LNCrawler

พักร้อน

ย้อนเวลามาเป็นแม่ค้าตลาดมืด ยุค 70 — novel.dek d.com · All chapters

พักร้อน

 

ซูเสี่ยวถางนอนโรงพยาบาลสองคืน เช้าวันถัดมาหมอก็ให้ออกจากโรงพยาบาล ถ้าเป็นคนอื่นก็อาจจะแค่นอนดูอาการแล้วเอายากลับไปกินที่บ้าน แต่เพราะเป็นคนของท่านเลขาธิการหลินจึงดูแลเป็นพิเศษ

“ขอบคุณมากนะคะ” เสี่ยวถางพูดขอบคุณไม่รู้เป็นครั้งที่เท่าไหร่ เพราะเธอเองก็ไม่ได้นับ

“อืม” เลขาธิการหนุ่มยื่นห่อยาส่งให้ แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ ก่อนจะพูดขึ้นว่า “ถึงจะออกจากโรงพยาบาล แต่หมอยังต้องให้มาล้างแผลทุกวันจนกว่าแผลที่มือจะแห้ง”

“ค่ะ ฉันทราบแล้ว” หญิงสาวพยักหน้าหงึกๆ จำสิ่งที่หมอและพยาบาลบอกจนขึ้นใจ

“แล้วจะมาล้างแผลยังไง”

“ก็ล้างเอง” หญิงสาวตอบทันควัน แต่เห็นสายตาของเขาแล้วก็เปลี่ยนคำพูด “หมายถึงว่าล้างกันเอง เจินเจินจัดการได้”

“ใช่แล้วค่ะ สองวันมานี้ฉันดูหมอทำจนจำขึ้นใจแล้ว ไม่มีปัญหา” เจินเจินพูดเสริม

“เธอจะบอกว่าใครๆ ก็เป็นหมอได้อย่างนั้นเหรอ เพราะแม้แต่คนโง่อย่างเธอก็เลียนแบบหมอที่เรียนมาไม่รู้ตั้งกี่ปีถึงจะสามารถทำแผลแบบนั้นได้”

เจินเจินอ้าปากค้างกับคำพูดของอีกฝ่าย “ฉะ ฉันไม่ได้หมายความว่าแบบนั้นสักหน่อย” หญิงสาวแก้มป่อง ไม่ค่อยพอใจกับคำพูดของอีกฝ่าย

“ฉันไปล้างที่โรงหมอคอมมูนก็ได้” เสี่ยวถางพูดแก้

“ล้างกับหมอเท้าเปล่า ที่ผ่านการอบรมไม่กี่ชั่วโมงน่ะเหรอ” เขายังคงดึงดันพูดต่อจนสองสาวถึงกับพูดไม่ออก

“ตกลงว่าคุณต้องการให้ฉันทำยังไงกันแน่ หรือว่าฉันต้องมาล้างแผลที่นี่ทุกวันงั้นเหรอ”

“ถ้าเธอมีสมองและฉลาดมากพอก็ต้องเป็นแบบนั้น” เขาพยักหน้าพอใจกับคำตอบ

“สมองน่ะมี แต่ปัญญาที่จะเข้ามาในตัวเมืองทุกวันคงไม่ คุณน่าจะรู้ดีกว่าใครว่ากว่าที่พวกเราจะออกจากหมู่บ้านได้จะต้องมีหนังสืออนุญาตจากผู้นำหมู่บ้านก่อน และฉันคิดว่าคงไม่สะดวกถ้าจะต้องขอทุกวัน ถึงขอได้ฉันก็ไม่สามารถมาทุกวันได้”

“หมู่บ้านบนเขามาไม่ได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าที่อื่นจะมาไม่ได้นี่ จากบ้านพักของฉันมาที่นี่เดินเท้ามาแค่ยี่สิบนาที ถือว่าไม่ไกลเลย”

“คุณเลขาธิการหมายความว่าจะให้พวกเราไปค้างที่บ้านพักของคุณเหรอคะ” เจินเจินสรุปในตอนท้าย

“ฉลาด ไปกันเถอะ”

เมื่อได้คำตอบที่ต้องการแล้ว เลขาธิการหนุ่มก็เดินถือถุงยานำหน้าไปขึ้นรถ ซึ่งตอนนี้มีผู้ช่วยของเขาจอดรออยู่ ไปถึงรถก็เปิดประตูขึ้นไปนั่งเบาะหลัง มองสองสาวที่ยืนงงว่าใครจะเป็นคนนั่งตรงไหนเพราะมีเหลือเพียงอย่างละหนึ่ง

