าจะการศึกษาหรือฐานะทางบ้านล้วนแต่ด้อยกว่าแกทุกทาง แต่คนแบบนี้แหละถึงจะเหมาะที่จะแต่งเข้ามา เพราะถ้าแกแต่งกับลูกสาวของผู้บังคับบัญชาก็ต้องถูกพวกหล่อนบงการไปตลอดชีวิต”
“ผมนึกว่าแม่อยากได้ลูกสะใภ้ลูกหลานนายพลเสียอีก” เขาพูดติดตลก รู้อยู่แล้วว่าแม่เลิกคาดหวังกับลูกสะใภ้ไปนานแล้ว
“เมื่อก่อนคงใช่ แต่ตอนนี้เป็นใครก็ได้ ขอแค่ท้องหลานชายตัวอ้วนให้แม่สักคนสองคนก็พอ” โจวเฉวียนส่ายหน้าอย่างจนใจ นึกไปถึงแม่ของลูกแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ เพราะนอกจากจับมือกับแทะโลมเล็กๆ น้อยๆ เขาก็ยังไม่ไปถึงขั้นไหนเลย