“ฉันเมารถ” เสี่ยวถางพูดขึ้นก่อนจะเปิดประตูไปนั่งฝั่งคนขับ

เจินเจินคิดช้าพูดไม่ทันคนป่วย สุดท้ายเลยต้องจำใจเปิดประตูข้างหลังมานั่งข้างหนุ่มหล่อปากจัดคนนี้แทน เข้ามาแล้วก็กลั้นหายใจ กลัวว่าจะถูกเขาไล่ลงรถ ทว่าเกินคาด นอกจากเขาจะไม่ไล่แล้วก็ยังใจดีบอกให้ผู้ช่วยขับรถวนไปที่ร้านขายเสื้อผ้า แล้วซื้อเสื้อผ้าให้พวกเธอใหม่คนละสองชุด

ตลอดทางเสี่ยวถางนั่งนิ่ง ที่เธอไม่คัดค้านการนอนค้างที่บ้านพักของเขาเป็นเพราะเธอเองก็เป็นกังวลเรื่องแผลเป็น ถึงจะหมั้นแต่ยังไม่แต่งงาน ไม่รู้ว่าทางฝั่งบ้านโจวจะถือสาเรื่องแผลเป็นหรือเปล่า

 

เมื่อมาถึงทางเข้าบ้านพักของเลขาธิการหนุ่มสองสาวก็อ้าปากค้าง บ้านโจวที่ว่าใหญ่แล้วยังไม่ได้ครึ่งของบ้านพักที่อยู่ตรงหน้า

พื้นที่โดยรวมดูจากสายตาแล้วน่าจะไม่ต่ำกว่าสามไร่ ตัวบ้านก็กินพื้นที่เป็นไร่เห็นจะได้ ไม่บอกก็รู้ว่าคงอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่

เสี่ยวถางกับเจินเจินถูกพาตัวไปยังห้องพักด้านหลัง ซึ่งต้องเดินผ่านสวนหย่อมไป ส่วนเลขาธิการหลิวนั้นแยกตัวกลับขึ้นไปทำงานบนห้อง

หากคาดหวังว่าเขาจะพาไปดื่มชาที่ห้องรับแขกคงจะเป็นไปไม่ได้ พวกเธอไม่ได้มาในฐานะแขก แต่มาในฐานะคนป่วย

โดยเขาบอกและให้เหตุผล่า การที่ดูแลพวกเธอดีนั่นก็เป็นหนึ่งในหน้าที่ของเขาที่ต้องรับผิดชอบด้วยเหมือนกัน แต่พอเจินเจินถามถึงอาการป่วยของเมิ่งหลิว กลับมีเพียงความเงียบ จนทำเอาคนฟังใจคอไม่ค่อยดี

“คุณผู้ช่วย ตกลงว่าไม่รู้จริงๆ เหรอว่าเมิ่งหลิวถูกพาตัวไปที่ไหน ได้พาไปรักษาที่โรงพยาบาลก่อนหรือเปล่า”

“สหายลู่ ถือว่าผมขอร้องละครับ อย่าถามเรื่องพวกนี้กับผมอีกเลย ผมไม่รู้จริงๆ” ผู้ช่วยวัยกลางคนตอบเสียงเรียบ น้ำเสียงของเขานอบน้อม ทว่ากลับฟังดูเย็นชาชวนขนลุก

“ไม่รู้หรือไม่อยากบอกกันแน่คะ ถึงแม้ว่าหล่อนจะทำผิด แต่พวกฉันเป็สหายร่วมอุดมณ์การณ์ยังไงก็ต้องรู้ความเคลื่อนไหว คงไม่ได้จับโยนไปที่บ่อปลาที่ไหนสักที่หรอกนะ” หญิงสาวจินตนาการเอาไว้หลายเหตุการณ์เลยทีเดียว

ผู้ช่วยหนุ่มทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก หันไปมองหน้าเสี่ยวถางเพื่อขอความช่วยเหลือ ทว่าหญิงสาวกลับหันหน้ามองไปทางอื่น ราวกับว่าตัวเธอเองก็อยากจะรู้เรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน

“ถ้าอย่างนั้นผมจะเรียนเรื่องนี้ให้กับนายท่านทราบภายหลังครับ”

“ไม่ต้องๆ พวกเราไม่ได้อยากรู้ขนาดนั้น ไม่ต้องทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่หรอกน่า ใช่ไหมคะเจียเจี๋ย” ลู่เจินเจินพอรู้ว่าโน้มน้าวไม่สำเร็จก็เปลี่ยนแผน

“อืม พวกเราไม่รบกวนคุณผู้ช่วยหรอก” เสีย่วถางพยักหน้าคล้อย เริ่มหายใจไม่ทั่วท้องเมื่อพูดถึงชื่อของใครบางคนที่มีอิทธิพลล้นเมืองตามที่เคยได้ยินมาจริงๆ

 

สองวันแล้วที่ซูเสี่ยวถางกับลู่เจินเจินอยู่ที่บ้านพักหลังใหญ่ เมื่อถึงเวลาล้างแผลก็จะมีคนมาพาเธอไปแล้วก็พามาส่ง สองสาวกินแล้วก็นอน ไม่ต่างอะไรจากมาพักร้อน

“เจี๋ย แผลใกล้หายหรือยัง”

“อือ ดีขึ้นมาแล้วหมอบอกว่าพรุ่งนี้วันสุดท้ายที่จะให้ไปล้างแผล ต่อไปก็เปิดผ้าพันอผลให้สมานกันเอง”

“เจี๋ยทนเจ็บได้หรือเปล่า หรือว่าให้ฉันช่วยทำให้มันปริสักหน่อยไหม” หญิงสาวถามขึ้นอย่างมีความหวัง

“ทำไม” คิ้วเรียวขมวดเขาหากัน คิดมาตลอดว่าเจินเจินน่าจะอยากให้เธอหายรองลงมาจากตัวเธอด้วยซ้ำ

“ก็ไม่ทำไมหรอก แต่ว่าฉันชอบพวกเราตอนนี้ที่สุดเลย งานก็ที่แปลงผักก็ไม่ต้องทำ เช้ามาก็มีคนเอาข้าวมาให้ สายหน่อยก็มีคนพาไปล้างแผล เที่ยงเย็นก็มีอาหารมาส่ง แบบนี้ไม่ใช่ชีวิตที่ใครต่อใครใฝ่ฝันหรือไง”

เสี่ยวถางฟังถึงตรงนี้ก็เข้าใจทันที ไม่ใช่ว่าไม่เป็นห่วง แต่เพราะรักความสบายตอนนี้ต่างหากล่ะ “งั้นเธอลองเจ็บดูบ้างไหม แผลใหม่น่าจะหายช้ากว่าฉันที่เป็นแผลเก่า"

“เจี๋ยไม่เข้าใจ เหมือนกันที่ไหนล่ะ ถ้าฉันเจ็บบางที่ท่านเลขาหน้าหล่ออาจจะไม่ปรายตามองเลยก็ได้ แต่เพราะเป็นเจี๋ยหรอกเขาถึงทำดีด้วย ฉันไปแอบสืบมาแล้ว พวกเจี๋ยที่ห้องครัวบอกว่า เขาชื่อหลิวเจี้ยนกั๋ว เป็นลูกชายคนเล็กของอดีตเลขาธิการ แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงได้มาสืบทอดตำแหน่งจากพ่อได้ ทั้งที่ควรจะเป็นลูกชายคนโตมากกว่า”

“เจินเจิน อยากรู้เรื่องของคนอื่นให้มันน้อยหน่อย เคยได้ยินหรือเปล่า อย่าอยากรู้เรื่องของคนอื่นจนทำให้ตัวเองเดือดร้อน” เสี่ยวถางเตือนด้วยความหวังดี

เพราะสิ่งที่เธอรู้มาจากปากของโจวเฉวียนเลยก็คือ ตำแหน่งที่เขาได้มานั้นอาจจะไม่ใช้แค่การสืบทอด เพราะอดีตเลขาธิการที่แข็งแรงอยู่ดีๆ ล้มป่วยและกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง

“เจี๋ย ฉันรู้หรอกน่า ฉันก็แค่หาทางรอดทางใหม่ให้เราสองคน ลองคิดดูสิถ้าเราได้เข้ามาทำงานที่นี่ ต่อไปก็ไม่ต้องทนตากแดดตากฝน แล้วก็ไม่ต้องถูกหิมะกัดจนต้องมานอนโรงพยาบาลแบบนี้นะ”

“ขึ้นชื่อว่าทำงานไม่มีที่ไหนสบายหรอก เลิกฝันลมๆ แล้งๆ ได้แล้ว เตรียมตัวกลับสู่ความจริงได้แล้ว ฉันว่าหมออาจจะรายงานเรื่องแผลให้เขาฟังแล้ว”

เธอกลับไม่คิดแบบเจินเจิน อยู่ที่นี่สบายกว่าหมู่บ้านบนเขาจริง แต่จะมีอิสระเท่าหรือเปล่านั้นเธอตอบได้เลยว่าคงยาก ดูจากที่เขาเป็นคนชอบบงการชีวิตคนอื่นด้วยแล้ว เธอยอมทำงานตากแดดดีกว่าถูกขังอยู่ในคฤหาสน์หลังใหญ่นี้